
VT Thai The Future of THAI Handcraftคุณค่าของโอกาสจากการลงมือทำ
VT Thai The Future of THAI Handcraftคุณค่าของโอกาสจากการลงมือทำ
เราไม่ควรเป็นเหมือนใครก็ตามในสามก๊ก คนที่มองภาพออกต้องเรียนรู้ที่จะเป็นทุกคนในสามก๊ก การทำธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริง เราต้องรู้ว่าตอนไหนเราควรจะเป็นขงเบ้ง ตอนไหนเราควรจะเป็นสุมาอี้ เป็นเล่าปี่ หรือตอนไหนเราต้องเป็นโจโฉ เพราะถ้าคุณเป็นแบบเล่าปี่ที่จริงใจคุณก็น่าจะเข้าหาผู้ใหญ่ได้เกือบทุกคน และหากเราวางแผนคิดแบบขงเบ้ง ก็จะมีโอกาสชนะศึก มากกว่าผู้อื่น... และหากคุณเลือกจะเป็นแบบสุมาอี้คุณต้องรู้จักอดทน เตรียมตัวให้พร้อมเสมอก่อนโอกาสที่เหมาะสมนั้นจะมาถึง
8 ปีก่อน สปอตไลต์ในโลกธุรกิจส่องแสงสว่างมายังชายหนุ่มคนหนึ่ง ผู้ก้าวสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยอายุเพียงยี่สิบต้นๆ กับการนำความกล้าผนวกความชอบของตัวเองสร้างแบรนด์รองเท้าหนัง แบรนด์ที่ไม่ได้มีแค่ชื่อเก๋ๆ ว่า “Mango Mojito” แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการเป็นแบรนด์ไทยด้วยคุณภาพ ด้วยการตัดเย็บและการออกแบบที่เทียบเท่ากับลักชัวรีแบรนด์ชั้นนำ งานดีไซน์ที่เรียบหรู ผนวกการสร้างโทนสีและผิวสัมผัสที่แปลกตา ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่คนไทยรู้จักผู้ชายที่ชื่อ “วัธ-จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์” “การเป็นแบรนด์ใหม่ เป็นน้องใหม่ในตลาดไม่ยาก แค่เราเสนอจุดที่คนอื่นๆ ไม่มี จุดที่ตลาดยังไม่มี”
สายเลือดนักสู้ที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม เรื่องราวการเดินทางอันยาวไกลของคุณตาและคุณยายที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองจีนมาตั้งแต่อายุ 14 ก่อร่างสร้างตัวจนสามารถเป็นเจ้าของกิจการโรงงานปั่นด้าย ส่งต่อเป็นธุรกิจครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น ถักทอเป็น “ทุน” ทางความคิดต้นทางพลังอันสำคัญในการสร้างธุรกิจของลูกหลานรุ่นต่อๆ ไป
ระหว่างที่ธุรกิจของเขากำลังเติบโตมีกลุ่มลูกค้ากว้างขึ้นทั้งในและต่างประเทศ กระแสความนิยมที่พุ่งทะยานอย่างมีนัยสำคัญ “Mango Mojito” จึงได้รับการเชื้อเชิญให้นำสินค้าไปวางจำหน่ายในศูนย์การค้าชั้นนำระดับประเทศ ไฟความมั่นใจที่กำลังลุกโชน บวกกับความอยากรู้อยากลองทำธุรกิจใหม่ๆ ทำให้คุณวัธในตอนนั้น นอกจากลองทำธุรกิจตามคำชักชวนของเพื่อนๆ แล้ว สิ่งหนึ่งที่เขารู้สึกว่าต้องทำคือการกลับไปช่วยธุรกิจที่บ้านให้สามารถอยู่ต่อไปได้ เพราะทุกอย่างที่หลอมรวมเป็นโรงงานคือประวัติศาสตร์ของครอบครัว คือโครงสร้าง คือจิตวิญญาณ ที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและแรงกายของคนในครอบครัวถึง 2 รุ่น และคุณวัธ ลูกหลานรุ่นที่ 3 สิ่งที่ต้องทำคือ “การรักษา” ให้ธุรกิจครอบครัวให้อยู่ต่อไปให้ได้
“คุณยายสอนน้องและผมเสมอว่า ธุรกิจจะอยู่ได้ต้องรู้จักการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราไม่จำเป็นต้องไปกลัวคู่แข่งเพราะคู่แข่งคือตัวเร่งสำคัญให้เราตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา การไม่หยุดนิ่งจะทำให้ธุรกิจขยับตัวได้ทัน ปรับเปลี่ยนเพียงน้อยนิดก็ทำให้สามารถอยู่ต่อได้”
จากโรงงานปั่นด้ายสำหรับลูกค้ากลุ่มผ้าทอในต่างจังหวัด สู่การปั่นด้ายรีไซเคิล สร้างเส้นด้ายใหม่จากเศษผ้าและเศษฝ้ายเหลือใช้จากอุตสาหกรรม การเรียนรู้โลกใหม่อยู่เสมอ คุณวัธได้สร้างแบรนด์ใหม่สำหรับครอบครัวอีกครั้งภายใต้ชื่อ Super Cat ไม้ถูพื้นที่ได้รับความไว้วางใจให้จำหน่ายในร้านค้าปลีกและห้างค้าส่ง ซึ่งมีหลายสิบสาขาทั่วประเทศ
การต่อสู้รูปแบบใหม่ทำให้คุณวัธเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางจากการไปสรรหาวัตถุดิบ หาหนังคุณภาพในต่างประเทศ เป็นการเดินทางไปในต่างจังหวัดเพื่อหาลูกค้าและจัดส่งสินค้าด้วยตัวเอง ระหว่างทางการเห็นภาพงานหัตถกรรมหลายรูปแบบ งานจักสานที่สามารถรังสรรค์ได้ทั้งการเป็นเฟอร์นิเจอร์ การเป็นอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน และการเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์กลุ่มแฟชั่นอย่าง “กระเป๋า” หลายทรง หลายขนาด จุดประกายความคิดการเกิดธุรกิจใหม่ที่ผสานความมุ่งมั่นที่ตั้งใจทำเพื่อประโยชน์ประการแรกคือ “การเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน” เพื่อ “นำคนรุ่นใหม่คืนสู่ท้องถิ่นสานต่อภูมิปัญญางานหัตถกรรม หัตถศิลป์ไทย” อีกครั้ง
สิ่งที่เรียนรู้จากบทเรียนการทำธุรกิจในหลายปีที่ผ่านมาคือคำว่า “Focus” ไม่ว่าธุรกิจใดหากได้รับการวางแผนอย่างรอบคอบ วางแผนและคิดวิธีรับมือจากเงื่อนไขและสถานการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วน มีภาพของเป้าหมายที่ชัดเจน ธุรกิจนั้นย่อมสามารถไปถึงคำว่า “ความสำเร็จ” ได้ การมองเห็นโอกาสการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ของคุณวัธไม่ใช่การใช้เงินเป็นจุดเริ่มต้นในทันที แต่เป็นการลงพื้นที่เรียนรู้อย่างจริงจัง การเข้าไปศึกษารูปแบบงานหัตถกรรม วิธีการทำ รายละเอียดของเส้นใยธรรมชาติแต่ละชนิด รวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เวลาและความเชื่อใจคือคำตอบ จากมากกว่า 100 ชุมชน ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จนสามารถเปิดตัวแบรนด์และแพลตฟอร์มใหม่เพื่อรองรับการสร้างความแข็งแกร่งให้กับงานจักสานและงานผ้าทอมือไทยอย่างยั่งยืนภายใต้ชื่อ “VT Thai (วิถีไทย)”
“จุดแข็งที่สุดของงานหัตถกรรมไทยคือการมี Storytelling ที่ดี นี่คือวัตถุดิบชั้นยอดของการสร้างแบรนด์และการทำการตลาดเพื่อให้งานหัตถกรรมสามารถสร้างมาตรฐานราคาใหม่ ราคาที่จะเปลี่ยนคุณภาพชีวิต เป็นบ่อเกิดของความภาคภูมิใจให้กับคนในท้องถิ่นไทยอย่างแท้จริง”
VT Thai จึงไม่ได้ถูกสร้างในฐานะแบรนด์ๆ หนึ่ง ที่ประทับลงบนสินค้าหัตถกรรมที่เกิดจาการสร้างความร่วมมือกับ 10 ชุมชนเริ่มต้นทั่วประเทศ แต่คือภาพสะท้อนของเจ้าของธุรกิจที่นำความตั้งใจเป็นประตูเชื่อมต่อโอกาสใหม่ การคัดสรรนักออกแบบเพื่อเปลี่ยนโฉมงานจักสานยกระดับสู่การเป็นตัวแทนของแบรนด์จากประเทศไทย นำคำว่า “Modern Craft and Classic” ในชิ้นงาน VT Thai Select ไปสู่สายตาและการยอมรับจากคนทั่วโลก บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ไม่ได้เป็นเพียง มาร์เก็ต เพลส แต่โค้ดแต่ละตัวผ่านการคิดและเรียบเรียงอย่างบรรจง เพื่อแสดงตัวตนและมนต์เสน่ห์อันล้ำค่าของงานจักสานและสิ่งทอไทยให้ปรากฏ
ตลอดระยะเวลา 8 ปี บนโลกธุรกิจ อาจเป็นระยะเวลาที่น้อยนิดหากเทียบกับนักธุรกิจรายใหญ่ระดับประเทศ แต่ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้ชายคนที่ทำเหมือนเดิมไม่ต่างจากสุมาอี้ที่ลับดาบทุกๆ วัน คือการอาศัยเวทีต่างๆ ในการเรียนรู้รูปแบบการแข่งขันใหม่ การศึกษาแพลตฟอร์มและนำตัวตนไปอยู่ในเรื่องราวขององค์ความรู้และข้อมูล การคบและเรียนรู้คนในทุกๆ สังคมตั้งแต่ทานไวน์ในภัตตาคารหรูจนถึงการนั่งกระดกข้าวหมักรสชาติดีกับชาวบ้าน รวมถึงความสม่ำเสมอในการใฝ่หาความรู้จากเจ้าของธุรกิจ เรียกได้ว่าเขาอาจเป็นนักธุรกิจวัย 30 ปี เพียงไม่กี่รายที่มีโอกาสได้พูดคุยกับนักธุรกิจระดับหมื่นล้านมากกว่า 10 ครั้งต่อปี
เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กับการเริ่มต้นที่ไม่ได้คิดเพื่อสร้างธุรกิจแต่เป็นการคิดเพื่อสังคม วันที่กระแสความนิยมในงานคราฟต์มาถึง คือวันที่ความพยายามได้ฉายพลังความสามารถของคนไทยผ่านแบรนด์ VT Thai ให้โลกได้ประจักษ์ และ VT Thai จะเป็นชื่อแรกที่เป็นช่องทางแรกที่ลูกค้าต่างประเทศนึกถึงเมื่อคิดถึงงานหัตถกรรมไทย ยลโฉมงานหัตถกรรมที่ได้รับการยกระดับอย่างเลอค่าได้แล้ววันนี้ที่ Ecotopia ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี และบนเว็บไซต์ www.vtthai.com
ทุกคนสามารถทำธุรกิจได้ถ้าตั้งใจ คมคิดปิดท้ายจากผู้ชายที่ชื่อ “จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์”
หน้า 25 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,369 (841) วันที่ 27 - 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
เราไม่ควรเป็นเหมือนใครก็ตามในสามก๊ก คนที่มองภาพออกต้องเรียนรู้ที่จะเป็นทุกคนในสามก๊ก การทำธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริง เราต้องรู้ว่าตอนไหนเราควรจะเป็นขงเบ้ง ตอนไหนเราควรจะเป็นสุมาอี้ เป็นเล่าปี่ หรือตอนไหนเราต้องเป็นโจโฉ เพราะถ้าคุณเป็นแบบเล่าปี่ที่จริงใจคุณก็น่าจะเข้าหาผู้ใหญ่ได้เกือบทุกคน และหากเราวางแผนคิดแบบขงเบ้ง ก็จะมีโอกาสชนะศึก มากกว่าผู้อื่น... และหากคุณเลือกจะเป็นแบบสุมาอี้คุณต้องรู้จักอดทน เตรียมตัวให้พร้อมเสมอก่อนโอกาสที่เหมาะสมนั้นจะมาถึง
8 ปีก่อน สปอตไลต์ในโลกธุรกิจส่องแสงสว่างมายังชายหนุ่มคนหนึ่ง ผู้ก้าวสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยอายุเพียงยี่สิบต้นๆ กับการนำความกล้าผนวกความชอบของตัวเองสร้างแบรนด์รองเท้าหนัง แบรนด์ที่ไม่ได้มีแค่ชื่อเก๋ๆ ว่า “Mango Mojito” แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการเป็นแบรนด์ไทยด้วยคุณภาพ ด้วยการตัดเย็บและการออกแบบที่เทียบเท่ากับลักชัวรีแบรนด์ชั้นนำ งานดีไซน์ที่เรียบหรู ผนวกการสร้างโทนสีและผิวสัมผัสที่แปลกตา ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่คนไทยรู้จักผู้ชายที่ชื่อ “วัธ-จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์” “การเป็นแบรนด์ใหม่ เป็นน้องใหม่ในตลาดไม่ยาก แค่เราเสนอจุดที่คนอื่นๆ ไม่มี จุดที่ตลาดยังไม่มี”
สายเลือดนักสู้ที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม เรื่องราวการเดินทางอันยาวไกลของคุณตาและคุณยายที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองจีนมาตั้งแต่อายุ 14 ก่อร่างสร้างตัวจนสามารถเป็นเจ้าของกิจการโรงงานปั่นด้าย ส่งต่อเป็นธุรกิจครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น ถักทอเป็น “ทุน” ทางความคิดต้นทางพลังอันสำคัญในการสร้างธุรกิจของลูกหลานรุ่นต่อๆ ไป
ระหว่างที่ธุรกิจของเขากำลังเติบโตมีกลุ่มลูกค้ากว้างขึ้นทั้งในและต่างประเทศ กระแสความนิยมที่พุ่งทะยานอย่างมีนัยสำคัญ “Mango Mojito” จึงได้รับการเชื้อเชิญให้นำสินค้าไปวางจำหน่ายในศูนย์การค้าชั้นนำระดับประเทศ ไฟความมั่นใจที่กำลังลุกโชน บวกกับความอยากรู้อยากลองทำธุรกิจใหม่ๆ ทำให้คุณวัธในตอนนั้น นอกจากลองทำธุรกิจตามคำชักชวนของเพื่อนๆ แล้ว สิ่งหนึ่งที่เขารู้สึกว่าต้องทำคือการกลับไปช่วยธุรกิจที่บ้านให้สามารถอยู่ต่อไปได้ เพราะทุกอย่างที่หลอมรวมเป็นโรงงานคือประวัติศาสตร์ของครอบครัว คือโครงสร้าง คือจิตวิญญาณ ที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและแรงกายของคนในครอบครัวถึง 2 รุ่น และคุณวัธ ลูกหลานรุ่นที่ 3 สิ่งที่ต้องทำคือ “การรักษา” ให้ธุรกิจครอบครัวให้อยู่ต่อไปให้ได้
“คุณยายสอนน้องและผมเสมอว่า ธุรกิจจะอยู่ได้ต้องรู้จักการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราไม่จำเป็นต้องไปกลัวคู่แข่งเพราะคู่แข่งคือตัวเร่งสำคัญให้เราตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา การไม่หยุดนิ่งจะทำให้ธุรกิจขยับตัวได้ทัน ปรับเปลี่ยนเพียงน้อยนิดก็ทำให้สามารถอยู่ต่อได้”
จากโรงงานปั่นด้ายสำหรับลูกค้ากลุ่มผ้าทอในต่างจังหวัด สู่การปั่นด้ายรีไซเคิล สร้างเส้นด้ายใหม่จากเศษผ้าและเศษฝ้ายเหลือใช้จากอุตสาหกรรม การเรียนรู้โลกใหม่อยู่เสมอ คุณวัธได้สร้างแบรนด์ใหม่สำหรับครอบครัวอีกครั้งภายใต้ชื่อ Super Cat ไม้ถูพื้นที่ได้รับความไว้วางใจให้จำหน่ายในร้านค้าปลีกและห้างค้าส่ง ซึ่งมีหลายสิบสาขาทั่วประเทศ
การต่อสู้รูปแบบใหม่ทำให้คุณวัธเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางจากการไปสรรหาวัตถุดิบ หาหนังคุณภาพในต่างประเทศ เป็นการเดินทางไปในต่างจังหวัดเพื่อหาลูกค้าและจัดส่งสินค้าด้วยตัวเอง ระหว่างทางการเห็นภาพงานหัตถกรรมหลายรูปแบบ งานจักสานที่สามารถรังสรรค์ได้ทั้งการเป็นเฟอร์นิเจอร์ การเป็นอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน และการเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์กลุ่มแฟชั่นอย่าง “กระเป๋า” หลายทรง หลายขนาด จุดประกายความคิดการเกิดธุรกิจใหม่ที่ผสานความมุ่งมั่นที่ตั้งใจทำเพื่อประโยชน์ประการแรกคือ “การเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน” เพื่อ “นำคนรุ่นใหม่คืนสู่ท้องถิ่นสานต่อภูมิปัญญางานหัตถกรรม หัตถศิลป์ไทย” อีกครั้ง
สิ่งที่เรียนรู้จากบทเรียนการทำธุรกิจในหลายปีที่ผ่านมาคือคำว่า “Focus” ไม่ว่าธุรกิจใดหากได้รับการวางแผนอย่างรอบคอบ วางแผนและคิดวิธีรับมือจากเงื่อนไขและสถานการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วน มีภาพของเป้าหมายที่ชัดเจน ธุรกิจนั้นย่อมสามารถไปถึงคำว่า “ความสำเร็จ” ได้ การมองเห็นโอกาสการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ของคุณวัธไม่ใช่การใช้เงินเป็นจุดเริ่มต้นในทันที แต่เป็นการลงพื้นที่เรียนรู้อย่างจริงจัง การเข้าไปศึกษารูปแบบงานหัตถกรรม วิธีการทำ รายละเอียดของเส้นใยธรรมชาติแต่ละชนิด รวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เวลาและความเชื่อใจคือคำตอบ จากมากกว่า 100 ชุมชน ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จนสามารถเปิดตัวแบรนด์และแพลตฟอร์มใหม่เพื่อรองรับการสร้างความแข็งแกร่งให้กับงานจักสานและงานผ้าทอมือไทยอย่างยั่งยืนภายใต้ชื่อ “VT Thai (วิถีไทย)”
“จุดแข็งที่สุดของงานหัตถกรรมไทยคือการมี Storytelling ที่ดี นี่คือวัตถุดิบชั้นยอดของการสร้างแบรนด์และการทำการตลาดเพื่อให้งานหัตถกรรมสามารถสร้างมาตรฐานราคาใหม่ ราคาที่จะเปลี่ยนคุณภาพชีวิต เป็นบ่อเกิดของความภาคภูมิใจให้กับคนในท้องถิ่นไทยอย่างแท้จริง”
VT Thai จึงไม่ได้ถูกสร้างในฐานะแบรนด์ๆ หนึ่ง ที่ประทับลงบนสินค้าหัตถกรรมที่เกิดจาการสร้างความร่วมมือกับ 10 ชุมชนเริ่มต้นทั่วประเทศ แต่คือภาพสะท้อนของเจ้าของธุรกิจที่นำความตั้งใจเป็นประตูเชื่อมต่อโอกาสใหม่ การคัดสรรนักออกแบบเพื่อเปลี่ยนโฉมงานจักสานยกระดับสู่การเป็นตัวแทนของแบรนด์จากประเทศไทย นำคำว่า “Modern Craft and Classic” ในชิ้นงาน VT Thai Select ไปสู่สายตาและการยอมรับจากคนทั่วโลก บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ไม่ได้เป็นเพียง มาร์เก็ต เพลส แต่โค้ดแต่ละตัวผ่านการคิดและเรียบเรียงอย่างบรรจง เพื่อแสดงตัวตนและมนต์เสน่ห์อันล้ำค่าของงานจักสานและสิ่งทอไทยให้ปรากฏ
ตลอดระยะเวลา 8 ปี บนโลกธุรกิจ อาจเป็นระยะเวลาที่น้อยนิดหากเทียบกับนักธุรกิจรายใหญ่ระดับประเทศ แต่ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้ชายคนที่ทำเหมือนเดิมไม่ต่างจากสุมาอี้ที่ลับดาบทุกๆ วัน คือการอาศัยเวทีต่างๆ ในการเรียนรู้รูปแบบการแข่งขันใหม่ การศึกษาแพลตฟอร์มและนำตัวตนไปอยู่ในเรื่องราวขององค์ความรู้และข้อมูล การคบและเรียนรู้คนในทุกๆ สังคมตั้งแต่ทานไวน์ในภัตตาคารหรูจนถึงการนั่งกระดกข้าวหมักรสชาติดีกับชาวบ้าน รวมถึงความสม่ำเสมอในการใฝ่หาความรู้จากเจ้าของธุรกิจ เรียกได้ว่าเขาอาจเป็นนักธุรกิจวัย 30 ปี เพียงไม่กี่รายที่มีโอกาสได้พูดคุยกับนักธุรกิจระดับหมื่นล้านมากกว่า 10 ครั้งต่อปี
เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กับการเริ่มต้นที่ไม่ได้คิดเพื่อสร้างธุรกิจแต่เป็นการคิดเพื่อสังคม วันที่กระแสความนิยมในงานคราฟต์มาถึง คือวันที่ความพยายามได้ฉายพลังความสามารถของคนไทยผ่านแบรนด์ VT Thai ให้โลกได้ประจักษ์ และ VT Thai จะเป็นชื่อแรกที่เป็นช่องทางแรกที่ลูกค้าต่างประเทศนึกถึงเมื่อคิดถึงงานหัตถกรรมไทย ยลโฉมงานหัตถกรรมที่ได้รับการยกระดับอย่างเลอค่าได้แล้ววันนี้ที่ Ecotopia ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี และบนเว็บไซต์ www.vtthai.com
ทุกคนสามารถทำธุรกิจได้ถ้าตั้งใจ คมคิดปิดท้ายจากผู้ชายที่ชื่อ “จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์”
หน้า 25 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,369 (841) วันที่ 27 - 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561






