
2 ปี AEC หนุนธุรกิจชายแดน - นักลงทุนแน่นแฟ้น ท่องเที่ยว-การค้าขยายตัว
เอกชนตาก-ระนอง ชี้หลังเปิดเออีซี มากว่า 2 ปี ภาคธุรกิจชายแดนได้ประโยชน์ นักลงทุนแน่นแฟ้นขึ้น การท่องเที่ยวขยายตัว การค้าชายแดนเติบโตดี
นายนิตย์ อุ่ยเต็กเค่ง รองประธานหอการค้าจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า ผลจากการที่ประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(Asean Economics Community :AEC)หรือเออีซี ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2558 จนถึงปัจจุบันผ่านมาได้กว่า 2 ปี พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้านในทิศทางที่ดีขึ้น โดยในส่วนของด่านชายแดนไทย-เมียนมา ด้านจังหวัดระนอง-เกาะสอง ซึ่งเป็นประตูแรกทางตอนใต้ในการเชื่อมโยงกับเมียนมานั้น สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการเข้าสู่เออีซี คือ การเชื่อมโยงในด้านต่างๆ มีความร่วมมือกันมากขึ้น อาทิ การจัดงานมหกรรมสินค้าไทย-เมียนมา การจัดเจรจาคู่การค้าระนอง-เกาะสอง หรือการเชื่อมโยงภาคการท่องเที่ยวที่ดูจะชัดเจนมากที่สุด นักลงทุนไทยมีการข้ามฟากเข้าไปร่วมลงทุนกับนักธุรกิจเมียนมา รวมถึงนักธุรกิจเมียนมาก็เข้ามาร่วมลงทุนกับนักธุรกิจไทย เพื่อที่จะเปิดการท่องเที่ยวทั้ง 2 ฝั่งให้กว้างขึ้นและขยายตัวมากขึ้น
[caption id="attachment_292502" align="aligncenter" width="503"]
นิตย์ อุ่ยเต็กเค่ง[/caption]
“ที่น่าสนใจ คือ การเข้าไปลงทุนในฝั่งเมียนมาของนักธุรกิจชาวไทย ที่มีการเข้าไปลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากประมง ในลักษณะการร่วมลงทุนกับทางเมียนมา เนื่องจากกฎระเบียบและเงื่อนไขต่างๆ ที่เมียนมาผ่อนคลายลงและแก้ไขได้สร้างความมั่นใจให้กับนักธุรกิจชาวไทยที่จะเข้าไปลงทุนมากขึ้น ในขณะเดียวกับนักธุรกิจชาวเมียนมาก็สนใจที่จะเข้ามาลงทุนในฝั่งไทยด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว”
นายนิตย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาทางการเมียนมาได้มีการผ่อนปรนกฎเกณฑ์ต่างๆ มีการเปิดเกาะให้ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวของระนองคึกคักตามไปด้วยเพราะนักท่องเที่ยวจะต้องผ่านระนองก่อนเข้าสู่เมียนมา รวมทั้งการร่วมมือในการค้า การลงทุน โดยในส่วนของการค้า มีการเปลี่ยนแปลงไม่มากเป็นรูปแบบการค้าเดิมๆ เพียงแต่สิ่งที่ขยายตัวสูงในช่วงที่ผ่านมา คือ การนำเข้าปูนซีเมนต์และอุปกรณ์การก่อสร้างที่แสดงให้เห็นว่าในฝั่งของเมียนมามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก หลังเปิดเออีซี จึงมีการลงทุนและก่อสร้างในหลายๆโครงการเพื่อรองรับ อาทิ อาคารพาณิชย์ รวมทั้งโรงแรม เป็นต้น
[caption id="attachment_292503" align="aligncenter" width="503"]
บรรพต ก่อเกียรติเจริญ[/caption]
ด้านนายบรรพต ก่อเกียรติเจริญ นักธุรกิจรายใหญ่ที่ทำการค้าชายแดนไทย-เมียนมา และที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดตาก เปิดเผยว่า เออีซีทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวดีขึ้นมาก โดยเฉพาะการค้าและการท่องเที่ยวชายแดน ที่มีตัวเลขกระเตื้องขึ้น ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อเข้าสู่เออีซี ทั้งมูลค่าการค้าชายแดนที่โตขึ้นและการข้ามแดนของประชาชนทั้งไทยและเมียนมาที่เพิ่มมากขึ้น จากตัวเลขของด่านตรวจคนเข้าเมืองมีการเดินทางเข้าออกนับหลายแสนคนต่อเดือน มองได้ว่ามีประชาชนเดินทางมาท่องเที่ยว นอกเหนือจากมาทำการค้าระหว่างกันมากขึ้น
“ผมอยากจะให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการขออนุญาตข้ามแดน ได้เร่งพิจารณาการออกวีซ่า การเดินทางผ่านด่านไทย-เมียนมา โดยการคมนาคมทางรถยนต์ ที่ปัจจุบันนั้นยังไม่สามารถออกวีซ่าในพื้นที่ได้ ยกเว้นทางเครื่องบิน ทำให้ไม่สะดวกต่อนักท่องเที่ยวที่จะข้ามไป-มาในพื้นที่
ชายแดน
โดยขอให้เร่งพิจารณาการอนุญาตออกวีซ่า ที่ด่านพรมแดนแม่สอด-เมียวดีได้เลย ซึ่งจะทำให้มีประชาชนเดินทางข้ามแดนไป-มาได้สะดวก จะส่งผลทำให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น อาจจะเป็นวีซ่าแบบ 7 วัน ที่สามารถอยู่ในประเทศนั้นๆ ได้ เป็นการส่งเสริมความพร้อมของเออีซีอย่างแท้จริงและยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวบนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจอีสต์-เวสต์ อิโคโนมิกคอร์ริดอร์ (East-West Economic Corridor-EWEC)” นายบรรพต กล่าว
หน้า 21 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,373 วันที่ 10-13 มิถุนายน 2561
นายนิตย์ อุ่ยเต็กเค่ง รองประธานหอการค้าจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า ผลจากการที่ประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(Asean Economics Community :AEC)หรือเออีซี ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2558 จนถึงปัจจุบันผ่านมาได้กว่า 2 ปี พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้านในทิศทางที่ดีขึ้น โดยในส่วนของด่านชายแดนไทย-เมียนมา ด้านจังหวัดระนอง-เกาะสอง ซึ่งเป็นประตูแรกทางตอนใต้ในการเชื่อมโยงกับเมียนมานั้น สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการเข้าสู่เออีซี คือ การเชื่อมโยงในด้านต่างๆ มีความร่วมมือกันมากขึ้น อาทิ การจัดงานมหกรรมสินค้าไทย-เมียนมา การจัดเจรจาคู่การค้าระนอง-เกาะสอง หรือการเชื่อมโยงภาคการท่องเที่ยวที่ดูจะชัดเจนมากที่สุด นักลงทุนไทยมีการข้ามฟากเข้าไปร่วมลงทุนกับนักธุรกิจเมียนมา รวมถึงนักธุรกิจเมียนมาก็เข้ามาร่วมลงทุนกับนักธุรกิจไทย เพื่อที่จะเปิดการท่องเที่ยวทั้ง 2 ฝั่งให้กว้างขึ้นและขยายตัวมากขึ้น
[caption id="attachment_292502" align="aligncenter" width="503"]
“ที่น่าสนใจ คือ การเข้าไปลงทุนในฝั่งเมียนมาของนักธุรกิจชาวไทย ที่มีการเข้าไปลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากประมง ในลักษณะการร่วมลงทุนกับทางเมียนมา เนื่องจากกฎระเบียบและเงื่อนไขต่างๆ ที่เมียนมาผ่อนคลายลงและแก้ไขได้สร้างความมั่นใจให้กับนักธุรกิจชาวไทยที่จะเข้าไปลงทุนมากขึ้น ในขณะเดียวกับนักธุรกิจชาวเมียนมาก็สนใจที่จะเข้ามาลงทุนในฝั่งไทยด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว”
นายนิตย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาทางการเมียนมาได้มีการผ่อนปรนกฎเกณฑ์ต่างๆ มีการเปิดเกาะให้ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวของระนองคึกคักตามไปด้วยเพราะนักท่องเที่ยวจะต้องผ่านระนองก่อนเข้าสู่เมียนมา รวมทั้งการร่วมมือในการค้า การลงทุน โดยในส่วนของการค้า มีการเปลี่ยนแปลงไม่มากเป็นรูปแบบการค้าเดิมๆ เพียงแต่สิ่งที่ขยายตัวสูงในช่วงที่ผ่านมา คือ การนำเข้าปูนซีเมนต์และอุปกรณ์การก่อสร้างที่แสดงให้เห็นว่าในฝั่งของเมียนมามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก หลังเปิดเออีซี จึงมีการลงทุนและก่อสร้างในหลายๆโครงการเพื่อรองรับ อาทิ อาคารพาณิชย์ รวมทั้งโรงแรม เป็นต้น
[caption id="attachment_292503" align="aligncenter" width="503"]
ด้านนายบรรพต ก่อเกียรติเจริญ นักธุรกิจรายใหญ่ที่ทำการค้าชายแดนไทย-เมียนมา และที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดตาก เปิดเผยว่า เออีซีทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวดีขึ้นมาก โดยเฉพาะการค้าและการท่องเที่ยวชายแดน ที่มีตัวเลขกระเตื้องขึ้น ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อเข้าสู่เออีซี ทั้งมูลค่าการค้าชายแดนที่โตขึ้นและการข้ามแดนของประชาชนทั้งไทยและเมียนมาที่เพิ่มมากขึ้น จากตัวเลขของด่านตรวจคนเข้าเมืองมีการเดินทางเข้าออกนับหลายแสนคนต่อเดือน มองได้ว่ามีประชาชนเดินทางมาท่องเที่ยว นอกเหนือจากมาทำการค้าระหว่างกันมากขึ้น
“ผมอยากจะให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการขออนุญาตข้ามแดน ได้เร่งพิจารณาการออกวีซ่า การเดินทางผ่านด่านไทย-เมียนมา โดยการคมนาคมทางรถยนต์ ที่ปัจจุบันนั้นยังไม่สามารถออกวีซ่าในพื้นที่ได้ ยกเว้นทางเครื่องบิน ทำให้ไม่สะดวกต่อนักท่องเที่ยวที่จะข้ามไป-มาในพื้นที่
ชายแดน
โดยขอให้เร่งพิจารณาการอนุญาตออกวีซ่า ที่ด่านพรมแดนแม่สอด-เมียวดีได้เลย ซึ่งจะทำให้มีประชาชนเดินทางข้ามแดนไป-มาได้สะดวก จะส่งผลทำให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น อาจจะเป็นวีซ่าแบบ 7 วัน ที่สามารถอยู่ในประเทศนั้นๆ ได้ เป็นการส่งเสริมความพร้อมของเออีซีอย่างแท้จริงและยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวบนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจอีสต์-เวสต์ อิโคโนมิกคอร์ริดอร์ (East-West Economic Corridor-EWEC)” นายบรรพต กล่าว
หน้า 21 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,373 วันที่ 10-13 มิถุนายน 2561






