
"สกินแคร์" ไทยไล่บี้ญี่ปุ่น-เกาหลี!!
ชี้! ศักยภาพไทยพร้อมก้าวสู่ผู้ผลิตสกินแคร์-เมกอัพระดับเอเชีย เป็นรองแค่ญี่ปุ่น เกาหลี หลังตลาดส่งออกเติบโตต่อเนื่อง แนะหาเวทีโชว์ผลงาน ขยายฐานลูกค้าใหม่ ขณะที่ ทุนใหญ่โดดหนุนกลุ่มสตาร์ตอัพพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาดเพิ่ม
นายสุทธิศักดิ์ วิลานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ปัจจุบันไทยนับว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการผลิตสินค้ากลุ่มความสวยความงามอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านสกินแคร์ ซึ่งหากจัดอันดับในเอเชีย ประเทศไทยนับว่าเป็นฐานการผลิตที่มีคุณภาพรองจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี อีกทั้งที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยได้ผลิตสินค้าส่งออกไปต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะการส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากการผลิตของประเทศไทยมีคุณภาพและน่าเชื่อถือ ดังนั้น จึงมีกลุ่มผู้ประกอบการในแถบอาเซียนและเอเชียเข้ามาจ้างผลิตสินค้ากลุ่มบิวตี้จำนวนมาก อาทิ แบรนด์ชิเซโด้ เอสเคทู เป็นต้น
[caption id="attachment_341325" align="aligncenter" width="335"]
สุทธิศักดิ์ วิลานันท์[/caption]
อย่างไรก็ดี แม้ไทยจะมีจุดแข็งด้านการผลิตกลุ่มสินค้าสกินแคร์ แต่ในกลุ่มสินค้า Colours Cosmetic ประเทศไทยยังเป็นรอง หากเทียบกับประเทศอื่นในเอเชีย แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่า หากมีการพัฒนาต่อเนื่องก็จะทำให้ไทยก้าวขึ้นไปอยู่อันดับต้น ๆ ของภูมิภาคดังกล่าวได้ไม่ยาก หรือ สามารถก้าวขึ้นอันดับต้น ๆ ได้ในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี อีกทั้งในด้านการแข่งขัน ประเทศไทยสามารถเข้าแข่งขันในกลุ่มลูกค้าระดับกลางและ Nich Market ได้ โดยเฉพาะสินค้าเจาะลึกของผู้บริโภค เนื่องจากมีวัตถุดิบการผลิตเอื้ออำนวย แต่ยังไม่สามารถแข่งขันกับระดับแบรนด์ลักชัวรีได้
ทั้งนี้ การมีเวทีให้ผู้ประกอบการได้โชว์ศักยภาพถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น เช่นเดียวกับการจัดงาน COSMEX 2018 ซึ่งปีนี้จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 30 ต.ค. - 1 พ.ย. นี้ ณ ไบเทค บางนา ซึ่งมีผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วมนำเสนอจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ตอัพ ทำให้บริษัทรายใหญ่ อาทิ บริษัท อังกฤษตรางู (แอล.พี.) จำกัด, บริษัท ไมลอทท์ แลบบอราทอรีส์ จำกัด, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ฯลฯ เปิดมาให้บริการรับจ้างผลิต (OEM) แก่กลุ่มลูกค้าสตาร์ตอัพมากขึ้น
"ปีนี้บริษัทคาดว่าจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมชมงานกว่า 9,000 คน และมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตกว่าเท่าตัว ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็นภาพรวมตลาดที่เติบโตขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงจำนวนผู้ประกอบการที่สนใจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ตอัพที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี และที่ผ่านมา ผู้ประกอบการด้านการผลิตรายใหญ่เริ่มให้ความสำคัญกับการเปิดรับการผลิต ทั้งในรูปแบบ OEM และ ODM ให้กับกลุ่มสตาร์ตอัพมากขึ้น เนื่องจากมองว่า กลุ่มที่มีความคิดใหม่ แม้จะสั่งจำนวนน้อย แต่สั่งอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีนวัตกรรมและกลยุทธ์ด้านการตลาดรูปแบบใหม่ ๆ เข้ามาช่วยธุรกิจ ซึ่งส่งให้ภาพรวมอุตสาหกรรมสินค้าความงามเติบโตขึ้น ทั้งในช่องทางจำหน่ายออนไลน์และออฟไลน์"
สำหรับการจัดงาน COSMEX 2018 เป็นส่วนหนึ่งของการผสมผสานทางการตลาดและการหาโซลูชันเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เพื่อให้เจ้าของแบรนด์สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก สามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ในราคาที่สูงขึ้น และสามารถเพิ่มยอดขายเข้าสู่ตลาดอาเซียนหรือตลาดโลกได้ ในส่วนของยอดขายก็มาจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเลือกใช้แพ็กเกจจิ้งดีไซน์ที่โดนใจผู้ซื้อ
รวมทั้งการจับคู่ธุรกิจกับผู้จัดจำหน่ายสินค้าความงามรายใหญ่ในประเทศ และผู้แทนการค้าด้านเครื่องสำอางจากต่างประเทศ อาทิ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น
หน้า 36 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3,414 ระหว่างวันที่ 1-3 พฤศจิกายน 2561
นายสุทธิศักดิ์ วิลานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ปัจจุบันไทยนับว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการผลิตสินค้ากลุ่มความสวยความงามอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านสกินแคร์ ซึ่งหากจัดอันดับในเอเชีย ประเทศไทยนับว่าเป็นฐานการผลิตที่มีคุณภาพรองจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี อีกทั้งที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยได้ผลิตสินค้าส่งออกไปต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะการส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากการผลิตของประเทศไทยมีคุณภาพและน่าเชื่อถือ ดังนั้น จึงมีกลุ่มผู้ประกอบการในแถบอาเซียนและเอเชียเข้ามาจ้างผลิตสินค้ากลุ่มบิวตี้จำนวนมาก อาทิ แบรนด์ชิเซโด้ เอสเคทู เป็นต้น
[caption id="attachment_341325" align="aligncenter" width="335"]
อย่างไรก็ดี แม้ไทยจะมีจุดแข็งด้านการผลิตกลุ่มสินค้าสกินแคร์ แต่ในกลุ่มสินค้า Colours Cosmetic ประเทศไทยยังเป็นรอง หากเทียบกับประเทศอื่นในเอเชีย แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่า หากมีการพัฒนาต่อเนื่องก็จะทำให้ไทยก้าวขึ้นไปอยู่อันดับต้น ๆ ของภูมิภาคดังกล่าวได้ไม่ยาก หรือ สามารถก้าวขึ้นอันดับต้น ๆ ได้ในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี อีกทั้งในด้านการแข่งขัน ประเทศไทยสามารถเข้าแข่งขันในกลุ่มลูกค้าระดับกลางและ Nich Market ได้ โดยเฉพาะสินค้าเจาะลึกของผู้บริโภค เนื่องจากมีวัตถุดิบการผลิตเอื้ออำนวย แต่ยังไม่สามารถแข่งขันกับระดับแบรนด์ลักชัวรีได้
ทั้งนี้ การมีเวทีให้ผู้ประกอบการได้โชว์ศักยภาพถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น เช่นเดียวกับการจัดงาน COSMEX 2018 ซึ่งปีนี้จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 30 ต.ค. - 1 พ.ย. นี้ ณ ไบเทค บางนา ซึ่งมีผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วมนำเสนอจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ตอัพ ทำให้บริษัทรายใหญ่ อาทิ บริษัท อังกฤษตรางู (แอล.พี.) จำกัด, บริษัท ไมลอทท์ แลบบอราทอรีส์ จำกัด, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ฯลฯ เปิดมาให้บริการรับจ้างผลิต (OEM) แก่กลุ่มลูกค้าสตาร์ตอัพมากขึ้น
"ปีนี้บริษัทคาดว่าจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมชมงานกว่า 9,000 คน และมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตกว่าเท่าตัว ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็นภาพรวมตลาดที่เติบโตขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงจำนวนผู้ประกอบการที่สนใจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ตอัพที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี และที่ผ่านมา ผู้ประกอบการด้านการผลิตรายใหญ่เริ่มให้ความสำคัญกับการเปิดรับการผลิต ทั้งในรูปแบบ OEM และ ODM ให้กับกลุ่มสตาร์ตอัพมากขึ้น เนื่องจากมองว่า กลุ่มที่มีความคิดใหม่ แม้จะสั่งจำนวนน้อย แต่สั่งอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีนวัตกรรมและกลยุทธ์ด้านการตลาดรูปแบบใหม่ ๆ เข้ามาช่วยธุรกิจ ซึ่งส่งให้ภาพรวมอุตสาหกรรมสินค้าความงามเติบโตขึ้น ทั้งในช่องทางจำหน่ายออนไลน์และออฟไลน์"
สำหรับการจัดงาน COSMEX 2018 เป็นส่วนหนึ่งของการผสมผสานทางการตลาดและการหาโซลูชันเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เพื่อให้เจ้าของแบรนด์สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก สามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ในราคาที่สูงขึ้น และสามารถเพิ่มยอดขายเข้าสู่ตลาดอาเซียนหรือตลาดโลกได้ ในส่วนของยอดขายก็มาจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเลือกใช้แพ็กเกจจิ้งดีไซน์ที่โดนใจผู้ซื้อ
รวมทั้งการจับคู่ธุรกิจกับผู้จัดจำหน่ายสินค้าความงามรายใหญ่ในประเทศ และผู้แทนการค้าด้านเครื่องสำอางจากต่างประเทศ อาทิ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น
หน้า 36 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3,414 ระหว่างวันที่ 1-3 พฤศจิกายน 2561






