svasdssvasds

‘ซีแวลู’ ครึ่งทางคึกคัก มั่นใจทั้งปี2.5หมื่นล้าน

16 ก.ค. 2561 เวลา 20:42 น. 384
“ซีแวลู” ยอด 5 เดือน โตกว่า 3% มั่นใจเป้าทั้งปี 2.5 หมื่นล้านถึงฝั่ง ผลพวงบาทอ่อนค่าดันรายได้เพิ่ม วัตถุดิบขึ้น-ลงไม่หวือหวา อัตราทำกำไรดีขึ้น มองแง่บวกสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ลุ้นได้อานิสงส์ส่งออกไปสหรัฐฯแทนจีน

[caption id="attachment_293000" align="aligncenter" width="335"] amornpun2 อมรพันธุ์ อร่ามวัฒนานนท์[/caption]

นายอมรพันธุ์ อร่ามวัฒนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มซีแวลู หนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกทูน่ากระป๋อง และอาหารสัตว์เลี้ยงที่ทำจากปลาทูน่ารายใหญ่ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงยอดขายของกลุ่มช่วง 5 เดือนแรกของปี 2561 ว่า เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น ผลพวงหลักจากสถานการณ์ราคาวัตถุดิบทูน่าในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมามีเสถียรภาพและนิ่งมากขึ้น ไม่ขึ้น-ลงหวือหวาเหมือนในปีที่ผ่านมา ทำให้การเจรจาติดต่อซื้อง่ายขึ้น อย่างไรก็ดีล่าสุดในเดือนมิถุนายนราคาวัตถุดิบปลาทูน่าปรับตัวลดลงจากสถานการณ์วัตถุดิบทูน่าโลกโอเวอร์ซัพพลาย

“เวลานี้ราคาวัตถุดิบปลาทูน่าของโลกปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1,500-1,600 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน จากปลายปีที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับสูงกว่า 2,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน ซึ่งจากราคาวัตถุดิบที่ลดลงทำให้ผู้นำเข้าลังเลและชะลอซื้อสินค้าเพื่อรอดูว่าราคาปลาจะลงตํ่าสุด ณ จุดใด หากราคาปลานิ่งแล้วก็คงมีการสั่งซื้อสินค้ามากขึ้น ขณะที่ตามปกติของทุกปีการจับปลาทูน่าของโลกในน่านนํ้าสากลจะจับได้ลดลงในช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม จากเป็นช่วงที่ห้ามใช้ทุ่นลอยในการจับปลาทูน่าในช่วงดังกล่าว เพื่อรักษาทรัพยากรและเพิ่มปริมาณปลาให้มีเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลให้ราคาวัตถุดิบปลาปรับตัวสูงขึ้น แต่ทางกลุ่มเชื่อว่าจะสามารถบริหารจัดการได้” ซีแวลู*

ในปีนี้ทางกลุ่มมีความมั่นใจยอดส่งออกจะสามารถทำได้ที่ 2.5 หมื่นล้านบาทตามเป้าหมายที่วางไว้ จากปีที่ผ่านมามียอดขายที่ 2.4 หมื่นล้านบาท มีปัจจัยบวกจากเงินบาทที่อ่อนค่าลง ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน  และทำให้รายรับในรูปเงินบาทเพิ่มขึ้น ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทอ่อนค่า มาเกือบ 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หากอ่อนค่าลงต่อเนื่องจะช่วยผู้ส่งออกได้มาก

ส่วนกรณีสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน มองเป็นโอกาสทางธุรกิจ ตัวอย่างเช่น หากผู้ประกอบการของสหรัฐฯนำวัตถุดิบปลาทูน่าไปจ้างโรงงานแปรรูปในจีนผลิตเพื่อส่งออกต่อไปยังสหรัฐฯ แต่ต่อไปสินค้าทูน่าจากจีนอาจถูกสหรัฐฯขึ้นภาษี ทำให้ส่งออกได้ลดลง จะเป็นโอกาสสินค้าทูน่าจากไทยจะส่งออกไปทดแทนได้มากขึ้น

“ได้จับตาใกล้ชิดในเรื่องสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่หากสินค้าจากจีนถูกสหรัฐฯตั้งกำแพงภาษีนำเข้าแล้วมีผลให้สินค้าทูน่าที่ผลิตในจีนหากอยู่ในรายการที่สหรัฐฯจะเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นด้วย ผู้ส่งออกทูน่าของไทยก็จะได้รับอานิสงส์ส่งออกไปสหรัฐฯได้เพิ่มขึ้น ปัจจุบันตลาดสหรัฐฯเป็นตลาดหลักของกลุ่มซีแวลู มีสัดส่วน 20% ของการส่งออกในภาพรวม รองลงมาคือญี่ปุ่นสัดส่วน 15% ออสเตรเลีย 10% ตะวันออก กลางและแอฟริการวมกันสัดส่วนประมาณ 20% ที่เหลือเป็นภูมิภาคยุโรปและลาตินอเมริกา”

หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,378 วันที่ 28-30 มิถุนายน 2561