
เงินบาททรงตัว 32.86 บาทต่อดอลลาร์ฯ ตลาดเผชิญความผันผวนสูง-จับตาตัวเลขศก.สำคัญ
-11 ธ.ค.61- ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ระบุค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 32.86 บาทต่อดอลลาร์ฯ ทรงตัวจากสิ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดโดยรวมยังคงเผชิญกับสภาวะความผันผวนสูง ดังจะเห็นได้จากการที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลดลงหนักเกือบ 2% ในช่วงเช้า ก่อนที่จะพลิกกลับมาปิดบวกได้ หรือการที่ค่าเงินปอนด์(GBP) ผันผวนสูงท่ามกลางข่าวการเจรจาBrexit ในช่วงนี้ นักลงทุนและผู้ประกอบการควรเตรียมรับมือกับตลาดการเงินภายใต้สภาวะความผันผวนที่สูง
สำหรับสัปดาห์นี้มีรายงานตัวเลขเศรษฐกิจดังนี้ เริ่มจากวันอังคาร ตลาดจะจับตาถ้อยดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจยูโรโซน ซึ่งมีโอกาสที่ตัวเลขดังกล่าวจะยังคงสะท้อนมุมมองที่เป็นลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซนในอีก 6เดือนข้างหน้า สอดคล้องกับรายงานตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน(Sentix investor confidence)ที่ปรับตัวลดลงแตะจุดต่ำสุดของปี วันพุธ ตลาดจะรอดูตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐฯ(Core CPI YoY) ว่าจะปรับตัวขึ้นมากกว่าคาดหรือไม่(โตเกิน 2.2%) โดยตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดอาจทำให้ตลาดยังไม่ปักใจเชื่อว่าเฟดจะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้น้อยลงกว่าที่เฟดมองไว้บนDot Plot
และวันพฤหัสบดี นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่าธนาคารกลางยุโรป(ECB) จะยังคงนโยบายการเงินในการประชุมครั้งนี้ ทว่าตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของเฉพาะประธานECB Mario Draghi เพื่อหาแนวโน้มการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน อาทิ การขึ้นดอกเบี้ย รวมทั้งโอกาสที่ECBจะกลับมาใช้นโยบายซื้อสินทรัพย์ในปีหน้า รวมถึงมุมมองเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจยูโรโซนจากECB โดยค่าเงินยูโร(EUR) อาจปรับตัวลดลงได้ ถ้าหาก ECB ยังคงมีมุมมองที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้าและแสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน
ส่วนในวันศุกร์ ตลาดจะรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน อาทิ ยอดค้าปลีก(Retail Sales) ยอดการลงทุนเอกชนในสินทรัพย์ถาวร(Fixed asset investmet) รวมทั้งตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม(Industrial production) เพื่อมองหาแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามการค้า รวมทั้งการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน นอกจากนี้ ตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านตัวเลขค้าปลีก(Retail sales) เช่นกัน
มองเงินบาทมีแนวโน้มที่จะแกว่งตัวในกรอบกว้าง 32.75-33.05 บาทต่อดอลลาร์ฯ ได้สัปดาห์หน้า ที่สำคัญจะต้องจับตาความผันผวนในตลาดการเงินที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ ซึ่งตลาดอาจจะกลับมาผันผวนมากขึ้นหากตัวเลขเศรษฐกิจจีนออกมาแย่กว่าคาด รวมทั้งหากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น สำหรับวันนี้มองเงินบาทมีแนวโน้มที่จะแกว่งตัวในช่วงกรอบ 32.82-32.92บาทต่อดอลลาร์ฯ
สำหรับสัปดาห์นี้มีรายงานตัวเลขเศรษฐกิจดังนี้ เริ่มจากวันอังคาร ตลาดจะจับตาถ้อยดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจยูโรโซน ซึ่งมีโอกาสที่ตัวเลขดังกล่าวจะยังคงสะท้อนมุมมองที่เป็นลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซนในอีก 6เดือนข้างหน้า สอดคล้องกับรายงานตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน(Sentix investor confidence)ที่ปรับตัวลดลงแตะจุดต่ำสุดของปี วันพุธ ตลาดจะรอดูตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐฯ(Core CPI YoY) ว่าจะปรับตัวขึ้นมากกว่าคาดหรือไม่(โตเกิน 2.2%) โดยตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดอาจทำให้ตลาดยังไม่ปักใจเชื่อว่าเฟดจะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้น้อยลงกว่าที่เฟดมองไว้บนDot Plot
และวันพฤหัสบดี นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่าธนาคารกลางยุโรป(ECB) จะยังคงนโยบายการเงินในการประชุมครั้งนี้ ทว่าตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของเฉพาะประธานECB Mario Draghi เพื่อหาแนวโน้มการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน อาทิ การขึ้นดอกเบี้ย รวมทั้งโอกาสที่ECBจะกลับมาใช้นโยบายซื้อสินทรัพย์ในปีหน้า รวมถึงมุมมองเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจยูโรโซนจากECB โดยค่าเงินยูโร(EUR) อาจปรับตัวลดลงได้ ถ้าหาก ECB ยังคงมีมุมมองที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้าและแสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน
ส่วนในวันศุกร์ ตลาดจะรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน อาทิ ยอดค้าปลีก(Retail Sales) ยอดการลงทุนเอกชนในสินทรัพย์ถาวร(Fixed asset investmet) รวมทั้งตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม(Industrial production) เพื่อมองหาแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามการค้า รวมทั้งการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน นอกจากนี้ ตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านตัวเลขค้าปลีก(Retail sales) เช่นกัน
มองเงินบาทมีแนวโน้มที่จะแกว่งตัวในกรอบกว้าง 32.75-33.05 บาทต่อดอลลาร์ฯ ได้สัปดาห์หน้า ที่สำคัญจะต้องจับตาความผันผวนในตลาดการเงินที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ ซึ่งตลาดอาจจะกลับมาผันผวนมากขึ้นหากตัวเลขเศรษฐกิจจีนออกมาแย่กว่าคาด รวมทั้งหากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น สำหรับวันนี้มองเงินบาทมีแนวโน้มที่จะแกว่งตัวในช่วงกรอบ 32.82-32.92บาทต่อดอลลาร์ฯ






