'บอสบีเจยีนส์' โชว์วิสัยทัศน์ ดึง Digital Transformation สร้างโอกาสธุรกิจ

26 พ.ค. 2561 เวลา 3:06 น. 468
จากจุดเริ่มต้น ที่เขามาสืบทอดธุรกิจของครอบครัว “คุณจอห์นนี่ - พรเทพ กมลวิศิษฎ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีเจ ยีนส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ก็ได้เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ให้กับธุรกิจครอบครัวไปพร้อมๆ กัน ด้วยการปรับเปลี่ยนจากเป็นผู้รับไลเซนส์จากเจ้าของแบรนด์ บิ๊กจอห์น ประเทศญี่ปุ่น หันมาสร้างแบรนด์ของตัวเอง ที่ชื่อ “บีเจ ยีนส์” ซึ่งไม่ใช่ตัวย่อของบิ๊กจอห์น แต่เป็น ตัวย่อจากชื่อเล่นของเขาและภรรยา คุณเบน -กัลยานี กมลวิศิษฎ์

“ตอนที่เริ่มเข้ามา คือเป็นช่วงที่กำลังตัดสินใจว่าจะทำต่อหรือไม่ทำ พอทำก็ต้องอันเดอร์ ญี่ปุ่น ต้องตรวจสอบก่อน
ทุกอย่าง ทั้งโปรดักต์แพลนหรือมาร์เก็ตติ้งแพลน ต้องผ่านการแอพพรู๊ฟเยอะ มันทำให้เราไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของแฟชั่น ทำงานยาก เมื่อผมเข้ามาทำ ผมอยากตัดสินใจเอง ทำเอง เราไม่อยากเสียเวลา”

หลังจากตัดสินใจ “คุณจอห์นนี่”  จึงหันมาสร้างแบรนด์เอง จากฐานเก่าที่มีพร้อมอยู่แล้ว ทั้งโรงงาน พนักงาน และโนว์ฮาวที่มีอยู่ เนื่องตอนรับไลเซนส์จากบิ๊กจอห์น เป็นเพียงการนำชื่อแบรนด์เขามาใช้ แต่กระบวนการผลิตและอื่นๆ เป็นสิ่งที่รุ่นคุณพ่อทำมาเองทั้งหมด BB4A9704

“คุณจอห์นนี่” ยอมรับว่า การเริ่มต้นธุรกิจที่มีฐานที่แข็งแรงอยู่แล้ว ถือเป็นโชคดี และทำให้เขาสามารถปรับเปลี่ยนแล้วเดินหน้าต่อได้ทันที แต่หากเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เขามาเริ่มต้นจากศูนย์ วันนี้ก็อาจจะยังไม่เกิดเป็นแบรนด์ ซึ่งเป็นที่รู้จักเช่นนี้ และเป็นความโชคดีอีกเช่นกัน ที่ในสมัยคุณพ่อบริหารงานไม่เคยสร้างแบรนด์จริงจัง เพราะฉะนั้น เมื่อเริ่มต้นสร้างแบรนด์ในยุคของเขา ผู้บริโภคจึงสามารถรับข้อมูลได้ง่าย ไม่สับสน

การเข้ามาเริ่มต้นสร้างแบรนด์ใหม่ ซึ่งต้องทำให้เชื่อมต่อไปกับฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว เป็นสิ่งท้าทายของคนหนุ่มรุ่นใหม่คนนี้พอสมควร เนื่องจากบิ๊กจอห์น มีกลุ่มลูกค้าที่ค่อนข้างผู้ใหญ่ แต่ในฐานะคนรุ่นใหม่ ก็อยากจะทำอะไรใหม่ๆ ตอบรับคนรุ่นใหม่เหมือนๆ กัน เนื่องจากความถนัดในการคิด การดีไซน์สินค้าก็จะเป็นสไตล์คนรุ่นใหม่ การปรับเปลี่ยนในช่วงแรก จึงทำให้สูญเสียฐานลูกค้าเดิมไปบ้าง แต่เขาก็ได้ฐานลูกค้าใหม่ที่เป็นกลุ่มยังเกอร์เข้ามาเพิ่มเติม

อีกหนึ่งจุดที่มีปัญหาในช่วงเริ่มต้น คือ ห้างไม่เชื่อถือ เพราะเป็นแบรนด์ใหม่ และเป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาบริหาร สิ่งที่สร้างความเชื่อถือให้กับห้างซึ่งเป็นช่องทางขายสำคัญในช่วงนั้น ก็คือ การการันตียอดขาย หลังจากนั้น คือการพิสูจน์ตัวเอง ทำให้ได้ตามยอด และเขาก็สามารถทำได้จริงๆ โดยยังรักษาช่องทางขายทั้งหมดไว้ได้

“คุณจอห์นนี่” บอกว่า เขาและคุณเบน แยกกันบริหารชัดเจน คุณเบนทำหน้าที่ดูแลงานหน้าบ้าน งานการตลาด ส่วนตัวเขาดูแลงานผลิต นอกจากเดินหน้าธุรกิจไปโดยไม่ได้โละคนเก่าทิ้ง เขายังได้ปรับรูปแบบการบริหารให้เป็นระบบ เพิ่มความคล่องตัวในการทำงานให้กับทีม เพิ่มประสิทธิผลของงาน ในขณะที่พนักงานไม่ต้องเหนื่อยเพิ่ม แต่ได้งานที่เพิ่มขึ้น ควบคุมต้นทุน และที่ทำไปพร้อมๆ กับการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต คือการสร้างแบรนด์ ซึ่งหยิบเอาดาราชื่อดังมาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์อย่างต่อเนื่อง อาทิ ณเดช คูกิมิยะ ทำให้แบรนด์ได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว สร้างยอดขายเติบโตได้ 5-10% ทุกปีแบบไม่สะดุด

ผู้บริหารหนุ่มคนนี้ พูดถึงการแข่งขันว่า ตอนนี้มันยากมาก มีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา มันเหนื่อยขึ้นทุกปี เด็กจบปริญญาโทต่างประเทศเป็นเรื่องธรรมดา การติดต่อผ่านอินเตอร์เน็ตก็เป็นเรื่องพื้นฐาน พอเป็นแบบนี้การแข่งขันจึงยิ่งสูงขึ้น ยากขึ้น ตัวเขาเองจึงต้องเรียนรู้มากขึ้น และปรับเปลี่ยนให้เร็ว โดยไม่ได้โฟกัสที่คู่แข่ง แต่โฟกัสที่การแข่งขันกับตัวเองเป็นหลัก กับตลาดยีนส์ที่ค่อนข้างใหญ่ กว่าจะถึงเส้นชัยยังอีกยาวไกล อะไรที่ไม่รู้ เขาเปิดรับและพร้อมเรียนรู้ การพูดคุยกับที่ปรึกษา การหาประสบการณ์ใหม่ๆ ลองผิดลองถูกจนมั่นใจ ซึ่งขณะนี้สิ่งที่เขากำลังเรียนรู้และเริ่มนำ
เข้ามาใช้ คือ การทำ Digital Transformation ดึงระบบออนไลน์เข้ามาเสริมธุรกิจให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

วิธีการทรานส์ฟอร์มของบีเจ ยีนส์ จะทำเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ทุ่มงบก้อนใหญ่ ต้องค่อยๆ ปรับเปลี่ยน ล่าสุดเพิ่งนำระบบ SAP โปรแกรมที่ช่วยจัดการสายงานทุกสายงานของธุรกิจให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ เข้ามาเสริมศักยภาพการทำงาน และเริ่มพัฒนาบุคลากร ให้เรียนรู้กับการใช้ระบบใหม่ๆ โดยเป้าหมายของเขาคือ การขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งเชื่อว่า จะเป็นช่องทางหลักที่ดีในอนาคต

“การจะทำให้ธุรกิจนี้อยู่รอด เราต้องวางระบบให้ดี ระบบต้องคอนโทรลคน ไม่ใช่คนคอนโทรลระบบ เราอยากปรับเปลี่ยนบิสิเนสจากแฟมิลี มาเป็นคอร์ปอเรชั่น พอเป็นคอร์ปอเรท มันจะตรวจสอบได้ บริษัทจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่มีคอร์รัปชันเพราะเราตรวจสอบได้ เราพยายามปรับระบบการทำงานให้เป็นออโตเมติกมากขึ้น

ต่อไปบีเจยีนส์ จะเน้นช่องทางขายผ่านออนไลน์เป็นหลัก เพราะจะทำให้การบริหารจัดการ และการควบคุมต้นทุนดีขึ้น
เขายกตัวอย่างการขายในห้างสรรพสินค้า ต้องมีสต๊อก ต้องมีต้นทุนพนักงานพีซี ต้องมีค่าจีพี หรือ Gross Profit ซึ่งเป็นกำไรขั้นต้นให้กับห้าง แต่ถ้าขายผ่านออนไลน์ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะไม่มี เพราะฉะนั้น การขยายสาขาในห้างสรรพสินค้า และการใช้แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ จึงไม่จำเป็นแล้วในขณะนี้ แต่เขาจะใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์
สูงสุด เพราะลูกค้าคนไทยยังต้องการสัมผัสสินค้าจริงๆ ช่องทางขายในห้างจึงยังคงไว้ ซึ่งจะถือเป็นข้อได้เปรียบกว่าสินค้าออนไลน์อื่นๆ ที่ไม่มีหน้าร้านให้ลูกค้าได้ไปเลือกดูสินค้าจริงก่อน

แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ เรื่องของคุณภาพ ที่เขายังให้ความสำคัญอย่างมาก แม้อนาคตระบบออโตเมชันจะเข้ามามีส่วนในการผลิต แต่แรงงานฝีมือยังต้องคงอยู่ เพื่อรักษาระดับคุณภาพของสินค้า วัสดุมีการอิมพอร์ต 80-90% มีอินโนเวชัน และการสร้างความต่างจากสินค้าทั่วไป... เป้าหมายของเราคือความเสถียรของงาน พนักงานมีความสุข ผมอยู่ได้ ถ้าผมมีโปรดักต์มีคุณภาพและขายได้ พนักงานอยู่ได้ เมื่อเขามีรายได้ที่ดี

นี่คือมุมมองการทำธุรกิจของคนรุ่นใหม่ ที่ปรับตัวสอดรับกับเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงทันพฤติกรรมผู้บริโภค

หน้า 26-27 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 24-26 พฤษภาคม 2561

 

e-book-1-503x62-7