thansettakij
thansettakij
Global Competitiveness Report 2018 จะพัฒนาประเทศไทยให้ดีขึ้นได้อย่างไร?

Global Competitiveness Report 2018 จะพัฒนาประเทศไทยให้ดีขึ้นได้อย่างไร?

25 ต.ค. 61 | 08:50 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ต.ค. 61 | 15:50 น.
คอลัมน์ เทรดวอชต์  : คงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย

จากรายงาน Global Competitiveness Index 4.0 2018 ล่าสุดของ World Economic Forum (WEF) แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการขีดความสามารถในการแข่งขันภาพรวมของประเทศไทย ซึ่งอันดับดีขึ้นเป็น 38 ในปีนี้ จาก 45 ในปีก่อน ซึ่งแม้ว่าWEF จะเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในการประเมินเป็นจำนวนมาก แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี และแสดงให้เห็นว่าประเทศ ไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขัน โดยเฉพาะด้าน Market Size ในลำดับที่ 18 และด้าน Business Dynamism ในลำดับที่ 23 จาก 140 ประเทศทั่วโลก ซึ่งถือเป็นพื้นฐานผลักดันให้การค้าระหว่างประเทศของไทยเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังสามารถยกอันดับความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้นได้อีกหากมุ่งเน้นปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ด้านโลจิสติกส์ และทักษะ (Skills) ของบุคลากร

โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของไทยยังต้องปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในหลายด้าน เพื่อให้สามารถยกอันดับให้ดีขึ้นจาก 60 จาก 140 ประเทศ สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ ประกอบด้วย 1) Road connectivity โดยเฉพาะการเชื่อมต่อเส้นทางถนนกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ไทยสามารถเคลื่อนย้ายสินค้าเข้าไปยังประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และจีนตอนใต้ให้มากขึ้น 2) ต้องเร่งเพิ่ม Railroad density ให้มากขึ้นเมื่อเทียบกับเส้นทางถนนและขนาดพื้นที่ของประเทศโดยรวม รวมถึงการพัฒนาท่าเรือบกและลานกองตู้สินค้าในเส้นทางการขนส่งระบบรางให้มากขึ้น และเพียงพอต่อการเติบโตของปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการของการขนส่งระบบรางให้มากขึ้น  TP8-3411-A

3) ยกระดับ Airport connectivity โดยการเจรจาสิทธิการบินกับประเทศคู่ค้าสำคัญและสนับสนุนให้มีสายการบินให้บริการในเส้นทางใหม่เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากจะสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางบินในภูมิภาคแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางทั้งด้านการค้า การเงิน และการลงทุนในทางอ้อมอีกด้วย 4) เร่งพัฒนาท่าเรือและการขนส่งทางนํ้าของประเทศ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการให้บริการของท่าเรือไทย โดยต้องเร่งแก้ไขปัญหาความแออัดของท่าเรือให้ลดลง รวมถึงสนับสนุนสายเรือไทยให้สามารถแข่งขันได้ เพื่อยกระดับ Liner Shipping Connectivity Index ซึ่งหมายถึงการเพิ่มเส้นทางการเดินเรือจากประเทศไทยไปยังตลาดเป้าหมายโดยตรงให้มากขึ้น ซึ่งต้องเน้นพัฒนาการขนส่งชายฝั่งและการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบในประเทศ เพื่อส่งสินค้าเข้าไปยังท่าเรือหลักอย่างเช่นแหลมฉบัง แทนที่การขนส่งทางถนนหรือระบบรางไปผ่านท่าเรือของประเทศเพื่อนบ้าน


คอลัมน์


การพัฒนาบุคลากรยังเป็นโจทย์สำคัญสำหรับประเทศไทย โดยมีอันดับอยู่ที่ 66 จาก 140 ประเทศ ซึ่งนอกเหนือไปจากต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้เวลาเรียนมากแต่ได้คนไม่ตรงต่อความต้องการ คุณภาพ สาขา และปริมาณของนักศึกษาที่มีคุณภาพและทักษะที่ดีเพียงพอทั้งในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษายังไม่สอดคล้องกับจำนวนที่ตลาดแรงงานต้องการแล้ว การพัฒนาพาณิชย์อิเล็ก ทรอนิกส์ระหว่างประเทศยังเป็นโจทย์สำคัญสำหรับประเทศไทยที่ต้องเร่งเพิ่ม Digital Skill ให้กับบุคลากรในตลาดแรงงานและประชาชนโดยทั่วไปให้มีความพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจดิจิตอล ตั้งแต่ภาคการเกษตร ภาคขนส่ง ภาคการผลิต ภาคบริการ รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ให้เข้าใจถึงการใช้งานเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ต่อการค้าและชีวิตประจำวัน ตลอดจนปรับตัว
ให้เข้ากับ ecosystems ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ อันดับของประเทศที่ดีขึ้นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เราพึงพอใจ แต่ปัญหายังคงไม่หมดไป และทุกประเทศต่างต้องการยกอันดับของตนเองให้ดีขึ้นผ่านการลงทุนและพัฒนาในปัจจัยแต่ละด้าน จึงเป็นเหตุให้ประเทศไทยต้องก้าวเดินต่อไปในทุกด้านอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,411 วันที่ 21-24 ตุลาคม 2561 595959859