
'กฤษฎา' ฝ่าวิกฤติยาง! ชี้ 20 ปี รัฐสูญ 1.8 แสนล้าน แทรกแซงไร้ผล ลุย! แก้เพิ่มใช้ในประเทศ
นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า สถานการณ์ยางพาราไทยที่ทำให้ราคาตกต่ำนั้นมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ไทยมีพื้นที่กรีดยางมาก มีสต็อกยางมากเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก มีผลผลิตมากที่สุดในโลก ราคาอยู่ในภาวะขาลง ดังนั้น มองว่าการแทรกแซงราคายางไม่ทำให้ราคายางสูงอย่างยั่งยืน จึงได้ถอดบทเรียนในอดีต พบว่า มีการใช้งบประมาณเพื่อแทรกแซงราคายาง โดยการซื้อชี้นำตลาด ทำให้รัฐเสียงบประมาณไปจำนวนมากตลอด 20 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2542-2561 ราว 1.8 แสนล้านบาท ดังนั้น การทำราคายางให้สูงอย่างยั่งยืน คือ ออกมาตรการเร่งด่วน เพื่อเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศ โดยใช้แนวทาง 3 ประสาน ภายใต้การณรงค์ "ใช้เพื่อชาติ" ที่เน้นสร้าง "ตลาด" ให้เกิด "แรงจูงใจ" ในการใช้และการผลิตนั้น หน่วยงานราชการส่วนกลางและท้องถิ่นจะต้องมีมาตรการกำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องใช้ล้อรถยนต์ที่ผลิตโดยนักลงทุนไทย ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สนามกีฬา สระน้ำ ฯลฯ ต้องใช้วัสดุก่อสร้างที่มีส่วนผสมของยางพาราที่ผลิตภายในประเทศ
ส่วนของภาคเอกชน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจบริการ เช่น โรงพยาบาล โรงแรม และสปา มาตรการจะมีมาตรการลดหย่อนภาษีให้ผู้ประกอบการที่ใช้ยางพาราในประเทศเป็นวัสดุก่อสร้างลดหย่อนภาษีให้ผู้ประกอบการที่ใช้ยางล้อรถยนต์แบรนด์ไทยและลดหย่อนภาษีให้ผู้ประกอบการ เช่น โรงพยาบาล โรงแรม และสปา ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ยางพาราไทย เช่น เตียงยางพาราและถุงมือยาง เป็นต้น และส่วนของประชาชนทั่วไปจะมีมาตรการ "ช็อปยางเพื่อชาติ" หักลดหย่อนภาษีเงินได้ให้ประชาชนทั่วไปที่ซื้อยางล้อรถยนต์ที่ผลิตโดยนักลงทุนไทย หรือ แบรนด์ที่เซ็นเอ็มโอยูรับซื้อยางจากสต๊อกปัจจุบันของรัฐบาลไปทำยางล้อจำหน่าย เพื่อดึงเอายางที่เก็บในสต๊อกออกมาใช้ ไม่เอาออกไปขายต่างประเทศ พร้อมกับให้ส่วนลดพิเศษสำหรับข้าราชการที่ซื้อยางล้อรถยนต์ที่ผลิตโดยนักลงทุนไทย
"จากปัญหาราคายางในประเทศตกต่ำ กระทรวงไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐได้เร่งแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยเร่งรัดให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องปรับแผนงานโครงการเพื่อรองรับการใช้ยางพาราภายในประเทศ ได้นำข้อมูลเปรียบเทียบชนิด ราคา และปริมาณยางพาราที่ใช้ในถนนที่มีมาตรฐานในปัจจุบัน 6 รูปแบบ เพื่อที่จะส่งให้หน่วยงานราชการต่าง ๆ ได้เห็นความสำคัญบรรจุไว้ในงบประมาณ ไม่มองแค่ราคาอย่างเดียว อย่างน้อยก็ได้ช่วยรักษาเสถียรภาพราคายางในประเทศ เป็นการลงทุนที่ช่วยรัฐบาลได้โดยตรง"
รายงานข่าวจาก สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เกษตรกรชาวสวนยางเตรียมเฮกันได้เลย เพราะตอนนี้รัฐได้เร่งแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยเร่งรัดให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องปรับแผนงานโครงการเพื่อรองรับการใช้ยางพาราภายในประเทศ ล่าสุด กรมบัญชีกลางได้ออกประกาศปลดล็อกหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดราคากลางงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราในงานก่อสร้างทาง สะพาน ท่อเหลี่ยม และชลประทาน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและถูกต้องในการก่อสร้างทุกชนิด
ขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จับมือกับกระทรวงมหาดไทยสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ เดินหน้าสร้างถนนยางพาราใน 75,032 หมู่บ้าน และ 7,255 ตำบลทั่วประเทศ ซึ่งหลายจังหวัดได้เริ่มลงมือแล้ว เช่น จ.หนองบัวลำภู และอุทัยธานี และอีกหลายจังหวัดที่เตรียมดำเนินการอยู่ รวมถึงกรมชลประทานจะดำเนินโครงการสร้างถนนคันคลองชลประทานใน 53 จังหวัด แบ่งเป็น 2 ลักษณะ
กล่าวคือ 1.ถนนงานยางพาราแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ใช้ยางพาราผสมกับยางมะตอยและหินเกล็ด และ 2.ถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพารา ใช้ยางพาราผสมกับลูกรังและปูนซีเมนต์ และทุกโครงการจะเป็นการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกร หรือ สถาบันเกษตรกรโดยตรง เรียกได้ว่าเป็นการลดสต็อกยางโดยอัตโนมัติ ซึ่งการส่งเสริมการใช้ยางพาราในภาครัฐนี้ จะใช้น้ำยางพาราไม่น้อยกว่า 960,000 ตัน (ถนน 1 กิโลเมตร ใช้น้ำยางพาราสด 12 ตัน) และเมื่อมีความต้องการมากขึ้น คาดว่าจะทำให้ราคายางพาราปรับสูงขึ้น 5 บาทต่อกิโลกรัม ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้นับว่าคุ้มค่า เพราะนอกจากจะทำให้มีการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น ยังส่งผลให้ราคายางพาราสูงขึ้นตามเป้าหมายและเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย






