
ฮึ่ม! ส่งออกเกษตร-อาหารไทย หลังปี 58 อียูตรวจพบมีปัญหา 70รายการ/วงการรวมพลังแก้
วงการเตือนส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปตลาดอียูต้องคุมเข้ามาตรฐานสูงสุด หวั่นกระทบส่งออก หลังปี 58 อียูแจ้งเตือนพบสินค้าไทยมีปัญหา 70 รายการ สินค้าปศุสัตว์มากสุด ขณะจีนนำโด่งมีปัญหามากสุด 372 รายการ ผู้ส่งออกลั่นปี 59 ทุกฝ่ายต้องมาตรฐานสูงสุด 100%
รายงานจากสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป(อียู) เผยโดยระบุได้รับรายงานจากการแจ้งเตือนภัยด้านอาหาร(RASFF)ของอียู ว่า ในปี 2558 มีสถิติการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่มีปัญหา และถูกอียูแจ้งเตือนมากเป็นอันดับที่ 14 หรือรวม 70 รายการ (ลดลงจากปี 2557 ที่มี 90 รายการ) ขณะที่ในภาพรวมจากรายงานของ RASFF ของอียูระบุในปี 2558 ได้ตรวจพบสินค้าเกษตรและอาหารที่มีปัญหาจากทุกประเทศรวม 2.990 พันรายการ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มาจากประเทศจีน 372 รายการ ตุรกี 274 รายการ และอินเดีย 271 รายการ
สำหรับสินค้าไทยที่ถูกอียูตรวจพบและแจ้งเตือน พบที่มีปัญหาส่วนใหญ่ได้แก่ สินค้าปศุสัตว์ 29 รายการ รองลงมาเป็นพืช ผัก ผลไม้ 27 รายการ และสินค้าสัตว์น้ำ 10 รายการ อาหารแปรรูปและวัสดุที่ใช้สัมผัสอาหารอีก 3 รายการ(ดูตารางประกอบ) ทั้งหมดนี้แบ่งเป็นสินค้าที่ได้มีการวางขายในท้องตลาดแล้ว 9 รายการ ยังไม่ได้วางขาย 28 รายการ และสินค้าที่ยังไม่ได้วางขายในตลาดอีก 33 รายการ โดยประเทศสมาชิกอียูที่แจ้งพบสินค้าที่มีปัญหาจากไทยมากที่สุดคือเนเธอร์แลนด์ 24 รายการ รองลงมาคือสหราชอาณาจักร 10 รายการ เยอรมนี 7 รายการ เดนมาร์ก 5 รายการ และฟินแลนด์ 4 รายการ
โดยในรายละเอียดปัญหาสินค้าไทยที่ทางอียูตรวจพบ จำนวน 22 รายการเป็นปัญหาสารตกค้างประเภทต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาสารตกค้างจากสารเคมี และสารตกค้างจากสารปราบศัตรูพืช สารพิษจากเชื้อรา สารโลหะหนัก สารปรุงแต่งอาหารที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือมีปริมาณสูงเกินกำหนด ตามลำดับ ต่อมาเป็นปัญหาจากการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ หรือสิ่งสกปรกต่างๆ รวม 39 รายการ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาจากเชื้อ Salmonella มากที่สุด โดยเฉพาะการตรวจพบ Salmonella ในเนื้อไก่แช่เย็น แช่แข็ง ที่เหลือเป็นปัญหาจากเชื้อจุลินทรีย์อื่นๆ และอาหารเน่าเสีย นอกจากนี้เป็นปัญหาจากการควบคุมมาตรฐานสุขอนามันอื่น ๆ รวม 9 รายการ
ขณะเดียวกันมีรายงานการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยไปอียูช่วง 11 เดือนแรกของปี 2558 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 3.168 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ลดลง 490 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ -13.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) โดยสินค้าเกษตรและอาหารที่ไทยส่งออกไปอียูมากสุด 3 อันดับแรกได้แก่ ไก่แปรรูป 712.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ลดลง 65.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) , ยางพารา 322.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ลดลง 57.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และข้าว 188.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ลดลง 11.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรที่ไทยส่งออกไปอียูมากสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋อง/แปรรูป 319.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ลดลง 94.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ), ผลไม้กระป๋อง/แปรรูป 308.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(เพิ่มขึ้น 5.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และอาหารสัตว์เลี้ยง 164.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เพิ่มขึ้น 6.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)
นางฉวีวรรณ คำพา ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือฉวีวรรณ หนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าไก่รายใหญ่ไปตลาดอียูกล่าวว่า สาเหตุที่มูลค่าการส่งออกสินค้าไก่ของไทยไปอียูลดลง มีปัจจัยสำคัญจากเศรษฐกิจอียูที่ยังไม่ค่อยดี และมีสินค้าจากหลายประเทศเข้าไปแข่งขันในราคาถูก เช่น บราซิล รวมถึงประเทศในยุโรปตะวันออก ขณะที่ปัญหาตรวจพบการปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์ หรือสิ่งสกปรกต่างๆ ของสินค้าไก่ไทยในอียูเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทั้งในขั้นตอนอาหารสัตว์ เครื่องปรับอากาศในโรงเรือน พื้นผนัง หยากไย่ รวมถึงในดินในน้ำที่ใช้ในการผลิต ซึ่งแม้ทุกฝ่ายของไทยไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยง โรงงานแปรรูปจะตรวจสอบโดยความเข้มงวดก็อาจมีการเล็ดลอดได้
"ล่าสุดเราได้มีการหารือกันในกลุ่มผู้ประกอบการว่าปี 2559 จะต้องคุมเข้มไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้นกับสินค้าส่งออก 100% เพราะไม่เช่นนั้นอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และกระทบกับการส่งออกในภาพรวมได้"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,125 วันที่ 24 - 27 มกราคม พ.ศ. 2559
รายงานจากสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป(อียู) เผยโดยระบุได้รับรายงานจากการแจ้งเตือนภัยด้านอาหาร(RASFF)ของอียู ว่า ในปี 2558 มีสถิติการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่มีปัญหา และถูกอียูแจ้งเตือนมากเป็นอันดับที่ 14 หรือรวม 70 รายการ (ลดลงจากปี 2557 ที่มี 90 รายการ) ขณะที่ในภาพรวมจากรายงานของ RASFF ของอียูระบุในปี 2558 ได้ตรวจพบสินค้าเกษตรและอาหารที่มีปัญหาจากทุกประเทศรวม 2.990 พันรายการ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มาจากประเทศจีน 372 รายการ ตุรกี 274 รายการ และอินเดีย 271 รายการ
สำหรับสินค้าไทยที่ถูกอียูตรวจพบและแจ้งเตือน พบที่มีปัญหาส่วนใหญ่ได้แก่ สินค้าปศุสัตว์ 29 รายการ รองลงมาเป็นพืช ผัก ผลไม้ 27 รายการ และสินค้าสัตว์น้ำ 10 รายการ อาหารแปรรูปและวัสดุที่ใช้สัมผัสอาหารอีก 3 รายการ(ดูตารางประกอบ) ทั้งหมดนี้แบ่งเป็นสินค้าที่ได้มีการวางขายในท้องตลาดแล้ว 9 รายการ ยังไม่ได้วางขาย 28 รายการ และสินค้าที่ยังไม่ได้วางขายในตลาดอีก 33 รายการ โดยประเทศสมาชิกอียูที่แจ้งพบสินค้าที่มีปัญหาจากไทยมากที่สุดคือเนเธอร์แลนด์ 24 รายการ รองลงมาคือสหราชอาณาจักร 10 รายการ เยอรมนี 7 รายการ เดนมาร์ก 5 รายการ และฟินแลนด์ 4 รายการ
โดยในรายละเอียดปัญหาสินค้าไทยที่ทางอียูตรวจพบ จำนวน 22 รายการเป็นปัญหาสารตกค้างประเภทต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาสารตกค้างจากสารเคมี และสารตกค้างจากสารปราบศัตรูพืช สารพิษจากเชื้อรา สารโลหะหนัก สารปรุงแต่งอาหารที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือมีปริมาณสูงเกินกำหนด ตามลำดับ ต่อมาเป็นปัญหาจากการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ หรือสิ่งสกปรกต่างๆ รวม 39 รายการ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาจากเชื้อ Salmonella มากที่สุด โดยเฉพาะการตรวจพบ Salmonella ในเนื้อไก่แช่เย็น แช่แข็ง ที่เหลือเป็นปัญหาจากเชื้อจุลินทรีย์อื่นๆ และอาหารเน่าเสีย นอกจากนี้เป็นปัญหาจากการควบคุมมาตรฐานสุขอนามันอื่น ๆ รวม 9 รายการ
ขณะเดียวกันมีรายงานการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยไปอียูช่วง 11 เดือนแรกของปี 2558 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 3.168 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ลดลง 490 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ -13.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) โดยสินค้าเกษตรและอาหารที่ไทยส่งออกไปอียูมากสุด 3 อันดับแรกได้แก่ ไก่แปรรูป 712.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ลดลง 65.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) , ยางพารา 322.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ลดลง 57.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และข้าว 188.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ลดลง 11.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรที่ไทยส่งออกไปอียูมากสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋อง/แปรรูป 319.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ลดลง 94.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ), ผลไม้กระป๋อง/แปรรูป 308.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(เพิ่มขึ้น 5.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และอาหารสัตว์เลี้ยง 164.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เพิ่มขึ้น 6.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)
นางฉวีวรรณ คำพา ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือฉวีวรรณ หนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าไก่รายใหญ่ไปตลาดอียูกล่าวว่า สาเหตุที่มูลค่าการส่งออกสินค้าไก่ของไทยไปอียูลดลง มีปัจจัยสำคัญจากเศรษฐกิจอียูที่ยังไม่ค่อยดี และมีสินค้าจากหลายประเทศเข้าไปแข่งขันในราคาถูก เช่น บราซิล รวมถึงประเทศในยุโรปตะวันออก ขณะที่ปัญหาตรวจพบการปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์ หรือสิ่งสกปรกต่างๆ ของสินค้าไก่ไทยในอียูเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทั้งในขั้นตอนอาหารสัตว์ เครื่องปรับอากาศในโรงเรือน พื้นผนัง หยากไย่ รวมถึงในดินในน้ำที่ใช้ในการผลิต ซึ่งแม้ทุกฝ่ายของไทยไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยง โรงงานแปรรูปจะตรวจสอบโดยความเข้มงวดก็อาจมีการเล็ดลอดได้
"ล่าสุดเราได้มีการหารือกันในกลุ่มผู้ประกอบการว่าปี 2559 จะต้องคุมเข้มไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้นกับสินค้าส่งออก 100% เพราะไม่เช่นนั้นอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และกระทบกับการส่งออกในภาพรวมได้"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,125 วันที่ 24 - 27 มกราคม พ.ศ. 2559






