
บลจ.ส่องทิศ เปิดกลยุทธ์ลงทุน ‘วรรณ’แบ่งครึ่งพอร์ตหุ้นไทย-เทศ
เดือนมกราคมของทุกปี เป็นฤดูกาลที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในประเทศ หรือบลจ.ซึ่งเป็นนักลงทุนสถาบัน ทยอยกันมองทิศทางการลงทุนปี 2559 หรือปีวอก รวมถึงการกำหนดพอร์ตการลงทุนของเม็ดเงินภายใต้การบริหาร ซึ่ง"ฐานเศรษฐกิจ"ได้รวบรวมมานำเสนอดังต่อไปนี้
เริ่มที่ "ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม(บลจ.) วรรณ จำกัด กล่าวว่า บลจ.วรรณ มองเป้าดัชนีหุ้นไทยปี 2559 เคลื่อนไหวในกรอบ 1,300-1,500 จุด โดยหุ้นกลุ่มที่ให้น้ำหนักได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มขนส่ง กลุ่มการบริโภค และกลุ่มโรงพยาบาล ส่วนกลุ่มที่ควรลดน้ำหนักการลงทุนได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มก่อสร้าง และกลุ่มไอซีที
สำหรับพอร์ตการจัดพอร์ตการลงทุนในปีนี้แบ่งเป็นการลงทุนในประเทศ 50% ได้แก่กองทุนหุ้นไทย 20% กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือ รีสท์อีก 20% กองทุนตราสารหนี้ 10% และการลงทุนในต่างประเทศอีก 50% ได้ แก่ การลงทุนในกองทุนหุ้นยุโรป กองทุนหุ้นญี่ปุ่น ประมาณ 25% อีก 15% ลงทุนในกองอสังหาฯ ต่างประเทศอีก 15% และอีก 10% ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว
มาที่บลจ.เมย์แบงก์ ฯ "สุทิน แซ่โง้ว" ผู้จัดการกองทุน ด้านตราสารทุน กล่าวว่า สำหรับปี 2559 นั้น บลจ. เมย์แบงก์ ฯ มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้น หากภาครัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ตามแผนงานได้ โดยมองการใช้จ่ายในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ภาคเอกชนมีความมั่นใจที่จะบริโภคและลงทุน ขณะที่นโยบายระยะสั้นเชื่อว่าจะมีทยอยออกมาตรการมาเพิ่มเติมจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้สะดุด
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยก็ยังมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจหลายด้านที่ไม่อาจมองข้ามได้ เช่น หนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รายได้ภาคเกษตรที่ยังอยู่ในระดับต่ำหรือปัจจัยภายนอกอย่างเศรษฐกิจจีนโดยหากเกิดการถดถอยรุนแรง ก็ย่อมจะส่งผลต่อการส่งออกของไทยรวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อาจชะลอตัวลง ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย
บลจ.เมย์แบงก์ฯ คาดว่าปี 2559 ตลาดหุ้นไทยน่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกให้กับผู้ลงทุนได้ โดยคาดการณ์ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ที่ 1,400-1,450 จุด อ้างอิงระดับพี/อี เรโช ประมาณ 14 เท่า ภายใต้สมมติฐานข้างต้น
กลุ่มอุตสาหกรรมที่บลจ.เมย์แบงก์ฯ คาดว่าจะมีผลการดำเนินงานที่ดี ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กลุ่มการแพทย์และกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ขนส่งและโลจิสติกส์ โดยความเสี่ยงที่สำคัญของตลาดหุ้นไทยคือเศรษฐกิจจีนมีการชะลอตัวรุนแรง ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวลงอีก หรือ สหรัฐขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด จะส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีโอกาสปรับลงต่ำกว่า 1,200 จุดได้
สำหรับ บลจ. เมย์แบงก์ ฯมีแนวทางในการบริหารกองทุนหุ้นไทย โดยเน้นลงทุนในหุ้นเป็นรายตัว ศึกษาบริษัทจดทะเบียนในเชิงลึกเพื่อเข้าใจโมเดลในการทำธุรกิจและประเมินโอกาสการเติบโตในอนาคต โดยเชื่อว่าบริษัทที่มีความสามารถสร้างกำไรให้เติบโตได้อย่างสม่ำเสมอ และราคาเหมาะสมกับอัตราการเติบโตดังกล่าว จะสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีให้กับผู้ลงทุนในระยะยาวได้
ส่วนบลจ.กรุงศรี "สุภาพร ลีนะบรรจง" รักษาการประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน มองว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้จะยังคงผันผวนระยะสั้น แต่ระยะยาวยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในตราสารทุนที่ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากอัราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในประเทศยังมีแนวโน้มการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ากำไรของบจ.ในปี 2559 จะเติบโตได้ราว 10% ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้อยู่ที่ระดับ 1,432 จุด
" แนวทางการบริหารกองทุนของ บลจ.กรุงศรี ยังคงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้นรายตัว " สุภาพร กล่าวและว่า
ทั้งนี้ บลจ.กรุงศรี แนะนำลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐฯ และการท่องเที่ยว แต่ควรลดการถือครองหุ้นในกลุ่มน้ำมัน โดยมองว่าภาวะเศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้อยู่ในระดับปานกลาง คาดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) ปีนี้จะเติบโตระดับ 3.2% ปัจจัยหลักที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตมาจากการท่องเที่ยว การใช้จ่าย และการลงทุนของภาครัฐ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐและการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีขึ้นจากมาตรการภาครัฐที่มีความชัดเจนมากขึ้น การใช้งบประมาณกลาง และการเบิกจ่ายที่คาดว่าจะเร่งตัวในสัดส่วนที่สูงขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,124 วันที่ 21 - 23 มกราคม พ.ศ. 2559
เริ่มที่ "ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม(บลจ.) วรรณ จำกัด กล่าวว่า บลจ.วรรณ มองเป้าดัชนีหุ้นไทยปี 2559 เคลื่อนไหวในกรอบ 1,300-1,500 จุด โดยหุ้นกลุ่มที่ให้น้ำหนักได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มขนส่ง กลุ่มการบริโภค และกลุ่มโรงพยาบาล ส่วนกลุ่มที่ควรลดน้ำหนักการลงทุนได้แก่ กลุ่มพลังงาน กลุ่มก่อสร้าง และกลุ่มไอซีที
สำหรับพอร์ตการจัดพอร์ตการลงทุนในปีนี้แบ่งเป็นการลงทุนในประเทศ 50% ได้แก่กองทุนหุ้นไทย 20% กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือ รีสท์อีก 20% กองทุนตราสารหนี้ 10% และการลงทุนในต่างประเทศอีก 50% ได้ แก่ การลงทุนในกองทุนหุ้นยุโรป กองทุนหุ้นญี่ปุ่น ประมาณ 25% อีก 15% ลงทุนในกองอสังหาฯ ต่างประเทศอีก 15% และอีก 10% ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว
มาที่บลจ.เมย์แบงก์ ฯ "สุทิน แซ่โง้ว" ผู้จัดการกองทุน ด้านตราสารทุน กล่าวว่า สำหรับปี 2559 นั้น บลจ. เมย์แบงก์ ฯ มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้น หากภาครัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ตามแผนงานได้ โดยมองการใช้จ่ายในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ภาคเอกชนมีความมั่นใจที่จะบริโภคและลงทุน ขณะที่นโยบายระยะสั้นเชื่อว่าจะมีทยอยออกมาตรการมาเพิ่มเติมจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้สะดุด
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยก็ยังมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจหลายด้านที่ไม่อาจมองข้ามได้ เช่น หนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รายได้ภาคเกษตรที่ยังอยู่ในระดับต่ำหรือปัจจัยภายนอกอย่างเศรษฐกิจจีนโดยหากเกิดการถดถอยรุนแรง ก็ย่อมจะส่งผลต่อการส่งออกของไทยรวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อาจชะลอตัวลง ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย
บลจ.เมย์แบงก์ฯ คาดว่าปี 2559 ตลาดหุ้นไทยน่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกให้กับผู้ลงทุนได้ โดยคาดการณ์ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ที่ 1,400-1,450 จุด อ้างอิงระดับพี/อี เรโช ประมาณ 14 เท่า ภายใต้สมมติฐานข้างต้น
กลุ่มอุตสาหกรรมที่บลจ.เมย์แบงก์ฯ คาดว่าจะมีผลการดำเนินงานที่ดี ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กลุ่มการแพทย์และกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ขนส่งและโลจิสติกส์ โดยความเสี่ยงที่สำคัญของตลาดหุ้นไทยคือเศรษฐกิจจีนมีการชะลอตัวรุนแรง ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวลงอีก หรือ สหรัฐขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด จะส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีโอกาสปรับลงต่ำกว่า 1,200 จุดได้
สำหรับ บลจ. เมย์แบงก์ ฯมีแนวทางในการบริหารกองทุนหุ้นไทย โดยเน้นลงทุนในหุ้นเป็นรายตัว ศึกษาบริษัทจดทะเบียนในเชิงลึกเพื่อเข้าใจโมเดลในการทำธุรกิจและประเมินโอกาสการเติบโตในอนาคต โดยเชื่อว่าบริษัทที่มีความสามารถสร้างกำไรให้เติบโตได้อย่างสม่ำเสมอ และราคาเหมาะสมกับอัตราการเติบโตดังกล่าว จะสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีให้กับผู้ลงทุนในระยะยาวได้
ส่วนบลจ.กรุงศรี "สุภาพร ลีนะบรรจง" รักษาการประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน มองว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้จะยังคงผันผวนระยะสั้น แต่ระยะยาวยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในตราสารทุนที่ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากอัราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในประเทศยังมีแนวโน้มการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ากำไรของบจ.ในปี 2559 จะเติบโตได้ราว 10% ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้อยู่ที่ระดับ 1,432 จุด
" แนวทางการบริหารกองทุนของ บลจ.กรุงศรี ยังคงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้นรายตัว " สุภาพร กล่าวและว่า
ทั้งนี้ บลจ.กรุงศรี แนะนำลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐฯ และการท่องเที่ยว แต่ควรลดการถือครองหุ้นในกลุ่มน้ำมัน โดยมองว่าภาวะเศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้อยู่ในระดับปานกลาง คาดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) ปีนี้จะเติบโตระดับ 3.2% ปัจจัยหลักที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตมาจากการท่องเที่ยว การใช้จ่าย และการลงทุนของภาครัฐ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐและการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีขึ้นจากมาตรการภาครัฐที่มีความชัดเจนมากขึ้น การใช้งบประมาณกลาง และการเบิกจ่ายที่คาดว่าจะเร่งตัวในสัดส่วนที่สูงขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,124 วันที่ 21 - 23 มกราคม พ.ศ. 2559






