
10 ปี เอฟทีเอ "ไทย-นิวซีแลนด์" ดันค้า 2 ฝ่าย โตเกือบ 200%
ไทยถกนิวซีแลนด์ขยายการค้าสินค้าและบริการ ชี้! ผลพวงเอฟทีเอรอบ 10 ปี ดันการค้า 2 ฝ่าย โตเกือบ 200% ดึงช่วยติวเข้มพัฒนาศักยภาพผู้เลี้ยงโคนมไทยก่อนเปิดเสรี พร้อมชวนลงทุนอีอีซี
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมาธิการความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ (Thailand-New Zealand Closer Economic Partnership : TNZCEP) หรือ เอฟทีเอ ครั้งที่ 8 ซึ่งนิวซีแลนด์เป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 10 - 11 ก.ย. 2561 ณ กรุงเวลลิงตัน ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตามพันธกรณีความตกลง TNZCEP ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2548 พบว่า ได้ช่วยให้การค้า 2 ฝ่าย เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเดิมมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 774 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2548 เพิ่มเป็น 2,282 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2560 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 194.78%
ผลจากนิวซีแลนด์ได้ลดภาษีศุลกากรเป็น 0% ให้ไทยกว่า 70% ของรายการสินค้าทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับ และทยอยลดภาษีศุลกากรจนเป็น 0% ทุกรายการ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 ขณะที่ ไทยได้ลดภาษีศุลกากรเป็น 0% ให้นิวซีแลนด์ 54% ของรายการสินค้า ตั้งแต่ความตกลงมีผลใช้บังคับและจะทยอยลดภาษีเป็น 0% จนครบทุกรายการในปี 2568 ทั้งนี้ ปัจจุบัน ไทยยังมีการกำหนดโควตาภาษีและมาตรการปกป้องพิเศษกับสินค้าบางรายการจากนิวซีแลนด์ เช่น ไขมันเนย นม และครีม ซึ่งจะต้องยกเลิกมาตรการดังกล่าวให้หมดไปในปี 2568 เช่นกัน
ในการประชุมครั้งนี้ ทั้ง 2 ฝ่าย ยังได้ใช้โอกาสนี้หารือเรื่องใหม่ ๆ ที่ยังไม่ได้รวมไว้ในความตกลง เช่น การเปิดเสรีการค้าบริการ การแลกเปลี่ยนข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นต้น โดยในส่วนการค้าบริการ เห็นควรให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้าบริการภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เพื่อให้การเจรจามีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ รวมทั้งอาจพิจารณาเปิดตลาดการค้าบริการระหว่างกันใน TNZCEP ในสาขาที่แต่ละฝ่ายสนใจในอนาคต โดยนิวซีแลนด์แจ้งว่า สนใจบริการที่เกี่ยวกับการศึกษาและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ ไทยสนใจบริการด้านการท่องเที่ยว บริการสุขภาพ เป็นต้น สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ทั้ง 2 ฝ่าย เห็นควรหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เห็นควรต่อไป
[caption id="attachment_317503" align="aligncenter" width="503"]
อรมน ทรัพย์ทวีธรรม[/caption]
"ไทยยังใช้โอกาสนี้หารือเรื่องที่นิวซีแลนด์จะให้ความร่วมมือเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของไทยผ่านโครงการ "เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมดิบอย่างยั่งยืนของเกษตรกรโคนมไทย" โดยนิวซีแลนด์จะส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาให้คำแนะนำเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมดิบให้กับเกษตรกรไทย จากนั้นจะคัดเลือกเกษตรกรโคนมไทยที่เข้าร่วมโครงการไปศึกษา เรียนรู้วิธีการผลิตน้ำนมดิบ และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ โดยการลงพื้นที่จริงที่ประเทศนิวซีแลนด์ และกลับมาถ่ายทอดให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของไทยรายอื่น ๆ ที่ไม่ได้ไปอบรมที่นิวซีแลนด์ด้วย โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินงานกว่า 2 ปี คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในเดือน ต.ค. นี้ โดยมีกรมปศุสัตว์เป็นผู้ประสานงาน"
นอกจากนี้ 2 ฝ่าย ยังได้หารือเรื่องการปฏิรูปองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อรองรับความท้าทายที่เกิดขึ้นในการค้าโลกในปัจจุบันที่มีการนำมาตรการกีดกันการค้ามาใช้มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการค้าของโลกโดยรวม และไทยได้เชิญชวนนิวซีแลนด์เข้ามาร่วมลงทุนในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยด้วย
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมาธิการความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ (Thailand-New Zealand Closer Economic Partnership : TNZCEP) หรือ เอฟทีเอ ครั้งที่ 8 ซึ่งนิวซีแลนด์เป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 10 - 11 ก.ย. 2561 ณ กรุงเวลลิงตัน ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตามพันธกรณีความตกลง TNZCEP ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2548 พบว่า ได้ช่วยให้การค้า 2 ฝ่าย เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเดิมมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 774 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2548 เพิ่มเป็น 2,282 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2560 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 194.78%
ผลจากนิวซีแลนด์ได้ลดภาษีศุลกากรเป็น 0% ให้ไทยกว่า 70% ของรายการสินค้าทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับ และทยอยลดภาษีศุลกากรจนเป็น 0% ทุกรายการ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 ขณะที่ ไทยได้ลดภาษีศุลกากรเป็น 0% ให้นิวซีแลนด์ 54% ของรายการสินค้า ตั้งแต่ความตกลงมีผลใช้บังคับและจะทยอยลดภาษีเป็น 0% จนครบทุกรายการในปี 2568 ทั้งนี้ ปัจจุบัน ไทยยังมีการกำหนดโควตาภาษีและมาตรการปกป้องพิเศษกับสินค้าบางรายการจากนิวซีแลนด์ เช่น ไขมันเนย นม และครีม ซึ่งจะต้องยกเลิกมาตรการดังกล่าวให้หมดไปในปี 2568 เช่นกัน
ในการประชุมครั้งนี้ ทั้ง 2 ฝ่าย ยังได้ใช้โอกาสนี้หารือเรื่องใหม่ ๆ ที่ยังไม่ได้รวมไว้ในความตกลง เช่น การเปิดเสรีการค้าบริการ การแลกเปลี่ยนข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นต้น โดยในส่วนการค้าบริการ เห็นควรให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้าบริการภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เพื่อให้การเจรจามีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ รวมทั้งอาจพิจารณาเปิดตลาดการค้าบริการระหว่างกันใน TNZCEP ในสาขาที่แต่ละฝ่ายสนใจในอนาคต โดยนิวซีแลนด์แจ้งว่า สนใจบริการที่เกี่ยวกับการศึกษาและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ ไทยสนใจบริการด้านการท่องเที่ยว บริการสุขภาพ เป็นต้น สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ทั้ง 2 ฝ่าย เห็นควรหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เห็นควรต่อไป
[caption id="attachment_317503" align="aligncenter" width="503"]
"ไทยยังใช้โอกาสนี้หารือเรื่องที่นิวซีแลนด์จะให้ความร่วมมือเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของไทยผ่านโครงการ "เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมดิบอย่างยั่งยืนของเกษตรกรโคนมไทย" โดยนิวซีแลนด์จะส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาให้คำแนะนำเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมดิบให้กับเกษตรกรไทย จากนั้นจะคัดเลือกเกษตรกรโคนมไทยที่เข้าร่วมโครงการไปศึกษา เรียนรู้วิธีการผลิตน้ำนมดิบ และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ โดยการลงพื้นที่จริงที่ประเทศนิวซีแลนด์ และกลับมาถ่ายทอดให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของไทยรายอื่น ๆ ที่ไม่ได้ไปอบรมที่นิวซีแลนด์ด้วย โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินงานกว่า 2 ปี คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในเดือน ต.ค. นี้ โดยมีกรมปศุสัตว์เป็นผู้ประสานงาน"
นอกจากนี้ 2 ฝ่าย ยังได้หารือเรื่องการปฏิรูปองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อรองรับความท้าทายที่เกิดขึ้นในการค้าโลกในปัจจุบันที่มีการนำมาตรการกีดกันการค้ามาใช้มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการค้าของโลกโดยรวม และไทยได้เชิญชวนนิวซีแลนด์เข้ามาร่วมลงทุนในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยด้วย






