
ปั้นไทย! "ฮับชุดยูนิฟอร์มโลก" สินค้าตัวใหม่มาแรง
สมาคมฯ เครื่องนุ่งห่มดันเต็มสูบ - ผวา 2FTA ทำไทยเสียเปรียบ
สมาคมเครื่องนุ่งห่มลุยปั้นชุดยูนิฟอร์มสินค้าส่งออกตัวใหม่ไทยตีตลาดโลก หลังพบมีช่องทางโตได้อีกมหาศาล หลังหลายโรงงานได้ออร์เดอร์ผลิตเพิ่มสั่งจับตา 'ทรัมป์' กลับลำนำสหรัฐฯ เข้าร่วม CPTPP เอฟทีเออียู-เวียดนามมีผลบังคับใช้ไทยกระทบหนัก จี้! ว่าที่รัฐบาลใหม่เร่งเจรจาดันไทยร่วมวง
นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า นอกจากชุดกีฬา ซึ่งเป็นสินค้าเสื้อผ้าส่งออกหลักของไทยสัดส่วน 50-55% แล้ว รองลงมาจะเป็นชุดชั้นในสตรีสัดส่วนกว่า 10% แคชวลแวร์ (เสื้อผ้าลำลอง) กว่า 10% กลุ่มเสื้อผ้าเด็กอ่อน 7% ที่เหลือเป็นกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งในกลุ่มอื่น ๆ นี้ มีชุดยูนิฟอร์ม (เครื่องแบบ) รวมอยู่ด้วย โดยปัจจุบันชุดยูนิฟอร์มถือว่ามาแรงมาก ทั้งตลาดในและต่างประเทศ สมาคมจะปั้นเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนเพื่อส่งออกตัวใหม่ในอนาคต
ทั้งนี้ การส่งออกชุดยูนิฟอร์มของไทย มูลค่าการส่งออกต่อปีแม้จะยังไม่ชัดเจน แต่จากการตรวจสอบข้อมูลโรงงานที่รับจ้างผลิตชุดยูนิฟอร์มต่างขยายกำลังการผลิตกันมากขึ้น และเริ่มมีการส่งออกมากขึ้น ทิศทางน่าจะผลักดันให้เพิ่มขึ้นได้อีก เช่น เสื้อเชฟ เสื้อพยาบาล ชุดกาวน์ของแพทย์ เสื้อฟอร์ม เสื้อห้องคลีนรูมของโรงงานต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งในปีหน้า ทางสมาคมจะรุกหนักในการโปรโมตสินค้ากลุ่มนี้ในงานแสดงสินค้าที่เกี่ยวเนื่องทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น เช่น งานแสดงสินค้าอาหาร ก็จะนำเสื้อเชฟไปแสดงและหาลูกค้า เป็นต้น
"ไทยเริ่มมีการส่งออกชุดยูนิฟอร์มมากขึ้น ขณะเสื้อผ้าหมวดแฟชั่น หมวดแคชวลลดลง กลุ่มที่โตขึ้นในเวลานี้ คือ ชุดกีฬา ชุดชั้นในสุภาพสตรี เสื้อผ้าเด็กอ่อน และตัวที่เริ่มเห็นแสง คือ ชุดยูนิฟอร์ม ที่เราหวังจะเป็นสินค้ากลุ่มใหม่ที่จะช่วยดันส่งออกการ์เมนต์ไทยให้ขยายตัวได้ที่ 5% ในปีหน้า"
นายยุทธนา กล่าวอีกว่า จากที่ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ที่มีสมาชิก 11 ประเทศ ประกอบด้วย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา เม็กซิโก ชิลี เปรู บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 ธ.ค. 2561 แม้ไทยจะยังไม่ได้เข้าร่วม แต่ก็ถือว่ายังไม่เสียเปรียบมาก และมีผลกระทบกับเครื่องนุ่งห่มไทยไม่มาก เพราะโดยข้อเท็จจริงในตลาด CPTPP นี้ ณ ปัจจุบัน มีเพียงญี่ปุ่นที่เป็นตลาดใหญ่สุดของเครื่องนุ่งห่มไทย รวมถึงเป็นตลาดใหญ่ของเวียดนามที่เป็นสมาชิก CPTPP ด้วย ซึ่งไทยและเวียดนามก็มีความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับญี่ปุ่น (ภายใต้เอฟทีเออาเซียน-ญี่ปุ่น) สินค้าจากไทยและเวียดนามภาษีนำเข้าญี่ปุ่นเป็น 0% เหมือนกัน
อย่างไรก็ดี ที่น่าห่วงและต้องจับตา คือ ในอนาคตหากสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ได้ประกาศถอนตัวออกจาก TPP (ในชื่อใหม่ CPTPP) ไปแล้ว อาจหวนกลับมาเจรจาใหม่ก็เป็นไปได้ เพราะไม่มีอะไรแน่นอน ซึ่งหากสหรัฐฯ ที่เป็นตลาดนำเข้าเครื่องนุ่งห่มรายใหญ่สุดของโลก กลับเข้ามาร่วมเป็นสมาชิก CPTPP และไทยยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก สินค้าเครื่องนุ่งห่มไทยจะเสียเปรียบเวียดนามมาก เพราะเครื่องนุ่งห่มไทยไปสหรัฐฯ จะยังเสียภาษีนำเข้าปกติ (MFN) ในอัตรากว่า 10% (แล้วแต่หมวดสินค้า) ขณะที่ สินค้าจากเวียดนามภาษีจะเป็น 0% จะมีผลให้การส่งออกจากฐานผลิตในไทยขยายตัวลดลงจากคู่ค้าจะหันไปซื้อจากเวียดนามมากขึ้น
"ปัจจุบันการ์เมนต์ไทยพึ่งตลาดสหรัฐฯ 1 ใน 3 ของยอดส่งออกทั้งหมด หากสหรัฐฯ กลับเข้าร่วม CPTPP ตัวเลขส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ จะดรอปลงอย่างแน่นอน และจะไปซื้อเวียดนาม ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่รองจากจีนมากขึ้น และที่จะกระทบจากนี้ไป คือ กรณีเอฟทีเอสหภาพยุโรป (อียู) - เวียดนาม ที่คาดจะมีผลบังคับใช้ปลายปีหน้า ภาษีนำเข้าการ์เมนต์จากเวียดนามไปอียูจะเป็น 0% ขณะที่ สินค้าจากไทยในแบบเดียวกัน พิกัดภาษีเดียวกัน ต้องเสียภาษี 12.5% ต้นทุนเวียดนามก็ถูกกว่า ค่าแรงไทยแพงกว่าเวียดนาม 2 เท่า แล้วเราจะแข่งอย่างไร เรื่องนี้ฝากรัฐบาลใหม่ช่วยเร่งเจรจาทำเอฟทีเอกับอียูและเข้าร่วม CPTPP ด้วย"
หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,419 วันที่ 18-21 พฤศจิกายน 2561
สมาคมเครื่องนุ่งห่มลุยปั้นชุดยูนิฟอร์มสินค้าส่งออกตัวใหม่ไทยตีตลาดโลก หลังพบมีช่องทางโตได้อีกมหาศาล หลังหลายโรงงานได้ออร์เดอร์ผลิตเพิ่มสั่งจับตา 'ทรัมป์' กลับลำนำสหรัฐฯ เข้าร่วม CPTPP เอฟทีเออียู-เวียดนามมีผลบังคับใช้ไทยกระทบหนัก จี้! ว่าที่รัฐบาลใหม่เร่งเจรจาดันไทยร่วมวง
นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า นอกจากชุดกีฬา ซึ่งเป็นสินค้าเสื้อผ้าส่งออกหลักของไทยสัดส่วน 50-55% แล้ว รองลงมาจะเป็นชุดชั้นในสตรีสัดส่วนกว่า 10% แคชวลแวร์ (เสื้อผ้าลำลอง) กว่า 10% กลุ่มเสื้อผ้าเด็กอ่อน 7% ที่เหลือเป็นกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งในกลุ่มอื่น ๆ นี้ มีชุดยูนิฟอร์ม (เครื่องแบบ) รวมอยู่ด้วย โดยปัจจุบันชุดยูนิฟอร์มถือว่ามาแรงมาก ทั้งตลาดในและต่างประเทศ สมาคมจะปั้นเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนเพื่อส่งออกตัวใหม่ในอนาคต
ทั้งนี้ การส่งออกชุดยูนิฟอร์มของไทย มูลค่าการส่งออกต่อปีแม้จะยังไม่ชัดเจน แต่จากการตรวจสอบข้อมูลโรงงานที่รับจ้างผลิตชุดยูนิฟอร์มต่างขยายกำลังการผลิตกันมากขึ้น และเริ่มมีการส่งออกมากขึ้น ทิศทางน่าจะผลักดันให้เพิ่มขึ้นได้อีก เช่น เสื้อเชฟ เสื้อพยาบาล ชุดกาวน์ของแพทย์ เสื้อฟอร์ม เสื้อห้องคลีนรูมของโรงงานต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งในปีหน้า ทางสมาคมจะรุกหนักในการโปรโมตสินค้ากลุ่มนี้ในงานแสดงสินค้าที่เกี่ยวเนื่องทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น เช่น งานแสดงสินค้าอาหาร ก็จะนำเสื้อเชฟไปแสดงและหาลูกค้า เป็นต้น
"ไทยเริ่มมีการส่งออกชุดยูนิฟอร์มมากขึ้น ขณะเสื้อผ้าหมวดแฟชั่น หมวดแคชวลลดลง กลุ่มที่โตขึ้นในเวลานี้ คือ ชุดกีฬา ชุดชั้นในสุภาพสตรี เสื้อผ้าเด็กอ่อน และตัวที่เริ่มเห็นแสง คือ ชุดยูนิฟอร์ม ที่เราหวังจะเป็นสินค้ากลุ่มใหม่ที่จะช่วยดันส่งออกการ์เมนต์ไทยให้ขยายตัวได้ที่ 5% ในปีหน้า"
นายยุทธนา กล่าวอีกว่า จากที่ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ที่มีสมาชิก 11 ประเทศ ประกอบด้วย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา เม็กซิโก ชิลี เปรู บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 ธ.ค. 2561 แม้ไทยจะยังไม่ได้เข้าร่วม แต่ก็ถือว่ายังไม่เสียเปรียบมาก และมีผลกระทบกับเครื่องนุ่งห่มไทยไม่มาก เพราะโดยข้อเท็จจริงในตลาด CPTPP นี้ ณ ปัจจุบัน มีเพียงญี่ปุ่นที่เป็นตลาดใหญ่สุดของเครื่องนุ่งห่มไทย รวมถึงเป็นตลาดใหญ่ของเวียดนามที่เป็นสมาชิก CPTPP ด้วย ซึ่งไทยและเวียดนามก็มีความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับญี่ปุ่น (ภายใต้เอฟทีเออาเซียน-ญี่ปุ่น) สินค้าจากไทยและเวียดนามภาษีนำเข้าญี่ปุ่นเป็น 0% เหมือนกัน
อย่างไรก็ดี ที่น่าห่วงและต้องจับตา คือ ในอนาคตหากสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ได้ประกาศถอนตัวออกจาก TPP (ในชื่อใหม่ CPTPP) ไปแล้ว อาจหวนกลับมาเจรจาใหม่ก็เป็นไปได้ เพราะไม่มีอะไรแน่นอน ซึ่งหากสหรัฐฯ ที่เป็นตลาดนำเข้าเครื่องนุ่งห่มรายใหญ่สุดของโลก กลับเข้ามาร่วมเป็นสมาชิก CPTPP และไทยยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก สินค้าเครื่องนุ่งห่มไทยจะเสียเปรียบเวียดนามมาก เพราะเครื่องนุ่งห่มไทยไปสหรัฐฯ จะยังเสียภาษีนำเข้าปกติ (MFN) ในอัตรากว่า 10% (แล้วแต่หมวดสินค้า) ขณะที่ สินค้าจากเวียดนามภาษีจะเป็น 0% จะมีผลให้การส่งออกจากฐานผลิตในไทยขยายตัวลดลงจากคู่ค้าจะหันไปซื้อจากเวียดนามมากขึ้น
"ปัจจุบันการ์เมนต์ไทยพึ่งตลาดสหรัฐฯ 1 ใน 3 ของยอดส่งออกทั้งหมด หากสหรัฐฯ กลับเข้าร่วม CPTPP ตัวเลขส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ จะดรอปลงอย่างแน่นอน และจะไปซื้อเวียดนาม ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่รองจากจีนมากขึ้น และที่จะกระทบจากนี้ไป คือ กรณีเอฟทีเอสหภาพยุโรป (อียู) - เวียดนาม ที่คาดจะมีผลบังคับใช้ปลายปีหน้า ภาษีนำเข้าการ์เมนต์จากเวียดนามไปอียูจะเป็น 0% ขณะที่ สินค้าจากไทยในแบบเดียวกัน พิกัดภาษีเดียวกัน ต้องเสียภาษี 12.5% ต้นทุนเวียดนามก็ถูกกว่า ค่าแรงไทยแพงกว่าเวียดนาม 2 เท่า แล้วเราจะแข่งอย่างไร เรื่องนี้ฝากรัฐบาลใหม่ช่วยเร่งเจรจาทำเอฟทีเอกับอียูและเข้าร่วม CPTPP ด้วย"
หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,419 วันที่ 18-21 พฤศจิกายน 2561






