
คลังคุมเข้มเงินดิจิทัล
คลังคุมเข้มเงินดิจิทัล
นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เผยถึงแนวทางการดูแลผู้เสียหายจากการซื้อขายสกุลเงินดิจิตอลว่า ขณะนี้มีกฎหมาย 3 ฉบับภายใต้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคือ พ.ร.บ.ชำระเงิน และ พ.ร.บ.การกู้ยืมเงิน ผ่านการดูแลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯของสำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย(ก.ล.ต.) ซึ่งหากต้องการแก้ไขต้องให้กระทรวงคลังเสนอ ครม.พิจารณา ในส่วนของกระทรวงคลัง ยังต้องร่วมกับหลายหน่วยงานขับเคลื่อนแนวทางป้องกันไม่ให้นักลงทุนเกิดความเสียหาย
“คลังจึงต้องการย้ำว่าหากต้องการลงทุนในสกุลใดสกุลหนึ่ง ต้องตอบคำถามนักลงทุนให้ได้ว่า รู้จักบริษัทที่ระดมทุนออกสกุลดิจิตอลมากน้อยเพียงใด เปิดขายเมื่อไร ขายทำไม นำเงินไปใช้ลงทุน พัฒนาอะไรบ้าง มีอะไรรับรองการเทรดซื้อขาย เพราะมีบทเรียนหลายประเทศเปิดเทรดเพียงไม่กี่นาทีราคาไหลรูดต่ำจนเสียหาย จากนั้นติดตามเงินคืนไม่ได้ หากตอบคำถามหลักๆไม่ได้ต้องระวังเรื่องการลงทุน”
นายพรชัย กล่าวต่อว่า คณะทำงานเพื่อสรุปหาแนวทางการกำกับดูแลการซื้อสกุลเงินดิจิตอล ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ง.) ต้องการเตือนนักลงทุนหรือประชาชนว่า การซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลต่างๆ ไม่มีกฎหมายรองรับ หากเกิดความเสียหายไม่มีหน่วยงานไหนรับผิดชอบ โดยจะสรุปแนวทางการดูแลประชาชนภายในเดือน ก.พ. 2560 นี้
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึง กรณีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด พิจารณาแนวทางการระดมทุนผ่านกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ (TFF) ว่า คาดว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนกำหนดการเดิม ในการระดมทุนเปิดขายกองทุนของกทพ. เพื่อใช้เงินลงทุนก่อสร้างทางด่วน 2 เส้นทางได้ก่อนกรกฎาคมนี้ แต่หากการทางพิเศษฯต้องการใช้เงินระยะสั้น 3,000 ล้านบาท เพื่อเริ่มต้นโครงการไปก่อน กระทรวงการคลังพร้อมหาแหล่งเงินกู้ให้ เพราะต้องเริ่มต้นศึกษาก่อสร้างโครงการ 2 สาย คือ ทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง กับทางด่วนขั้นที่ 3 ซึ่งเป็นตอหม้ออยู่กลางเกษตร-นวมินทร์ วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท นับว่าในปีแรกต้องใช้เงินไม่สูงมากนัก คาดว่าเริ่มลงทุนได้ในช่วงเดือนก.ค. หรือ ช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป ขณะนี้จึงต้องรอศาลปกครองสูงสุดพิจารณา
นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เผยถึงแนวทางการดูแลผู้เสียหายจากการซื้อขายสกุลเงินดิจิตอลว่า ขณะนี้มีกฎหมาย 3 ฉบับภายใต้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคือ พ.ร.บ.ชำระเงิน และ พ.ร.บ.การกู้ยืมเงิน ผ่านการดูแลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯของสำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย(ก.ล.ต.) ซึ่งหากต้องการแก้ไขต้องให้กระทรวงคลังเสนอ ครม.พิจารณา ในส่วนของกระทรวงคลัง ยังต้องร่วมกับหลายหน่วยงานขับเคลื่อนแนวทางป้องกันไม่ให้นักลงทุนเกิดความเสียหาย
“คลังจึงต้องการย้ำว่าหากต้องการลงทุนในสกุลใดสกุลหนึ่ง ต้องตอบคำถามนักลงทุนให้ได้ว่า รู้จักบริษัทที่ระดมทุนออกสกุลดิจิตอลมากน้อยเพียงใด เปิดขายเมื่อไร ขายทำไม นำเงินไปใช้ลงทุน พัฒนาอะไรบ้าง มีอะไรรับรองการเทรดซื้อขาย เพราะมีบทเรียนหลายประเทศเปิดเทรดเพียงไม่กี่นาทีราคาไหลรูดต่ำจนเสียหาย จากนั้นติดตามเงินคืนไม่ได้ หากตอบคำถามหลักๆไม่ได้ต้องระวังเรื่องการลงทุน”
นายพรชัย กล่าวต่อว่า คณะทำงานเพื่อสรุปหาแนวทางการกำกับดูแลการซื้อสกุลเงินดิจิตอล ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ง.) ต้องการเตือนนักลงทุนหรือประชาชนว่า การซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลต่างๆ ไม่มีกฎหมายรองรับ หากเกิดความเสียหายไม่มีหน่วยงานไหนรับผิดชอบ โดยจะสรุปแนวทางการดูแลประชาชนภายในเดือน ก.พ. 2560 นี้
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึง กรณีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด พิจารณาแนวทางการระดมทุนผ่านกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ (TFF) ว่า คาดว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนกำหนดการเดิม ในการระดมทุนเปิดขายกองทุนของกทพ. เพื่อใช้เงินลงทุนก่อสร้างทางด่วน 2 เส้นทางได้ก่อนกรกฎาคมนี้ แต่หากการทางพิเศษฯต้องการใช้เงินระยะสั้น 3,000 ล้านบาท เพื่อเริ่มต้นโครงการไปก่อน กระทรวงการคลังพร้อมหาแหล่งเงินกู้ให้ เพราะต้องเริ่มต้นศึกษาก่อสร้างโครงการ 2 สาย คือ ทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง กับทางด่วนขั้นที่ 3 ซึ่งเป็นตอหม้ออยู่กลางเกษตร-นวมินทร์ วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท นับว่าในปีแรกต้องใช้เงินไม่สูงมากนัก คาดว่าเริ่มลงทุนได้ในช่วงเดือนก.ค. หรือ ช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป ขณะนี้จึงต้องรอศาลปกครองสูงสุดพิจารณา






