
แนวรุกGEN 2 ต่อยอด ‘ซีบีเอส ทราเวล เอเชีย’ รุกไอทีซัพพอร์ตธุรกิจท่องเที่ยว
ซีบีเอส ทราเวล เอเชีย ไม่เพียงแต่อยู่ในธุรกิจนำเที่ยวอินบาวด์มายาวนาน และยังคงรักษาความเป็นบริษัททัวร์อินบาวด์ชั้นนำของไทยได้อยู่เท่านั้น แต่ปัจจุบันยังได้ต่อยอดการดำเนินธุรกิจ ภายใต้แรงขับเคลื่อนของทายาทยุคเจเนอเรชัน 2 ที่นำระบบไอที เข้ามาขยายโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ ในแวดวงท่องเที่ยวอีกด้วย อ่านได้จากสัมภาษณ์ นายศิวจักร อุสมาน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทซีบีเอส ทราเวล เอเชีย จำกัด
[caption id="attachment_26858" align="aligncenter" width="500"]
เครือข่ายธุรกิจในเครือบริษัทซีบีเอส ทราเวล เอเชีย จำกัด[/caption]
บีทูบีออนไลน์รายได้แซงซีบีเอส
คุณศิวจักร เปิดใจว่า ด้วยความที่คุณพ่อ (ชลาดล อุสมาน) อยู่ในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวมารวมกว่า 30 ปี รวมถึงก่อตั้งบริษัทซีบีเอส ทราเวล เอเชีย จำกัด มาตั้งแต่ปี 2542 ทำให้เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงการท่องเที่ยว ดังนั้นการต่อยอดการลงทุนใหม่ๆที่เกิดขึ้น จึงมีฐานลูกค้าที่ได้รับการสนับสนุนอย่างดีในแวดวงท่องเที่ยว ซึ่งเขามองว่า การดำเนินธุรกิจใหม่ๆในเครือข่ายของซีบีเอส จะเน้นการพัฒนาโปรดักต์หรือการให้บริการ ที่เกี่ยวกับเรื่องไอที เพื่อช่วยตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการท่องเที่ยวเป็นหลัก นั่นก็คือ การขยายการดำเนินธุรกิจในรูปแบบของธุรกิจกับธุรกิจหรือบีทูบี ออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น www.HotelClub88.com ที่เปิดมาเมื่อหลายปีก่อน และล่าสุดคือ การเปิดบริษัทซีเอส คอนเนค จำกัด (CS Konnect) เพื่อขายบริการเทคโนโลยีระบบ Channel Manager และ Hex system เพื่อเพิ่มรายได้จากการขายและตลาดให้ธุรกิจโรงแรม
เขาเล่าต่อว่า จริงอยู่ที่ ซีบีเอส ทราเวล ซึ่งเป็นธุรกิจทัวร์อินบาวด์(นำนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทย)ที่ผ่านมา จะยังคงเติบโตไปตามการท่องเที่ยวของไทย ปัจจุบันมีลูกค้า ราว 250 คนต่อวัน โดยคุณพ่อจะเป็นคนหาลูกค้าหรือนักท่องเที่ยว เพราะมีประสบการณ์มาก ลูกค้าส่วนใหญ่จะมาจากจีน อาเซียน และอีกหลายประเทศ แต่เขาก็มองเห็นถึงโอกาสในการขยายธุรกิจที่เกี่ยวกับเรื่องของไอที ทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซีบีเอส จึงได้สร้างโปรดักต์ HotelClub88.com ขึ้นมา โดยเป็นตัวแทนจำหน่ายท่องเที่ยวออนไลน์สำหรับภาคธุรกิจกับธุรกิจ(บีทูบี) ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมเฉพาะในไทยมากถึง 3,500 แห่งที่อยู่ในระบบ ให้เอเยนต์ทัวร์ต่างๆทั่วโลกสามารถเลือกใช้บริการได้
ในแง่ของรายได้ ปัจจุบันซีบีเอส มีสัดส่วนของรายได้อยู่ที่ 40% อีก 60% มาจากธุรกิจ HotelClub88.com และเขามั่นใจว่าในอีก 5 ปีนี้รายได้จากธุรกิจบีทูบี ออนไลน์ อย่าง HotelClub88.com จะเพิ่มขึ้นมาเป็น 70% ซึ่งสัดส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้น เป็นเพราะตลาดขยายได้ใหญ่ขึ้น ขณะที่ในส่วนของธุรกิจนำเที่ยว ที่เป็นธุรกิจดั้งเดิมของเรา ก็ไม่มีวันตาย ตราบใดที่การท่องเที่ยวของไทยยังเติบโต และซีบีเอส ยังรักษาคุณภาพในการดำเนินธุรกิจเช่นนี้ต่อไป
"แง่คิดในการขยายธุรกิจของเรา ไม่เคยมองว่าจะทำทัวร์เอาต์บาวด์ (นำคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ) เพราะส่วนใหญ่ขายทัวร์กันราคาต่ำ โอกาสมีกำไรก็ไม่มาก และเราไม่เคยมองการทำท่องเที่ยวออนไลน์แบบธุรกิจกับผู้บริโภคหรือ(บีทูซี) เพราะไม่ต้องการไปแข่งขันหรือแย่งลูกค้ากับพันธมิตรธุรกิจในแวดวงนี้ ดังนั้นการทำบีทูบี ออนไลน์ จะสามารถทำธุรกิจที่เติบโตได้ดี"
ผนึกบังกะลอร์เปิดธุรกิจเจาะรร.
สำหรับธุรกิจใหม่ คือ บริษัทซีเอส คอนเนค จำกัด ที่เพิ่งจะเริ่มดำเนินการไม่กี่เดือนมานี้ บริษัทนี้ทาง ซีบีเอส ทราเวล ได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตรชาวเมืองบังกะลอร์ อย่าง Axisrooms.com ในสัดส่วน 50:50 ซึ่งเขามีความเชี่ยวชาญเรื่องของไอทีและคิดค้นระบบเรื่องของ Hotel Channel Manager และ Hex System เพิ่มยอดรายได้ให้กับผู้ประกอบการโรงแรมอยู่แล้ว ดังนั้นการร่วมมือกัน ก็จะเป็นการขยายฐานลูกค้าในไทยได้ ซึ่งกลุ่มลูกค้าจะเน้นเสนอขายบริการนี้ สำหรับธุรกิจโรงแรม ที่ไม่ได้บริหารโดยเชนโรงแรมจากต่างประเทศ โรงแรมระดับกลางๆ และโรงแรมขนาดเล็กในไทย เพราะตัวระบบนี้จะมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้านการตลาดและการขายให้แก่ธุรกิจโรงแรม
ทั้งนี้ระบบที่ซีเอส คอนเนค จะนำมาเปิดตลาดเจาะกลุ่มธุรกิจโรงแรมในไทย จะมี 5 ระบบ ได้แก่ 1. Channel Manager ซึ่งระบบจะสามารถแนะนำราคาขายของโรงแรมที่เหมาะสม เปรียบเทียบกับโรงแรมในทำเลเดียวกัน และระบบจะทำการเปิดปิดเปลี่ยนแปลงราคาที่โรงแรมสมควรเสนอขายไปยังทราเวล เอเยนต์ ออนไลน์หรือOTA 2. ระบบเรเวนิว แมเนจเมนต์ ทำหน้าที่ซัพพอร์ต เรื่องออนไลน์ 3.ระบบอี-ไพรเวต คอนแทร็ก สนับสนุนงานด้านออฟไลน์ ของโรงแรม 4. ระบบบุ๊กกิ้ง เอนจิน การเชื่อมต่อระบบบุ๊กกิ้งของหน้าเว็บไซต์ และ 5. ซีอาร์เอส ซีสเต็มส์ เซ็นทรัล เป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบหลังบ้านของโรงแรม ดังนั้นทั้ง 5 ระบบ จึงถือว่าเป็นการนำเสนอระบบที่ครบวงจร ทั้งงานที่เป็นเรื่องของการส่งเสริมการขายที่เป็นงานหน้าบ้าน ไปจนถึงระบบที่เกี่ยวกับการบริหารงานขายหลังบ้าน
เป้า 2 ปีดึง 200 รร.ใช้ระบบ
ปัจจุบันซีเอส คอนเนค มีลูกค้าใช้บริการกว่า 20 ราย อาทิ โรงแรมวินเซอร์ สวีทส์ บริษัทตั้งเป้าหมายการดำเนินธุรกิจว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของการดำเนินธุรกิจ ตั้งเป้า 50 โรงแรม 1 ปีจากนั้นเป็น 100 โรงแรม ปีที่ 2 เพิ่มอีก 200 โรงแรม โดยการขายระบบต่างๆลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อระบบใดที่จะเหมาะสมกับโรงแรมต่างๆ อย่างระบบ Channel Manager สำหรับโรงแรมขนาด 50-100 ห้อง ซีเอส คอนเนค จะขายบริการอยู่ที่ราว 6 พันบาทต่อเดือน ซึ่งเป็นราคาสมเหตุสมผล และไม่ได้แพงไปกว่าคู่แข่งที่นำระบบนี้มาเปิดตลาดก่อน
"การขายห้องพักผ่านเอเยนต์ออนไลน์หรือOTA ปัจจุบันเป็นช่องทางสำคัญในการเสนอขายห้องพักของธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและเล็ก ซึ่งการพึ่ง OTA ก็ต้องแลกกับค่าคอมมิสชันที่โรงแรมต้องจ่าย และขึ้นอยู่กับเงื่อนไขด้วย อาทิ ถ้านำชื่อโรงแรมไปอยู่บนหน้าเว็บไซต์ของ OTA เหล่านั้น อาจต้องจ่ายในราคาสูงเพิ่มไปอีก แม้ทั่วโลกจะมี OTA กว่า 70 บริษัททั่วโลก แต่กว่า 80% ของรายได้จากการขายจะมาจาก 3 OTA รายใหญ่ ได้แก่ booking.com, Agoda.com และ Expedia.com ดังนั้นการนำเสนอระบบซอฟต์แวร์ของซีเอส คอนเน็ค เข้ามาช่วย ทั้งเรื่องการจัดราคาขายที่เหมาะสมผ่านOTA การเพิ่มรายได้ และช่วยงานระบบขายหลังบ้าน ก็จะทำให้ประสบความสำเร็จในการขายมากขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้านการตลาด เพราะต่อไปโรงแรมไม่ต้องไปเข้าระบบ OTA ทีละเจ้า เพื่อปรับเปลี่ยนราคาขายค่าห้องพัก แต่ซอฟต์แวร์ของซีเอส คอนเนค จะเข้าไปเปลี่ยนราคาขายกระจายไปในทุกOTA ทั่วโลกและเปลี่ยนเป็นภาษาของประเทศนั้นๆ อาทิ Ctrip.com จะมีการเปลี่ยนเป็นภาษาจีนให้ จากระบบที่คีย์เป็นภาษาอังกฤษ"
คุณศิวจักร ยังมั่นใจว่า การนำไอทีมาเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการทำตลาดและการขายของผู้ประกอบการ อาจจะเป็นเรื่องใหม่ เพราะส่วนใหญ่การพัฒนาไอทีของโรงแรม จะมองเพียงการพัฒนาเว็บไซต์ของโรงแรมเอง หรือการนำไอทีไปใช้กับงานด้านการปฏิบัติการ(โอเปอเรชัน) เป็นหลัก อาทิ โมบาย เช็กอิน แต่ต่อไปยิ่งมีการแข่งขันในธุรกิจโรงแรมสูง คู่แข่งมาก การนำเสนอซอฟต์แวร์ที่จะมาช่วยสร้างรายได้ จะยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น และด้วยการที่ทางครอบครัว มีความสัมพันธ์กับโรงแรมต่างๆในไทยที่เป็นคู่ค้ากันมานาน ก็จะทำให้ซีเอส คอนเนค มีโอกาสที่จะนำเสนอโปรดักต์ที่เข้าถึงผู้ประกอบการโรงแรมได้ตรงความต้องการ และแม้ซีเอส คอนเนค จะนำระบบ Channel Manager เข้ามาเปิดตลาดในไทย ช้ากว่าคู่แข่งที่ทำตลาดอยู่ก่อน แต่ซีเอส คอนเนค มีจุดขายที่เราเป็นระบบแรกที่ให้บริการครบวงจร
ทั้งหมดล้วนเป็นทิศทางการต่อยอดธุรกิจของกลุ่มเจเนอเรชัน 2 ที่เกิดขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,123 วันที่ 17 - 20 มกราคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_26858" align="aligncenter" width="500"]
บีทูบีออนไลน์รายได้แซงซีบีเอส
คุณศิวจักร เปิดใจว่า ด้วยความที่คุณพ่อ (ชลาดล อุสมาน) อยู่ในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวมารวมกว่า 30 ปี รวมถึงก่อตั้งบริษัทซีบีเอส ทราเวล เอเชีย จำกัด มาตั้งแต่ปี 2542 ทำให้เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงการท่องเที่ยว ดังนั้นการต่อยอดการลงทุนใหม่ๆที่เกิดขึ้น จึงมีฐานลูกค้าที่ได้รับการสนับสนุนอย่างดีในแวดวงท่องเที่ยว ซึ่งเขามองว่า การดำเนินธุรกิจใหม่ๆในเครือข่ายของซีบีเอส จะเน้นการพัฒนาโปรดักต์หรือการให้บริการ ที่เกี่ยวกับเรื่องไอที เพื่อช่วยตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการท่องเที่ยวเป็นหลัก นั่นก็คือ การขยายการดำเนินธุรกิจในรูปแบบของธุรกิจกับธุรกิจหรือบีทูบี ออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น www.HotelClub88.com ที่เปิดมาเมื่อหลายปีก่อน และล่าสุดคือ การเปิดบริษัทซีเอส คอนเนค จำกัด (CS Konnect) เพื่อขายบริการเทคโนโลยีระบบ Channel Manager และ Hex system เพื่อเพิ่มรายได้จากการขายและตลาดให้ธุรกิจโรงแรม
เขาเล่าต่อว่า จริงอยู่ที่ ซีบีเอส ทราเวล ซึ่งเป็นธุรกิจทัวร์อินบาวด์(นำนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทย)ที่ผ่านมา จะยังคงเติบโตไปตามการท่องเที่ยวของไทย ปัจจุบันมีลูกค้า ราว 250 คนต่อวัน โดยคุณพ่อจะเป็นคนหาลูกค้าหรือนักท่องเที่ยว เพราะมีประสบการณ์มาก ลูกค้าส่วนใหญ่จะมาจากจีน อาเซียน และอีกหลายประเทศ แต่เขาก็มองเห็นถึงโอกาสในการขยายธุรกิจที่เกี่ยวกับเรื่องของไอที ทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซีบีเอส จึงได้สร้างโปรดักต์ HotelClub88.com ขึ้นมา โดยเป็นตัวแทนจำหน่ายท่องเที่ยวออนไลน์สำหรับภาคธุรกิจกับธุรกิจ(บีทูบี) ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมเฉพาะในไทยมากถึง 3,500 แห่งที่อยู่ในระบบ ให้เอเยนต์ทัวร์ต่างๆทั่วโลกสามารถเลือกใช้บริการได้
ในแง่ของรายได้ ปัจจุบันซีบีเอส มีสัดส่วนของรายได้อยู่ที่ 40% อีก 60% มาจากธุรกิจ HotelClub88.com และเขามั่นใจว่าในอีก 5 ปีนี้รายได้จากธุรกิจบีทูบี ออนไลน์ อย่าง HotelClub88.com จะเพิ่มขึ้นมาเป็น 70% ซึ่งสัดส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้น เป็นเพราะตลาดขยายได้ใหญ่ขึ้น ขณะที่ในส่วนของธุรกิจนำเที่ยว ที่เป็นธุรกิจดั้งเดิมของเรา ก็ไม่มีวันตาย ตราบใดที่การท่องเที่ยวของไทยยังเติบโต และซีบีเอส ยังรักษาคุณภาพในการดำเนินธุรกิจเช่นนี้ต่อไป
"แง่คิดในการขยายธุรกิจของเรา ไม่เคยมองว่าจะทำทัวร์เอาต์บาวด์ (นำคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ) เพราะส่วนใหญ่ขายทัวร์กันราคาต่ำ โอกาสมีกำไรก็ไม่มาก และเราไม่เคยมองการทำท่องเที่ยวออนไลน์แบบธุรกิจกับผู้บริโภคหรือ(บีทูซี) เพราะไม่ต้องการไปแข่งขันหรือแย่งลูกค้ากับพันธมิตรธุรกิจในแวดวงนี้ ดังนั้นการทำบีทูบี ออนไลน์ จะสามารถทำธุรกิจที่เติบโตได้ดี"
ผนึกบังกะลอร์เปิดธุรกิจเจาะรร.
สำหรับธุรกิจใหม่ คือ บริษัทซีเอส คอนเนค จำกัด ที่เพิ่งจะเริ่มดำเนินการไม่กี่เดือนมานี้ บริษัทนี้ทาง ซีบีเอส ทราเวล ได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตรชาวเมืองบังกะลอร์ อย่าง Axisrooms.com ในสัดส่วน 50:50 ซึ่งเขามีความเชี่ยวชาญเรื่องของไอทีและคิดค้นระบบเรื่องของ Hotel Channel Manager และ Hex System เพิ่มยอดรายได้ให้กับผู้ประกอบการโรงแรมอยู่แล้ว ดังนั้นการร่วมมือกัน ก็จะเป็นการขยายฐานลูกค้าในไทยได้ ซึ่งกลุ่มลูกค้าจะเน้นเสนอขายบริการนี้ สำหรับธุรกิจโรงแรม ที่ไม่ได้บริหารโดยเชนโรงแรมจากต่างประเทศ โรงแรมระดับกลางๆ และโรงแรมขนาดเล็กในไทย เพราะตัวระบบนี้จะมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้านการตลาดและการขายให้แก่ธุรกิจโรงแรม
ทั้งนี้ระบบที่ซีเอส คอนเนค จะนำมาเปิดตลาดเจาะกลุ่มธุรกิจโรงแรมในไทย จะมี 5 ระบบ ได้แก่ 1. Channel Manager ซึ่งระบบจะสามารถแนะนำราคาขายของโรงแรมที่เหมาะสม เปรียบเทียบกับโรงแรมในทำเลเดียวกัน และระบบจะทำการเปิดปิดเปลี่ยนแปลงราคาที่โรงแรมสมควรเสนอขายไปยังทราเวล เอเยนต์ ออนไลน์หรือOTA 2. ระบบเรเวนิว แมเนจเมนต์ ทำหน้าที่ซัพพอร์ต เรื่องออนไลน์ 3.ระบบอี-ไพรเวต คอนแทร็ก สนับสนุนงานด้านออฟไลน์ ของโรงแรม 4. ระบบบุ๊กกิ้ง เอนจิน การเชื่อมต่อระบบบุ๊กกิ้งของหน้าเว็บไซต์ และ 5. ซีอาร์เอส ซีสเต็มส์ เซ็นทรัล เป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบหลังบ้านของโรงแรม ดังนั้นทั้ง 5 ระบบ จึงถือว่าเป็นการนำเสนอระบบที่ครบวงจร ทั้งงานที่เป็นเรื่องของการส่งเสริมการขายที่เป็นงานหน้าบ้าน ไปจนถึงระบบที่เกี่ยวกับการบริหารงานขายหลังบ้าน
เป้า 2 ปีดึง 200 รร.ใช้ระบบ
ปัจจุบันซีเอส คอนเนค มีลูกค้าใช้บริการกว่า 20 ราย อาทิ โรงแรมวินเซอร์ สวีทส์ บริษัทตั้งเป้าหมายการดำเนินธุรกิจว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของการดำเนินธุรกิจ ตั้งเป้า 50 โรงแรม 1 ปีจากนั้นเป็น 100 โรงแรม ปีที่ 2 เพิ่มอีก 200 โรงแรม โดยการขายระบบต่างๆลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อระบบใดที่จะเหมาะสมกับโรงแรมต่างๆ อย่างระบบ Channel Manager สำหรับโรงแรมขนาด 50-100 ห้อง ซีเอส คอนเนค จะขายบริการอยู่ที่ราว 6 พันบาทต่อเดือน ซึ่งเป็นราคาสมเหตุสมผล และไม่ได้แพงไปกว่าคู่แข่งที่นำระบบนี้มาเปิดตลาดก่อน
"การขายห้องพักผ่านเอเยนต์ออนไลน์หรือOTA ปัจจุบันเป็นช่องทางสำคัญในการเสนอขายห้องพักของธุรกิจโรงแรมขนาดกลางและเล็ก ซึ่งการพึ่ง OTA ก็ต้องแลกกับค่าคอมมิสชันที่โรงแรมต้องจ่าย และขึ้นอยู่กับเงื่อนไขด้วย อาทิ ถ้านำชื่อโรงแรมไปอยู่บนหน้าเว็บไซต์ของ OTA เหล่านั้น อาจต้องจ่ายในราคาสูงเพิ่มไปอีก แม้ทั่วโลกจะมี OTA กว่า 70 บริษัททั่วโลก แต่กว่า 80% ของรายได้จากการขายจะมาจาก 3 OTA รายใหญ่ ได้แก่ booking.com, Agoda.com และ Expedia.com ดังนั้นการนำเสนอระบบซอฟต์แวร์ของซีเอส คอนเน็ค เข้ามาช่วย ทั้งเรื่องการจัดราคาขายที่เหมาะสมผ่านOTA การเพิ่มรายได้ และช่วยงานระบบขายหลังบ้าน ก็จะทำให้ประสบความสำเร็จในการขายมากขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้านการตลาด เพราะต่อไปโรงแรมไม่ต้องไปเข้าระบบ OTA ทีละเจ้า เพื่อปรับเปลี่ยนราคาขายค่าห้องพัก แต่ซอฟต์แวร์ของซีเอส คอนเนค จะเข้าไปเปลี่ยนราคาขายกระจายไปในทุกOTA ทั่วโลกและเปลี่ยนเป็นภาษาของประเทศนั้นๆ อาทิ Ctrip.com จะมีการเปลี่ยนเป็นภาษาจีนให้ จากระบบที่คีย์เป็นภาษาอังกฤษ"
คุณศิวจักร ยังมั่นใจว่า การนำไอทีมาเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการทำตลาดและการขายของผู้ประกอบการ อาจจะเป็นเรื่องใหม่ เพราะส่วนใหญ่การพัฒนาไอทีของโรงแรม จะมองเพียงการพัฒนาเว็บไซต์ของโรงแรมเอง หรือการนำไอทีไปใช้กับงานด้านการปฏิบัติการ(โอเปอเรชัน) เป็นหลัก อาทิ โมบาย เช็กอิน แต่ต่อไปยิ่งมีการแข่งขันในธุรกิจโรงแรมสูง คู่แข่งมาก การนำเสนอซอฟต์แวร์ที่จะมาช่วยสร้างรายได้ จะยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น และด้วยการที่ทางครอบครัว มีความสัมพันธ์กับโรงแรมต่างๆในไทยที่เป็นคู่ค้ากันมานาน ก็จะทำให้ซีเอส คอนเนค มีโอกาสที่จะนำเสนอโปรดักต์ที่เข้าถึงผู้ประกอบการโรงแรมได้ตรงความต้องการ และแม้ซีเอส คอนเนค จะนำระบบ Channel Manager เข้ามาเปิดตลาดในไทย ช้ากว่าคู่แข่งที่ทำตลาดอยู่ก่อน แต่ซีเอส คอนเนค มีจุดขายที่เราเป็นระบบแรกที่ให้บริการครบวงจร
ทั้งหมดล้วนเป็นทิศทางการต่อยอดธุรกิจของกลุ่มเจเนอเรชัน 2 ที่เกิดขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,123 วันที่ 17 - 20 มกราคม พ.ศ. 2559






