thansettakij
thansettakij
กลุ่มนักข่าวภาคสนามฯ เรียกร้องเปิดเผยผลสอบ ปม 'บิ๊กสื่อ' คุกคามทางเพศ

กลุ่มนักข่าวภาคสนามฯ เรียกร้องเปิดเผยผลสอบ ปม 'บิ๊กสื่อ' คุกคามทางเพศ

13 ก.พ. 61 | 04:29 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ก.พ. 61 | 11:29 น.
วันที่ 12 ก.พ. 61 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักข่าวภาคสนาม จำนวน 12 คน ได้ร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกถึงนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เรียกร้องให้เปิดเผยผลสอบ กรณี ‘ผู้บริหารสื่อ’ มีพฤติกรรมเข้าข่ายคุกคามทางเพศ

โดยมีเนื้อหาระบุว่า

จดหมายเปิดผนึกจากนักข่าวภาคสนาม
เรื่อง : เรียกร้องให้เปิดเผยผลสอบและขอเข้าพบนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และประธานอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องผู้บริหารสื่อมีพฤติกรรมเข้าข่ายคุกคามทางเพศ

… หลังจากนักข่าวภาคสนามได้เข้าชื่อขอให้องค์กรวิชาชีพตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีมีการกล่าวหาว่า ผู้บริหารสำนักข่าวแห่งหนึ่งมีพฤติกรรมเข้าข่ายคุกคามทางเพศลูกจ้าง ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ย. 2560 จนนำมาสู่การออกแถลงการณ์ของสมาคม เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา

แม้ในแถลงการณ์ของสมาคมฯ จะมีความพยายามเปิดเผยข้อเท็จจริง แต่ยังมีความคลุมเคลือในหลายประเด็น โดยเฉพาะข้อความที่ระบุว่า

“พบว่า มีองค์กรข่าวแห่งหนึ่ง ที่บุคลากรทำงานด้วยความใกล้ชิดสนิทสนม เมื่อยามสนทนากันหรือทำงานร่วมกัน ก็มีการหยอกล้อกันเล่น มีการถูกเนื้อต้องตัวกันบ้างตามประสาคนที่ใกล้ชิด แต่ในช่วงกลางปี 2560 มีเหตุการณ์เป็นประเด็นระหว่างบุคคล 2 คน ซึ่งบุคคลหนึ่งได้รับการปลูกฝังมาในเรื่องการให้เคารพต่อผู้ใหญ่และวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับผู้บังคับบัญชา จึงมีการดูแลบุคคลอีกคนหนึ่งในลักษณะที่ใกล้ชิดสนิทสนม การให้ความไว้วางใจ ซึ่งมีบางเรื่องที่ความไว้วางใจเป็นเหตุทำให้เกิดความเข้าใจในลักษณะที่เป็นการตีความเข้าข้างตนเองของอีกฝ่ายหนึ่ง จนอาจนำไปสู่ความสุ่มเสี่ยงต่อการคุกคามทางเพศ เพราะต่างตีความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยมุมมองที่แตกต่างกัน ต่อมาได้มีการพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจและขอโทษต่อกัน ซึ่งในท้ายที่สุด ฝ่ายหนึ่งลาออกจากองค์กรข่าวแห่งนั้น ต่อมามีบุคคลที่ 3 นำเรื่องราวที่ไม่ตรงข้อเท็จจริงไปเผยแพร่สู่สาธารณะ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทั้ง 2 ฝ่าย โดยที่ทั้ง 2 ฝ่าย ยืนยันว่า ไม่ติดใจที่จะเอาความต่อกันในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างกัน”

การกระทำในลักษณะนี้ถือเป็นการคุกคามทางเพศหรือไม่ เพราะจากคำสัมภาษณ์ของอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงท่านหนึ่ง ก็ระบุว่า แถลงการณ์ของสมาคมนักข่าวฯ ได้ตัดตอนสาระสำคัญของรายงานฯ ออกไป

ทั้งนี้ ในฐานะนักข่าวภาคสนามที่เคยเสนอให้มีการตรวจสอบ ควรมีสิทธิอันชอบธรรมในการรับรู้ผลสอบอย่างเป็นทางการ และเพื่อให้เกิดความกระจ่างในข้อเท็จจริงและเป็นการสร้างมาตรฐานในความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งถือเป็นธรรมาภิบาลที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนพึงมี

จึงขอเรียกร้องให้สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเปิดเผยรายงานทั้งฉบับสั้นและฉบับเต็มต่อสาธารณะ และเปิดพื้นที่พบปะพูดคุยระหว่างนักข่าวภาคสนามกับนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรมกับทั้งผู้ถูกกล่าวหาและผู้กล่าวหา