
มหกรรมหนังสือฯปิดฉากชี้ตัวเลขนักอ่านวัยรุ่นเพิ่มจี้รัฐต้องมีนโยบายพัฒนาธุรกิจหนังสือ
งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 23 ปิดฉาก เผยตัวเลขนักอ่านวัยรุ่นเพิ่มมากขึ้น มียอดนักอ่านเข้าร่วมงานกว่า 1.5 ล้านคน โดยเป็นกลุ่มวัยรุ่นมากที่สุด ขณะที่แนวหนังสือมาแรงยังคงเป็นนวนิยายวัยรุ่น และยังเป็นงานที่ได้รับความสนใจจากคนดังมาเปิดตัวหนังสือใหม่อีกด้วยสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ส่งสัญญาณแรงรัฐบาลต้องมีนโยบายพัฒนาธุรกิจหนังสือ พบกันใหม่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ศูนย์ฯสิริกิติ์
นางสุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เผยถึง ภาพรวมของงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 23ว่า งานในครั้งนี้มีผู้เข้าชมงานประมาณ 1,500,000 คน มีสำนักพิมพ์เข้าร่วมงานทั้งหมด 376 ราย สำหรับหมวดหนังสือที่ได้รับความนิยมได้แก่ นวนิยายวัยรุ่น ไลต์โนเวล หนังสือ How to ประเภทต่าง ๆ หนังสือเกี่ยวกับการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพ ที่น่าสนใจคือ กลุ่มวัยรุ่นให้ความสนใจหนังสือเกี่ยวกับการเมืองมากขึ้น จากการสำรวจของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พบว่ากลุ่มวัยรุ่นอายุระหว่าง 15-20 ปี เข้าชมงานครั้งนี้เป็นครั้งแรก มีจำนวนมากขึ้น รองลงมาคือวัยทำงาน อายุระหว่าง 21-29 ปี ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีว่าจำนวนนักอ่านจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตนั่นเอง
งานครั้งนี้ได้มีการจัดเสวนา “เสียงที่ไม่(เคย)ได้ยิน” โดยเชิญทั้งนักอ่านที่เป็นประชาชนทั่วไป และผู้แทนจากภาคการเมืองมาพูดคุยบนเวทีเอเทรียม ในประเด็นเกี่ยวกับหนังสือและการอ่านที่ไม่เคยมีนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐ พร้อมกันนี้ยังได้ส่งจดหมายเปิดผนึกในนามของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ผ่านไปยังหัวหน้าพรรคการเมืองที่มาร่วมในงาน นำเสนอปัญหาและข้อเสนอแนะต่อพรรคการเมืองต่าง ๆ ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจหนังสือ ซึ่งเป็นธุรกิจทางปัญญา โดยใจความสำคัญคือ วิกฤติหนังสือ คือวิกฤติการอ่าน เราจะสร้างคุณภาพคนได้อย่างไรในภาวะของธุรกิจหนังสือถดถอย และหลังจากนี้ ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ จะดำเนินการส่งหนังสือไปยังหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรคที่ไม่ได้มาร่วมเสวนาอีกด้วย
“การพัฒนาคุณภาพประชาชน รัฐบาลต้องกำหนดเป็นนโยบาย มีรูปธรรมการทำงานที่ชัดเจน ต้องขับเคลื่อนทั้งระบบ จึงจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นพรรคการเมืองจะต้องตระหนักถึงความสำคัญในประเด็นนี้และมีนโยบายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการสนับสนุนธุรกิจหนังสือ ธุรกิจทางปัญญาเพื่อสร้างคนไทยคุณภาพ” นางสุชาดากล่าวทิ้งท้ายไว้
พบกันใหม่ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 47 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 17 ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม –7 เมษายน พ.ศ. 2562 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เช่นเดิม
นางสุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เผยถึง ภาพรวมของงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 23ว่า งานในครั้งนี้มีผู้เข้าชมงานประมาณ 1,500,000 คน มีสำนักพิมพ์เข้าร่วมงานทั้งหมด 376 ราย สำหรับหมวดหนังสือที่ได้รับความนิยมได้แก่ นวนิยายวัยรุ่น ไลต์โนเวล หนังสือ How to ประเภทต่าง ๆ หนังสือเกี่ยวกับการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพ ที่น่าสนใจคือ กลุ่มวัยรุ่นให้ความสนใจหนังสือเกี่ยวกับการเมืองมากขึ้น จากการสำรวจของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พบว่ากลุ่มวัยรุ่นอายุระหว่าง 15-20 ปี เข้าชมงานครั้งนี้เป็นครั้งแรก มีจำนวนมากขึ้น รองลงมาคือวัยทำงาน อายุระหว่าง 21-29 ปี ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีว่าจำนวนนักอ่านจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตนั่นเอง
งานครั้งนี้ได้มีการจัดเสวนา “เสียงที่ไม่(เคย)ได้ยิน” โดยเชิญทั้งนักอ่านที่เป็นประชาชนทั่วไป และผู้แทนจากภาคการเมืองมาพูดคุยบนเวทีเอเทรียม ในประเด็นเกี่ยวกับหนังสือและการอ่านที่ไม่เคยมีนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐ พร้อมกันนี้ยังได้ส่งจดหมายเปิดผนึกในนามของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ผ่านไปยังหัวหน้าพรรคการเมืองที่มาร่วมในงาน นำเสนอปัญหาและข้อเสนอแนะต่อพรรคการเมืองต่าง ๆ ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจหนังสือ ซึ่งเป็นธุรกิจทางปัญญา โดยใจความสำคัญคือ วิกฤติหนังสือ คือวิกฤติการอ่าน เราจะสร้างคุณภาพคนได้อย่างไรในภาวะของธุรกิจหนังสือถดถอย และหลังจากนี้ ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ จะดำเนินการส่งหนังสือไปยังหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรคที่ไม่ได้มาร่วมเสวนาอีกด้วย
“การพัฒนาคุณภาพประชาชน รัฐบาลต้องกำหนดเป็นนโยบาย มีรูปธรรมการทำงานที่ชัดเจน ต้องขับเคลื่อนทั้งระบบ จึงจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นพรรคการเมืองจะต้องตระหนักถึงความสำคัญในประเด็นนี้และมีนโยบายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการสนับสนุนธุรกิจหนังสือ ธุรกิจทางปัญญาเพื่อสร้างคนไทยคุณภาพ” นางสุชาดากล่าวทิ้งท้ายไว้
พบกันใหม่ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 47 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 17 ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม –7 เมษายน พ.ศ. 2562 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เช่นเดิม






