thansettakij
thansettakij
ออร์เดอร์ทูน่าฟื้น ลุ้นปีนี้ 9 หมื่นล้าน

ออร์เดอร์ทูน่าฟื้น ลุ้นปีนี้ 9 หมื่นล้าน

03 มี.ค. 61 | 07:20 น.
อัปเดตล่าสุด :03 มี.ค. 61 | 14:33 น.
ส่งออกทูน่าส่งสัญญาณฟื้น หลังวัตถุดิบไม่ขาดแคลน และราคาลดลง สมาคมทูน่าฯฟันธงปีนี้กำไรดีกว่าปี 60 ระบุ 25 บริษัทสมาชิกออร์เดอร์เต็มกำลังผลิตยาวถึงกลางปีแล้ว คาดปีนี้ฟัน 9 หมื่นล้าน ห่วงบาทแข็งตัวถ่วง

อุตสาหกรรมทูน่าไทยถือเป็นเบอร์ 1 ของโลก ทั้งในแง่การผลิตและการส่งออกไปยังกว่า 200 ประเทศทั่วโลก ขณะที่หลายค่ายยักษ์ใหญ่ อาทิ กลุ่มไทยยูเนี่ยน กลุ่มซีแวลู และกลุ่มพัทยาฟู้ด ยังได้รุกเข้าไปซื้อกิจการทูน่าในยุโรปและอเมริกาเพื่อขยายและต่อยอดธุรกิจ ยิ่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมทูน่าไทยในระยะยาว

นายชนินทร์ ชลิศราพงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในปี 2561 คาดการณ์ส่งออกผลิตภัณฑ์ทูน่าของไทย (ทูน่ากระป๋อง/เพาช์ทูน่า/ทูน่าลอยด์)จะสามารถส่งออกได้ที่มูลค่า 9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่ส่งออก 8.5 หมื่นล้านบาท (ดูกราฟิกประกอบ) หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 6% ส่วนด้านปริมาณคาดจะส่งออกได้ 7.2 แสนตัน จากปีที่แล้วส่งออก 6.2 แสนตัน หรือเพิ่มขึ้น 16%

TP15-3344-3 ทั้งนี้มีสัญญาณจากเรือจับปลาทูน่าในต่างประเทศช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้สามารถจับปลาได้ค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก หรือฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ทำให้มีปริมาณปลาทูน่าวัตถุดิบเข้ามายังประเทศ ไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าปลาทูน่ารายใหญ่สุดของโลก(สัดส่วน 95% ของปลาทูน่าที่ไทยใช้ผลิตเป็นปลานำเข้า อีก 5% จากเรือจับปลาในประเทศ) ช่วง 2 เดือนแรกปีนี้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และส่งผลให้ราคาปลาวัตถุดิบได้ปรับตัวลดลงจากระดับ 2,300 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตันในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ขณะนี้ลดเหลือระดับ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตันหรือลดลงถึง 800 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน

“ปีที่แล้วผลกระทบจากภาวะโลกร้อนเรือจับปลาได้น้อยกว่าปกติ ทำให้มีปลาทูน่าเข้ามาไทยเพียง 6.7 แสนตัน ตํ่าสุดในรอบหลายปี จากระดับปกติจะนำเข้า 7.5-8 แสนตันต่อปี จากปลาที่ขาดแคลน และราคาสูง มีผลต่อราคาสินค้าส่งออกที่ปรับตัวสูงขึ้นหลายตลาด เช่นตะวัน ออกกลาง และตลาดอื่นๆ ลดการสั่งซื้อ ทำให้การส่งออกทูน่ารูปเงินบาทปีที่แล้วติดลบ 1% และด้านปริมาณลบ 13%”

อย่างไรก็ดีจากสัญญาณการจับปลาและการนำเข้าปลาได้เข้าสู่ภาวะปกติและมีราคาลดลง มั่นใจว่าสมาชิกของสมาคม 25 ราย (มีสัดส่วนส่งออกรวมกันกว่า 90%ของภาพรวม) ในปีนี้จะสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้นทั้งด้านปริมาณ และมูลค่า และจะมีความสามารถในการทำกำไรได้ดีกว่าในปีที่ผ่านมา จากราคาวัตถุดิบปรับตัวลดลง ราคาขายสมเหตุสมผลผู้นำเข้าและผู้บริโภคประเทศปลายทางรับได้ และสั่งซื้อมากขึ้น เห็นได้จากเวลานี้สมาชิกส่วนใหญ่ได้รับคำสั่งซื้อเต็มกำลังการผลิตในช่วง 3 เดือนแรกแล้ว และบางรายเต็มกำลังการผลิตไปถึงเดือนเมษายน-พฤษภาคมแล้ว ทำให้การส่งออกในครึ่งแรกของปีนี้จะดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน จากมีคำสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่องและปลาวัตถุดิบมีเพียงพอ

นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย กล่าวอีกว่า นอกจากการจับปลาที่ได้กลับมาเป็นปกติ ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ คาดราคาปลาทูน่าในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ระดับ 1,500-1,600 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน และช่วงครึ่งหลังปีนี้หากเฉลี่ยที่ 1,800-1,900 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน(จากปีที่ผ่านมามีความผันผวนเฉลี่ยตั้งแต่ 1,400-2,300 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน) ทำให้ราคาปลา และตลาดส่งออกจะมีเสถียรภาพมากกว่าปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากผู้ประกอบการทูน่าของไทยส่วนใหญ่ได้มีการทำวิจัยและพัฒนา(อาร์ แอนด์ ดี) ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มเพื่อลดผลกระทบการแข่งขันจากสินค้าทูน่าพื้นฐานจากฟิลิปปินส์ เวียดนาม หรือจีน เช่น ผลิตเป็นโอเมก้า 3 ทูน่าในนํ้า หรือส่วนผสมต่างๆ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาหารสัตว์ เลี้ยงจากทูน่า เป็นต้น ณ ปัจจุบัน ประเมินว่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ทูน่าของไทยสัดส่วนมากกว่า 20% จะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม และคาดหมายใน 4-5 ปีข้างหน้าสัดส่วนจะเพิ่มเป็น 35% หรือ 1 ใน 3 ของปริมาณสินค้าส่งออก

[caption id="attachment_120156" align="aligncenter" width="503"] นายอมรพันธุ์ อร่ามวัฒนานนท์ นายอมรพันธุ์ อร่ามวัฒนานนท์[/caption]

สอดคล้องกับนายอมรพันธุ์ อร่ามวัฒนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มซีแวลู 1 ในผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ทูน่ารายใหญ่ ที่เผยว่า ขณะนี้คำสั่งซื้อจากต่างประเทศได้เต็มกำลังการผลิตของโรงงานในเครือไปถึงสิ้นเดือนมีนาคมแล้ว จากลูกค้ามีความต้องการสินค้ามากขึ้น หลังราคาปลาวัตถุดิบ และราคาสินค้าปรับตัวลดลง คาดจะทำให้ในปีนี้เป้าส่งออกของกลุ่มที่ 2.5 หมื่นล้านบาทจะเป็นไปตามเป้าหมาย ขณะเดียวกันเพื่อฉีกหนีคู่แข่งขัน ทางกลุ่มได้ลงทุนศูนย์อาร์แอนด์ดีในการพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม เวลานี้สินค้าส่งออกของกลุ่มสัดส่วน 30% เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ส่วนปัจจัยเสี่ยงมากที่สุดในปีนี้คือเงินบาทที่แข็งค่ามาก จะกระทบต่อรายได้และกำไรในรูปเงินบาท ขอให้ภาครัฐช่วยดูแลให้มีเสถียรภาพไม่ให้แข็งค่ามากกว่าคู่แข่งขัน

อนึ่ง ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ทูน่ารายใหญ่ 5 อันดับแรกของไทยประกอบด้วย กลุ่มไทยยูเนี่ยน กลุ่มซีแวลู กลุ่มโชติวัฒน์ กลุ่มคิงส์ ฟิชเชอร์ และกลุ่มพัทยาฟู้ด ตามลำดับ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,344 วันที่ 1 - 3 มีนาคม พ.ศ. 2561
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว