
‘พิซซ่าอาหม่วย’ เพิ่มสาขา ขยายแฟรนไชส์เจาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
“วีโกลด์เบเกอร์รี่” เตรียมขยายตลาดจากโครงการแฟรนไชส์เพื่อผู้มีรายได้น้อยของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตั้งเป้าเพิ่มสาขาเป็น 60 สาขาในปีนี้ พร้อมออกงานกิจกรรม ชูจุดเด่นถูกและดี อร่อยได้ทุกเวลา
นางสาววรนิษฐ์ โภคินมณีโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีโกลด์เบเกอร์รี่ จำกัด เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์แบรนด์ “พิซซ่าอาหม่วย” เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กลยุทธ์การขยายตลาดเพื่อเพิ่มฐานลูกค้าของแบรนด์ในปีนี้จะมุ่งเน้นไปที่การเข้าร่วมโครงการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ที่ร่วมมือกับธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ภายใต้ชื่อโครงการแฟรนไชส์เพื่อผู้มีรายได้น้อย โดยบริษัทจะมีโอกาสได้ไปออกงานแสดงสินค้าร่วมกับกรมฯใน 20 จังหวัด ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้การขยายสาขาแฟรนไชส์เพิ่มได้อีก 20 สาขา หรือ 1 จังหวัด 1 สาขา รวมทั้งหมดเป็น 60 สาขาในปีนี้
นอกจากนี้ จากที่แบรนด์พิซซ่าอาหม่วยรับออกงานนอกสถานที่ตามงานกิจกรรมต่างๆตามแต่ผู้ว่าจ้างจะต้องการด้วย ซึ่งจะเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์แบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น จะทำให้ยอดรายได้ของบริษัทเติบโตเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20-30% หรือทำให้มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 12 ล้านบาทในปีนี้ จากเดิมที่มีรายได้อยู่ที่ 10 ล้านบาทในปี 2560 ที่ผ่านมา
สำหรับจุดเด่นของ “พิซซ่าอาหม่วย” อยู่ที่การเป็นอาหารที่ถูกและดี รับประทานเมื่อไหร่ก็อร่อย โดยเป็นคำนิยามที่ได้มาจากลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะบอกว่าพิซซ่าอาหม่วยจำหน่ายในราคาไม่แพง แต่ใช้วัตถุดิบที่นำมาทำเป็นเครื่องบนหน้าพิซซ่าแบบชั้นดี นอกจากนี้ยังมีรสชาติที่อร่อยแม้ว่าจะไม่ได้รับประทานทันทีในขณะที่ยังร้อนอยู่ ซึ่งจะแตกต่างจากร้านทั่วไปที่จะอร่อยเฉพาะเวลาที่รับประทานแบบตอนปรุงเสร็จใหม่ๆ นอกจากนี้ในส่วนของตัวแป้งยังมีความกรอบนอกนุ่มใน และมีความหนึบให้ความรู้สึกของการรับประทานพิซซ่าอย่างแท้จริง
“ปัจจุบันพิซซ่าอาหม่วย มีให้เลือกทั้งหมด 12 หน้า ประกอบด้วย ฮาวายเอี้ยน ,ปูอัดไอซ์แลนด์, ซีฟู้ด, โฟร์ชีส, ผักโขมชีส, ต้มยำกุ้ง, ไส้กรอกเวียนนา, แฮมชีส, ทูน่าเลิฟเวอร์, ชีสเชลล์ และมิกซ์สเปเชียล เป็นต้น โดยมีทั้งหมด 4 ขนาด (Size)” นางสาววรนิษฐ์
กล่าวต่อไปอีกว่า ด้านหลักคิดในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น อยู่ที่แนวคิดในการเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพมาใช้ในการทำพิซซ่า โดยคิดเสมือนว่ากำลังทำให้คนในครอบครัวรับประทาน อีกทั้งยังมีราคาที่ย่อมเยา ผู้บริโภคสามารถจับต้องได้ตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับบน ทำให้สามารถมีวันพิเศษได้ทุกวันในการรับประทานพิซซ่า นอกจากนี้ ตัวเธอเองยังถูกเรียกว่ามนุษย์ 100 อาชีพ เพราะทำมาแล้วอย่างหลากหลาย แต่ก็ต้องยกเลิกเพราะอาชีพยังไม่ตอบโจทย์ตามแนวทางของตัวเธอเอง ซึ่งประกอบไปด้วย 1.ต้องเลี้ยงตนเองได้ 2.ต้องเลี้ยงครอบครัวได้ 3.ต้องช่วยเหลือสังคมได้ และ 4.ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน หากไม่ตอบโจทย์ทั้ง 4 ข้อเธอก็จะไม่ทำ
เดิมทีมีชื่อแบรนด์ว่าพิซซ่าอาหมวย แต่ที่ต้องเป็นพิซซ่าอาหม่วย ก็เพราะเป็นไปตามการคำนวณตัวเลขจากชื่อตามหลักโหราศาสตร์ โดยชื่อเดิมคำนวณแล้วได้ตัวเลขที่ 58 ถ้าต้องการให้ได้ตัวเลข 59 จะต้องเติมเลข 1 ลงไปเพิ่มเติม ดังนั้น จึงเลือกที่จะใส่วรรณยุกต์ไม้เอกซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเลข 1 ลงไป จนกลายเป็นแบรนด์พิซซ่าอาหม่วยในที่สุด”
อย่างไรก็ตาม ในปี 2557 ได้มีโอกาสไปเรียนรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์เพิ่มเติม จากเดิมที่ผู้ใดมาขอร่วมทำธุรกิจแฟรนไชส์แต่ไม่ต้องการใช้ชื่อแบรนด์อาหม่วย โดยนำไปเป็นชื่อต่อท้ายของแบรนด์ผู้นั้นก็ได้ ซึ่งในช่วงหลังได้มีการจัดการให้เป็นระบบ และในปี 2559 ก็ได้ใบประกาศรับรองมาตรฐานแฟรนไชส์อย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบันมีสาขาแฟรนไชส์เปิดให้บริการแล้ว 39 สาขา หากรวมร้านของตนที่ทำเอง ณ ช่วงถนนเพชรเกษม 48 ก็เป็นทั้งหมด 40 สาขาทั่วประเทศ
หน้า 13 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3376 วันที่ 21-23 มิถุนายน 2561
นางสาววรนิษฐ์ โภคินมณีโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีโกลด์เบเกอร์รี่ จำกัด เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์แบรนด์ “พิซซ่าอาหม่วย” เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กลยุทธ์การขยายตลาดเพื่อเพิ่มฐานลูกค้าของแบรนด์ในปีนี้จะมุ่งเน้นไปที่การเข้าร่วมโครงการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ที่ร่วมมือกับธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ภายใต้ชื่อโครงการแฟรนไชส์เพื่อผู้มีรายได้น้อย โดยบริษัทจะมีโอกาสได้ไปออกงานแสดงสินค้าร่วมกับกรมฯใน 20 จังหวัด ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้การขยายสาขาแฟรนไชส์เพิ่มได้อีก 20 สาขา หรือ 1 จังหวัด 1 สาขา รวมทั้งหมดเป็น 60 สาขาในปีนี้
นอกจากนี้ จากที่แบรนด์พิซซ่าอาหม่วยรับออกงานนอกสถานที่ตามงานกิจกรรมต่างๆตามแต่ผู้ว่าจ้างจะต้องการด้วย ซึ่งจะเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์แบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น จะทำให้ยอดรายได้ของบริษัทเติบโตเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20-30% หรือทำให้มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 12 ล้านบาทในปีนี้ จากเดิมที่มีรายได้อยู่ที่ 10 ล้านบาทในปี 2560 ที่ผ่านมา
สำหรับจุดเด่นของ “พิซซ่าอาหม่วย” อยู่ที่การเป็นอาหารที่ถูกและดี รับประทานเมื่อไหร่ก็อร่อย โดยเป็นคำนิยามที่ได้มาจากลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะบอกว่าพิซซ่าอาหม่วยจำหน่ายในราคาไม่แพง แต่ใช้วัตถุดิบที่นำมาทำเป็นเครื่องบนหน้าพิซซ่าแบบชั้นดี นอกจากนี้ยังมีรสชาติที่อร่อยแม้ว่าจะไม่ได้รับประทานทันทีในขณะที่ยังร้อนอยู่ ซึ่งจะแตกต่างจากร้านทั่วไปที่จะอร่อยเฉพาะเวลาที่รับประทานแบบตอนปรุงเสร็จใหม่ๆ นอกจากนี้ในส่วนของตัวแป้งยังมีความกรอบนอกนุ่มใน และมีความหนึบให้ความรู้สึกของการรับประทานพิซซ่าอย่างแท้จริง
“ปัจจุบันพิซซ่าอาหม่วย มีให้เลือกทั้งหมด 12 หน้า ประกอบด้วย ฮาวายเอี้ยน ,ปูอัดไอซ์แลนด์, ซีฟู้ด, โฟร์ชีส, ผักโขมชีส, ต้มยำกุ้ง, ไส้กรอกเวียนนา, แฮมชีส, ทูน่าเลิฟเวอร์, ชีสเชลล์ และมิกซ์สเปเชียล เป็นต้น โดยมีทั้งหมด 4 ขนาด (Size)” นางสาววรนิษฐ์
กล่าวต่อไปอีกว่า ด้านหลักคิดในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น อยู่ที่แนวคิดในการเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพมาใช้ในการทำพิซซ่า โดยคิดเสมือนว่ากำลังทำให้คนในครอบครัวรับประทาน อีกทั้งยังมีราคาที่ย่อมเยา ผู้บริโภคสามารถจับต้องได้ตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับบน ทำให้สามารถมีวันพิเศษได้ทุกวันในการรับประทานพิซซ่า นอกจากนี้ ตัวเธอเองยังถูกเรียกว่ามนุษย์ 100 อาชีพ เพราะทำมาแล้วอย่างหลากหลาย แต่ก็ต้องยกเลิกเพราะอาชีพยังไม่ตอบโจทย์ตามแนวทางของตัวเธอเอง ซึ่งประกอบไปด้วย 1.ต้องเลี้ยงตนเองได้ 2.ต้องเลี้ยงครอบครัวได้ 3.ต้องช่วยเหลือสังคมได้ และ 4.ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน หากไม่ตอบโจทย์ทั้ง 4 ข้อเธอก็จะไม่ทำ
เดิมทีมีชื่อแบรนด์ว่าพิซซ่าอาหมวย แต่ที่ต้องเป็นพิซซ่าอาหม่วย ก็เพราะเป็นไปตามการคำนวณตัวเลขจากชื่อตามหลักโหราศาสตร์ โดยชื่อเดิมคำนวณแล้วได้ตัวเลขที่ 58 ถ้าต้องการให้ได้ตัวเลข 59 จะต้องเติมเลข 1 ลงไปเพิ่มเติม ดังนั้น จึงเลือกที่จะใส่วรรณยุกต์ไม้เอกซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเลข 1 ลงไป จนกลายเป็นแบรนด์พิซซ่าอาหม่วยในที่สุด”
อย่างไรก็ตาม ในปี 2557 ได้มีโอกาสไปเรียนรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์เพิ่มเติม จากเดิมที่ผู้ใดมาขอร่วมทำธุรกิจแฟรนไชส์แต่ไม่ต้องการใช้ชื่อแบรนด์อาหม่วย โดยนำไปเป็นชื่อต่อท้ายของแบรนด์ผู้นั้นก็ได้ ซึ่งในช่วงหลังได้มีการจัดการให้เป็นระบบ และในปี 2559 ก็ได้ใบประกาศรับรองมาตรฐานแฟรนไชส์อย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบันมีสาขาแฟรนไชส์เปิดให้บริการแล้ว 39 สาขา หากรวมร้านของตนที่ทำเอง ณ ช่วงถนนเพชรเกษม 48 ก็เป็นทั้งหมด 40 สาขาทั่วประเทศ
หน้า 13 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3376 วันที่ 21-23 มิถุนายน 2561






