thansettakij
thansettakij
สปอร์ตแฟชั่นแข่งดุแบรนด์ดังหั่นราคา-ส่งคอลเลกชันใหม่ชิงแชร์แสนล้าน

สปอร์ตแฟชั่นแข่งดุแบรนด์ดังหั่นราคา-ส่งคอลเลกชันใหม่ชิงแชร์แสนล้าน

01 เม.ย. 61 | 14:00 น.
อัปเดตล่าสุด :01 เม.ย. 61 | 21:03 น.
ตลาดสปอร์ตแฟชั่นเมืองไทยกว่าแสนล้านบาทระอุ แบรนด์ดังเปิดเกมแลก “อันเดอร์อาร์เมอร์” หั่นราคา 5-15% ดูดลูกค้าพร้อมคลอดสินค้าดีไซน์แฟชั่น ด้าน “วอริกซ์” ส่งเซ็กเมนต์ใหม่แคชวล สปอร์ตทั้งเสื้อโปโล กระเป๋า รองเท้า ฯลฯ ทำตลาดพร้อมเดินหน้าบุกประเทศเพื่อนบ้านทั้งมาเลเซีย และสปป.ลาว

จากข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยเมื่อ 3 ปีก่อน ที่ระบุว่าตลาดชุดกีฬาเมืองไทยมีมูลค่ากว่า 1.2 หมื่นล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะทะยานสู่ 1.5 หมื่นล้านบาทในปี 2563 แต่ทว่าตัวเลขกลับทะยานไปกว่า 1 แสนล้านบาทแล้วในปี 2560 สวนกระแสเศรษฐกิจที่อึมครึม โดยปัจจัยสำคัญมาจากการที่แบรนด์ยักษ์ระดับโลกอย่าง Nike และ Adidas หันมาแตกไลน์สินค้าในกลุ่มสปอร์ตแฟชั่น นอกเหนือจากกลุ่มสนีกเกอร์ที่ทั้ง 2 แบรนด์ยึดหัวหาดอยู่ ส่งผลให้เหล่าสาวกที่เคยคลั่งไคล้สนีกเกอร์หันมาสนใจแฟชั่นสปอร์ตจนกลายเป็นเทรนด์ฮิตในไทยตามไปด้วย

เริ่มเปิดเกมชิงเค้กตั้งแต่ต้นปีกับ “อันเดอร์อาร์เมอร์” (Under Armour) สปอร์ตแวร์ชื่อดังสัญชาติอเมริกัน ที่ประกาศบุกตลาดสปอร์ตแฟชั่นไทยด้วยการดัมพ์ราคาลง 5-15% จากปกติที่ราคาสินค้าของ Under Armour ในประเทศไทยจะสูงกว่าที่สิงคโปร์ราว 15% ส่งผลให้ช่องว่างของราคาสินค้าระหว่างไทยและสิงคโปร์ลดลง อีกทั้งยังรองรับเทรนด์สปอร์ตแฟชั่นที่กำลังมาแรง ด้วยการเปิดตัวคอลเลกชัน Sport Lifestyle ดีไซน์แฟชั่นมากขึ้นในทุกๆ กลุ่ม ที่ไม่ใช่ใส่สำหรับการเล่นกีฬาอย่างเดียว แต่สามารถใส่ในชีวิตประจำวันได้

mp36-3352-1 “ราคาสินค้าทั่วไปที่ปรับลดลงเฉลี่ย 5-15% ส่วนรองเท้าปรับลด 10% เพื่อทำให้ช่องว่างของราคาต่างกันน้อยที่สุด เช่น ถ้าสินค้าตัวไหนมีราคาสูงเกินไปก็หาวิธีปรับลดลง แต่ถ้าสินค้าตัวไหนราคาตํ่ากว่า ก็เน้นเพิ่มจำนวนการขายแทน” นางสาวปริศนา ศิริสมถะ ผู้จัดการทั่วไป ยูเอ สปอร์ต ไทยแลนด์ ผู้บริหารแบรนด์อันเดอร์อาร์เมอร์ในไทย กล่าว

ขณะที่นายวิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแบรนด์กีฬาสัญชาติไทย 
“วอริกซ์” เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันการแข่งขันในตลาดสปอร์ตแฟชั่นเมืองไทยถือว่ารุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้มองว่าเป็นผลจากการที่แบรนด์ระดับโลกเริ่มหันมาเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ เพื่อแข่งขันมากขึ้น ทำให้บริษัทต้องเริ่มแตกไลน์สินค้าในกลุ่มสปอร์ตแฟชั่น หรือที่เรียกว่าแคชวล สปอร์ตมากขึ้นในกลุ่มสินค้าสำหรับเดินทาง อาทิ รองเท้า เสื้อโปโล แจ๊กเกต กางเกงวอร์ม เป็นต้น

แนวทางการสร้างแบรนด์ในกลุ่มแคชวลสปอร์ตจะเน้นไปที่คุณภาพ ราคาสามารถจับต้องได้ และใช้นักกีฬาชาวไทยที่คนไทยรู้จักดีเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อให้เข้าถึงแบรนด์และสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ได้ดี โดยบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้กลุ่มแคชวล สปอร์ตทำรายได้ในสัดส่วน 25% หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของรายได้รวมภายในปีนี้

“แน่นอนว่าเราเน้นจุดเด่นความเป็นสินค้ามีคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์ระดับโลก มีสัญชาติไทยที่ราคาสามารถจับต้องได้ โดยสินค้าของบริษัทแจ๊กเกตมีราคาหลัก 1,000 บาทต้นๆ ขณะที่แบรนด์อินเตอร์มีราคากว่า 2,000 บาท กลุ่มรองเท้ามีระดับราคากว่าพันบาท ขณะที่แบรนด์อินเตอร์กว่า 3,000 บาท เสื้อโปโล 500 บาท แบรนด์อินเตอร์กว่า 1,000 บาท”

ขณะที่กลุ่มสินค้าสปอร์ตทั่วไปได้มีการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่บริษัทได้รับสิทธิ์ออกแบบ ผลิต และจัดจำหน่ายชุดแข่ง รวมทั้งชุดแต่งกายให้กับนักฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในการลงสู้ศึกฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก 2018 และในส่วนของทีมชาติไทย “Changseuk The Genesis” ที่เพิ่งเปิดตัวไปล่าสุดอีกด้วย

บาร์ไลน์ฐาน สำหรับตลาดต่างประเทศบริษัทก็มีแผนสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง ผ่านพันธมิตรทางการค้าในรูปแบบต่างๆ ทั้งมาเลเซีย,
สปป.ลาว และญี่ปุ่น โดยในประเทศมาเลเซียจะเข้าทำตลาดผ่านสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งอย่างกีฬาฟุตบอล เนื่องจากมองว่ากีฬาฟุตบอลได้รับความนิยมสูง อีกทั้งมาเลเซียยังมีขนาดตลาดใหญ่ทำให้มองว่ามีศักยภาพทางการเติบโตอีกมาก ส่วนในสปป.ลาว บริษัทได้แต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเมื่อมีนาคมที่ผ่านมา และจะใช้การสนับสนุนสโมสรฟุตบอลในประเทศลาวอย่าง “ลาวโตโยต้า” โดยจะเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ขณะที่ในประเทศญี่ปุ่นเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของการเข้าไปทำตลาดเท่านั้น คงต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาตลาดให้ดีเสียก่อน เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นตลาดที่ค่อนข้างมีการแข่งขันสูงและยากต่อการสร้างแบรนด์ในระยะยาว

อย่างไรก็ตามบริษัทวางเป้าหมายการเติบโตในสิ้นปีนี้ไว้ที่ 10% หรือคิดเป็นรายได้มากกว่า 600 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาที่มีการเติบโตกว่า 311% หรือมีรายได้ 564 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2559 ที่มีรายได้ 181 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตที่สูงเป็นผลจากการที่ทางแบรนด์ให้ความสนใจและเข้ารุกตลาดเมืองไทยมากขึ้นในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์ผ่านการเป็นสปอนเซอร์ชุดแข่งขันให้กับทีมชาติไทย

ไม่เพียงแค่ 2 แบรนด์ข้างต้นแต่ทว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอีกหนึ่งแบรนด์รองเท้ากีฬาสุดฮิต “นิวบาลานซ์” ก็ทุ่มทุน 20 ล้านบาท เปิดตัวเรือธงใหม่อย่าง รองเท้านิวบาลานซ์รุ่น 574 คลาสสิก 574 Classic “Legacy of Grey” และช่วงไตรมาส 3 จะมีการเปิดตัวรองเท้า Sneaker รุ่นใหม่อีก 2 รุ่นพร้อมเผยโฉมคอนเซ็ปต์สโตร์ นิวโมเดล ที่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ใช้ทั่วโลกปีนี้ เพื่อรองรับเทรนด์กีฬาที่กำลังมาแรงในไทยขณะนี้ โดยทางแบรนด์วางเป้าหมายยอดขายรวมจะเติบโต 15-20% จากปีที่แล้ว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,352 วันที่ 29 - 31 มีนาคม พ.ศ. 2561
e-book-1-503x62