
ก.ต่างประเทศแจงไทยแก้ปัญหาแรงงาน 2 ปีดีขึ้น
เปิดความเห็นต่อรายงานสถานการณ์ด้านแรงงานในภาคประมงไทยขององค์กร Human Rights Watch
ตามที่องค์กร Human Right Watch (HRW) ได้เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์แรงงาน บังคับในภาคประมงของไทย เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 นั้น กระทรวงการต่างประเทศขอชี้แจง ดังนี้
"ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาแรงงานในภาคประมงอย่างจริงจัง และได้ออกมาตรการหลายอย่างเพื่อคุ้มครองแรงงานทั้งในด้านกฎหมาย นโยบาย และการบังคับใช้ โดยได้ ทํางานร่วมกับทั้งภาคเอกชน องค์กรเอกชน และประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลให้สถานการณ์ด้านแรงงาน ในภาคประมงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหลายด้าน"
การที่รายงานอ้างอิงข้อมูลส่วนใหญ่จากสถานการณ์ ในปี 2559 และบางส่วนย้อนหลังไปถึงปี 2555 นั้น ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและความก้าวหน้า การแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน จุดเปลี่ยนสําคัญของสถานการณ์แรงงานภาคประมงคือ การบังคับใช้ พ.ร.ก. การประมง พ.ศ.2558 ที่กำหนดโทษปรับการใช้แรงงานผิดกฎหมายบนเรือประมงต่อหัวที่สูงมาก ควบคู่กับการบังคับ ใช้กฎหมายด้านแรงงาน ซึ่งส่งผลในการป้องปรามการนําแรงงานผิดกฎหมายมาใช้บนเรือประมง และจากการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไทยได้ดําเนินการจับกุมดําเนินคดีกว่า 4,240 คดี ทั้งคดีแรงงานและคดีประมง โดยเป็นการดําเนินคดีค้ามนุษย์ในภาคประมงกว่า 85 คดี ผู้ต้องหาถูกพิพากษา จําคุกไปแล้วกว่า 47 ราย โดยมีโทษจําคุกสงู สุดถึง 14 ปี
ในประเด็นการป้องกันแรงงานบังคับ มีมาตรการใหม่หลายด้าน อาทิ การออกหนังสือ คนประจําเรือให้กับแรงงานต่างด้าวไปแล้วกว่า 11,100 รายการกําหนดให้เจ้าของเรือจัดทําหนังสือ สัญญาจ้าง จํานวน 2 ฉบับ โดยมอบให้ลูกจ้างเก็บไว้ 1 ฉบับ
การกําหนดให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนเป็น รายเดือนผ่านบัญชีธนาคาร ซึ่งมีแรงงานประมงที่ได้รับค่าตอบแทนผ่านบัญชีธนาคารแล้วประมาณเกือบ 5,000 ราย การกําหนดให้การยึดเอกสารประจําตัวของแรงงานเป็นความผิดตามกฎหมายค้ามนุษย์ และการออกกฎหมายจัดระเบียบบริษัทจัดหางาน โดยห้ามเรียกเก็บค่านายหน้าจากแรงงาน และให้บริษัท มาขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องซึ่งขอขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 100 บริษัท ตลอดจนกําหนดหลักเกณฑ์ให้ แรงงานสามารถเปลี่ยนนายจ้างได้อย่างชัดเจน
โดย ณ สิ้นปี 2560 มีแรงงานต่างด้าวยื่นขอเปลี่ยนนายจ้าง แล้วมากกว่า 100,000 รายในประเด็นการรับรู้สิทธิของแรงงาน รัฐบาลไทยได้จัดตั้งศูนย์แรกรับเข้าทํางานและสิ้นสุด การจ้าง 3 แห่งตามแนวเขตชายแดน ได้มีการจัดอบรมให้ความรู้ในด้านต่าง ๆ
แรงงานต่างด้าว ซึ่งรวมถึงแรงงานในภาคประมง ตลอดจนตรวจคัดกรองว่าแรงงานต่างด้าวมีนายจ้างจริงตรงตามสัญญาจ้าง ไม่ได้ถูกชักจูง หลอกลวง โดยในปี 2560 อบรมให้ความรู้แก่แรงงานต่างด้าวทั้งหมดกว่า 250,000 ราย พร้อมทั้งได้แจกเอกสารคู่มือสําหรับแรงงานต่างด้าว ซึ่งให้ความรู้เกี่ยวกับประเทศไทย สัญญาจ้าง สิทธิประโยชน์ ความปลอดภัย กฎหมายและข้อห้าม รวมทั้งการขอรับความช่วยเหลือในประเทศไทย
ในประเด็นกลไกร้องเรียน รัฐบาลไทยยังได้ทํางานร่วมกับองค์กรเอกชน จัดตั้งศูนย์ร่วม บริการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวใน 10 จังหวัด ในปี 2560 ได้ให้การช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวทั้งหมด 57,498 รายเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2559 และมีช่องทางร้องเรียนต่างๆอาทิบริการสายด่วน 4 สาย
สําหรับคุ้มครองแรงงาน และให้บริการข้อมูลข่าวสารแก่ผู้หางานทํา และรับเรื่องราวร้องทุกข์ ซึ่งให้บริการเป็นภาษาประเทศเพื่อนบ้าน มีผู้ใช้บริการมากขึ้นในปี 2560 รวมกว่า 130,000 ราย โดยมี การแจ้งเบาะแสการค้ามนุษย์ และนําไปสู่การดําเนินคดีกว่า 60 ราย
ในประเด็นการตรวจแรงงาน มีการดําเนินการอย่างครอบคลุมทั้งเรือ บนเรือ และ โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อให้หาเป้าหมายได้ตรงจุด มีการเพิ่มจํานวนผู้ตรวจและ ล่ามกว่า 1,500 คน ตลอดจนการฝึกอบรมผู้ตรวจแรงงาน ล่าม และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ในปี 2560 ศูนย์แจ้งเข้า-ออกเรือประมง 32 แห่ง ได้มีการตรวจและสัมภาษณ์แรงงานประมง จํา
นวนกว่า 53,000 คน ซึ่งได้มีการแยกแรงงานมาสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว ได้พบแรงงานถูกละเมิด 3,500 คน และมีการตรวจแรงงานในสถานประกอบการแปรรูป 358 แห่ง พบการกระทําผิดใน 142 แห่ง
ปัจจุบัน ได้มีการออกคําสั่งให้พนักงานตรวจแรงงานทั่วประเทศ เมื่อพบกรณีการละเมิดสิทธิของแรงงาน ให้ดําเนินคดีอาญาทันที โดยไม่ต้องรอออกคําสั่งให้นายจ้างปฏิบัติให้ถูกต้อง
สำหรับข้อเสนอแนะของ HRW หลายเรื่องเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยดําเนินการอยู่แล้ว โดยเฉพาะในด้าน กฎหมายนั้น ประเทศไทยกําลังอยู่ระหว่างการร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและขจัดแรงงานบังคับ เพื่อรองรับ การให้สัตยาบันพิธีสารภายใต้อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 29 ว่าด้วยแรงงานบังคับ และอยู่ระหว่างการยกร่างกฎหมายเพื่อรองรับการให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 188 ว่าด้วยการทํางานในภาคประมงทะเล โดยกําหนดให้การร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพิธีสาร และอนุสัญญาดังกล่าวแล้วเสร็จภายในปลายเดือนมีนาคม 2561 และคาดว่าจะให้สัตยาบันในช่วงเดือน มิถุนายน 2561 ต่อไป
ในส่วนของอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิ ในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง ประเทศไทยกําลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายภายใน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2561 ก่อนดำเนินการเพื่อให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ ต่อไป
การแก้ไขปัญหาแรงงานของไทยมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมชัดเจนจากตัวเลขสถิติต่างๆ ในหลายด้านข้างต้น ซึ่งสะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายของไทยเป็นไปอย่างจริงจัง
รัฐบาลไทยขอปฏิเสธ อย่างหนักแน่นต่อข้อกล่าวหาของ HRW ว่าไทยแก้ไขปัญหาแรงงานแบบผักชีโรยหน้าซึ่งไม่สอดคล้องกับ ข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง และขอเรียกร้องให้ HRW มองสถานการณ์ด้านแรงงานของไทยอย่างสมดุลและ ปราศจากอคติ โดยไม่นําข้อมูลในอดีตมากล่าวอ้างซ้ำเป็นสร้างความเข้าใจผิดต่อความพยายามแก้ไข ปัญหาของรัฐบาล จนเกิดข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือและคุณค่าของรายงาน
ที่ผ่านมาไทยได้เปิดเวทีหารือและทํางานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมต่าง ๆ มาโดยตลอด แต่โดยที่ปัญหาแรงงานเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข และด้วยความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็ไม่มีประเทศใดที่จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
รัฐบาลไทย ขอขอบคุณ HRW ที่ติดตามสถานการณ์แรงงานภาคประมงของไทยอย่างใกล้ชิด และขอเชิญมาร่วมทํางาน กับไทยอย่างสร้างสรรค์และฉันมิตร โดยหวังว่าในโอกาสต่อไป HRW จะสื่อสารข้อห่วงกังวลกับรัฐบาลไทย โดยตรง ซึ่งไทยพร้อมรับฟังและนํามาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข
รัฐบาลไทยขอยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะเพียง ในภาคประมงเท่านั้น โดยพร้อมจะทํางานกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านแรงงานในทุกด้านให้ สอดคล้องกับหลักสากลต่อไป
ตามที่องค์กร Human Right Watch (HRW) ได้เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์แรงงาน บังคับในภาคประมงของไทย เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 นั้น กระทรวงการต่างประเทศขอชี้แจง ดังนี้
"ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาแรงงานในภาคประมงอย่างจริงจัง และได้ออกมาตรการหลายอย่างเพื่อคุ้มครองแรงงานทั้งในด้านกฎหมาย นโยบาย และการบังคับใช้ โดยได้ ทํางานร่วมกับทั้งภาคเอกชน องค์กรเอกชน และประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลให้สถานการณ์ด้านแรงงาน ในภาคประมงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหลายด้าน"
การที่รายงานอ้างอิงข้อมูลส่วนใหญ่จากสถานการณ์ ในปี 2559 และบางส่วนย้อนหลังไปถึงปี 2555 นั้น ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและความก้าวหน้า การแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน จุดเปลี่ยนสําคัญของสถานการณ์แรงงานภาคประมงคือ การบังคับใช้ พ.ร.ก. การประมง พ.ศ.2558 ที่กำหนดโทษปรับการใช้แรงงานผิดกฎหมายบนเรือประมงต่อหัวที่สูงมาก ควบคู่กับการบังคับ ใช้กฎหมายด้านแรงงาน ซึ่งส่งผลในการป้องปรามการนําแรงงานผิดกฎหมายมาใช้บนเรือประมง และจากการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด
ในประเด็นการป้องกันแรงงานบังคับ มีมาตรการใหม่หลายด้าน อาทิ การออกหนังสือ คนประจําเรือให้กับแรงงานต่างด้าวไปแล้วกว่า 11,100 รายการกําหนดให้เจ้าของเรือจัดทําหนังสือ สัญญาจ้าง จํานวน 2 ฉบับ โดยมอบให้ลูกจ้างเก็บไว้ 1 ฉบับ
การกําหนดให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนเป็น รายเดือนผ่านบัญชีธนาคาร ซึ่งมีแรงงานประมงที่ได้รับค่าตอบแทนผ่านบัญชีธนาคารแล้วประมาณเกือบ 5,000 ราย การกําหนดให้การยึดเอกสารประจําตัวของแรงงานเป็นความผิดตามกฎหมายค้ามนุษย์ และการออกกฎหมายจัดระเบียบบริษัทจัดหางาน โดยห้ามเรียกเก็บค่านายหน้าจากแรงงาน และให้บริษัท มาขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องซึ่งขอขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 100 บริษัท ตลอดจนกําหนดหลักเกณฑ์ให้ แรงงานสามารถเปลี่ยนนายจ้างได้อย่างชัดเจน
โดย ณ สิ้นปี 2560 มีแรงงานต่างด้าวยื่นขอเปลี่ยนนายจ้าง แล้วมากกว่า 100,000 รายในประเด็นการรับรู้สิทธิของแรงงาน รัฐบาลไทยได้จัดตั้งศูนย์แรกรับเข้าทํางานและสิ้นสุด การจ้าง 3 แห่งตามแนวเขตชายแดน ได้มีการจัดอบรมให้ความรู้ในด้านต่าง ๆ
แรงงานต่างด้าว ซึ่งรวมถึงแรงงานในภาคประมง ตลอดจนตรวจคัดกรองว่าแรงงานต่างด้าวมีนายจ้างจริงตรงตามสัญญาจ้าง ไม่ได้ถูกชักจูง หลอกลวง โดยในปี 2560 อบรมให้ความรู้แก่แรงงานต่างด้าวทั้งหมดกว่า 250,000 ราย พร้อมทั้งได้แจกเอกสารคู่มือสําหรับแรงงานต่างด้าว ซึ่งให้ความรู้เกี่ยวกับประเทศไทย สัญญาจ้าง สิทธิประโยชน์ ความปลอดภัย กฎหมายและข้อห้าม รวมทั้งการขอรับความช่วยเหลือในประเทศไทย
ในประเด็นกลไกร้องเรียน รัฐบาลไทยยังได้ทํางานร่วมกับองค์กรเอกชน จัดตั้งศูนย์ร่วม บริการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวใน 10 จังหวัด ในปี 2560 ได้ให้การช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวทั้งหมด 57,498 รายเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2559 และมีช่องทางร้องเรียนต่างๆอาทิบริการสายด่วน 4 สาย
สําหรับคุ้มครองแรงงาน และให้บริการข้อมูลข่าวสารแก่ผู้หางานทํา และรับเรื่องราวร้องทุกข์ ซึ่งให้บริการเป็นภาษาประเทศเพื่อนบ้าน มีผู้ใช้บริการมากขึ้นในปี 2560 รวมกว่า 130,000 ราย โดยมี การแจ้งเบาะแสการค้ามนุษย์ และนําไปสู่การดําเนินคดีกว่า 60 ราย
ในประเด็นการตรวจแรงงาน มีการดําเนินการอย่างครอบคลุมทั้งเรือ บนเรือ และ โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อให้หาเป้าหมายได้ตรงจุด มีการเพิ่มจํานวนผู้ตรวจและ ล่ามกว่า 1,500 คน ตลอดจนการฝึกอบรมผู้ตรวจแรงงาน ล่าม และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ในปี 2560 ศูนย์แจ้งเข้า-ออกเรือประมง 32 แห่ง ได้มีการตรวจและสัมภาษณ์แรงงานประมง จํา
นวนกว่า 53,000 คน ซึ่งได้มีการแยกแรงงานมาสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว ได้พบแรงงานถูกละเมิด 3,500 คน และมีการตรวจแรงงานในสถานประกอบการแปรรูป 358 แห่ง พบการกระทําผิดใน 142 แห่ง
ปัจจุบัน ได้มีการออกคําสั่งให้พนักงานตรวจแรงงานทั่วประเทศ เมื่อพบกรณีการละเมิดสิทธิของแรงงาน ให้ดําเนินคดีอาญาทันที โดยไม่ต้องรอออกคําสั่งให้นายจ้างปฏิบัติให้ถูกต้อง
ในส่วนของอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิ ในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง ประเทศไทยกําลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายภายใน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2561 ก่อนดำเนินการเพื่อให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ ต่อไป
การแก้ไขปัญหาแรงงานของไทยมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมชัดเจนจากตัวเลขสถิติต่างๆ ในหลายด้านข้างต้น ซึ่งสะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายของไทยเป็นไปอย่างจริงจัง
รัฐบาลไทยขอปฏิเสธ อย่างหนักแน่นต่อข้อกล่าวหาของ HRW ว่าไทยแก้ไขปัญหาแรงงานแบบผักชีโรยหน้าซึ่งไม่สอดคล้องกับ ข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง และขอเรียกร้องให้ HRW มองสถานการณ์ด้านแรงงานของไทยอย่างสมดุลและ ปราศจากอคติ โดยไม่นําข้อมูลในอดีตมากล่าวอ้างซ้ำเป็นสร้างความเข้าใจผิดต่อความพยายามแก้ไข ปัญหาของรัฐบาล จนเกิดข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือและคุณค่าของรายงาน
ที่ผ่านมาไทยได้เปิดเวทีหารือและทํางานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมต่าง ๆ มาโดยตลอด แต่โดยที่ปัญหาแรงงานเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข และด้วยความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็ไม่มีประเทศใดที่จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
รัฐบาลไทย ขอขอบคุณ HRW ที่ติดตามสถานการณ์แรงงานภาคประมงของไทยอย่างใกล้ชิด และขอเชิญมาร่วมทํางาน กับไทยอย่างสร้างสรรค์และฉันมิตร โดยหวังว่าในโอกาสต่อไป HRW จะสื่อสารข้อห่วงกังวลกับรัฐบาลไทย โดยตรง ซึ่งไทยพร้อมรับฟังและนํามาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข
รัฐบาลไทยขอยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะเพียง ในภาคประมงเท่านั้น โดยพร้อมจะทํางานกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านแรงงานในทุกด้านให้ สอดคล้องกับหลักสากลต่อไป






