thansettakij
thansettakij
วิบากกรรมรถเมล์เอ็นจีวี คนกทม.ลุ้นอีกปี

วิบากกรรมรถเมล์เอ็นจีวี คนกทม.ลุ้นอีกปี

11 ม.ค. 59 | 00:00 น.
อัปเดตล่าสุด :28 พ.ค. 59 | 08:46 น.
โครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน เพื่อทดแทนรถเมล์ที่มีอยู่เดิมซึ่งสภาพเก่าทรุดโทรม เริ่มต้นสมัยนายโสภณ ซารัมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะต่อด้วยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรผ่านมาถึงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โครงการดังกล่าวต้องมีอันล้มเลิกไป

ภายหลังจากรัฐบาลบิ๊กตู่ประกาศยกเลิก โครงการประมูลการจัดซื้อรถโดยสารใช้ก๊าซธรรมชาติหรือเอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิง 489 คันวงเงิน 1,784 ล้านบาท องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ก็ยังไม่ละความพยายามยังคงเดินหน้าโครงการดังกล่าวนี้อีกครั้ง โดยแต่งตั้งคณะกรรมการร่างทีโออาร์ชุดใหม่ที่ประกอบด้วยบุคคลหลากหลายสาขาขึ้นมาดำเนินการ เพื่อปรับปรุงข้อสังเกตของหน่วยงานต่างๆ ที่เสนอแนะจากการจัดซื้อครั้งแรกให้ได้ร่างทีโออาร์ที่ครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้น

ทั้งนี้ทางคณะกรรมการทีโออาร์ชุดใหม่นี้ กำหนดเริ่มประชุมพิจารณานัดแรกในวันที่ 11 มกราคม 2559 ก่อนที่จะนำทีโออาร์ฉบับใหม่ลงประกาศรับฟังความเห็นในเว็บไซต์ หากไม่มีข้อเสนอใดที่เป็นประเด็นสำคัญก็จะเร่งประกาศประกวดราคารอบใหม่เดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้ และเร่งพิจารณาหาผู้รับจ้างดำเนินการผลิตรถให้ทันส่งมอบภายในเดือนสิงหาคม 2559 ต่อไป

นั่นเป็นความคืบหน้าครั้งใหม่ของการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี ที่ดูเหมือนว่าโครงการดังกล่าวจะได้รับการผลักดันมาหลายรัฐบาลระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี เริ่มต้นจากจำนวน 6 พันคัน จนโดนปรับลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง ท้ายสุดก่อนประกาศยกเลิกโครงการยังคงจำนวนไว้ 3,183 คัน และได้นำร่องก่อน 489 คัน แต่ท้ายที่สุดก็ยังไม่สามารถผลักดันรถเมล์คันใหม่มาให้บริการคนกทม.ได้

ความเคลื่อนไหวของกรณีการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีเกือบจะทำสำเร็จในช่วงปี 2558 ที่ผ่านมา เมื่อนางปราณี ศุกระศร รักษาการ ผู้อำนวยการ ขสมก.ได้แถลงความคืบหน้าการจัดซื้อรถโดยสารใช้ก๊าซธรรมชาติเอ็นจีวี เป็นเชื่อเพลิง 489 คัน ว่า ขสมก. ได้นำเสนอบอร์ด ขสมก. เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2558 เพื่อขออนุมัติในการลงนามกับกลุ่มบริษัทร่วมค้าเจวีซีซี ที่มีบริษัท ช.ทวี ดอลลาเซียน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ชนะประมูล พร้อมกำหนดวันลงนามในสัญญาวันที่ 15 มิถุนายน หรือไม่เกินวันที่ 16 มิถุนายน 2558 แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถเดินหน้าเซ็นสัญญาตามที่คาดหวังได้

ปมเหตุที่ทำให้โครงการดังกล่าวต้องสะดุดหยุดไปนั้น เกิดจากวันที่ 11 มิถุนายน 2558 นายเค่อนั่ว หลิน ประธานกรรมการบริษัท เบสทรินกรุ๊ป จำกัด ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า เรื่องนี้ขสมก.จัดประมูลมากว่า 10 ปี ผ่านมาหลายรัฐบาล กระทั่งต้นปี 2558 มีการเปิดประมูลครั้งแรกและมีบริษัทสนใจซื้อซองเอกสารประกวดราคากว่า 10 ราย ปรากฏว่าเอกสารของบริษัททุกรายคุณสมบัติไม่ผ่าน ต้องเปิดประมูลใหม่เป็นครั้งที่ 2 บริษัท เบสทรินกรุ๊ปฯ ได้ส่งเอกสารให้พิจารณาใหม่ ปรากฏว่ายังไม่ผ่านการพิจารณาอีก จนต้องเปิดประมูลครั้งที่ 3 โดยมี บมจ. ช.ทวี ดอลลาเซียน ซึ่งกว่า 10 ปีที่ผ่านมาไม่เคยเข้ามาแข่งประมูล แต่ปรากฏว่าในครั้งที่ 3 บมจ.ช.ทวีฯ กับบริษัท เบสทรินกรุ๊ป จำกัด ผ่านการตรวจสอบ จากนั้นได้เสนอราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์(e-auction) ปรากฏว่า บริษัทเบสทรินทรุ๊ปเสนอราคารวม 489 คันสูงกว่าบริษัท ช.ทวี ดอลลาเซียนเพียง 9 ล้านบาท

สำหรับประเด็นสำคัญที่ได้ร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีการตรวจสอบโครงการดังกล่าว ซึ่งผู้ร้องเรียนได้อ้างถึงเหตุที่ส่อให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส และอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศได้ โดยพบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจต่างๆ ดังนี้ คือ 1. ในการเจรจาต่อรองราคาค่าซ่อมบำรุงปีที่ 6-10 นั้น ทาง ขสมก. มิได้เปิดโอกาสให้ผู้เสนอราคาอีกรายเข้าร่วมเจรจาต่อรอง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้การจัดซื้อครั้งนี้ไม่โปร่งใส และราคาจัดซื้ออาจไม่ใช่ราคาต่ำสุด 2.ผู้ชนะการประกวดราคาได้เสนอข้อมูลคุณสมบัติต่อ ขสมก. โดยระบุว่าดำเนินการประกอบรถโดยสารในประเทศ แต่ได้มีการอ้างว่าล็อตดังกล่าวนี้จะเป็นการนำเข้ารถโดยสารสำเร็จรูปทั้งคันจากต่างประเทศ ซึ่ง ณ ปัจจุบันได้ทำการเปิดสายการผลิตเรียบร้อยแล้ว 3.อาจเป็นเหตุให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษีการนำเข้า 40% ด้วยการนำชิ้นส่วนมาประกอบในประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการเช่น กลุ่มบ้านโป่ง ราชบุรี ต้องออกมาทักท้วงในที่สุด

แม้วันนี้โครงการดังกล่าวจะยังเดินหน้ารอบใหม่ แต่ ณ วันนี้กระทรวงคมนาคมโดยนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม ก็ได้มีโอกาสชมการสาธิตระบบ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และร่วมทดลองนั่งรถโดยสารไฟฟ้าต้นแบบซึ่งประกอบในประเทศไทยโดย บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด(มหาชน)ไปเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่ารถเมล์ไฟฟ้าที่นำมาสาธิตให้ชมในครั้งนี้เป็นรถเมล์แบบไร้มลพิษประหยัดพลังงาน มีค่าบำรุงรักษาต่ำและช่วยลดต้นทุนได้ ซึ่งถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ ขสมก. จะนำมาให้บริการคนกทม.ในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ ขสมก. อยู่ระหว่างการเร่งประเมินผลทดลองเปรียบเทียบถึงความเหมาะสมระหว่างการซื้อขาดหรือวิธีการเช่าซื้อ โดยส่งเรื่องให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา คาดว่ารถเมล์ไฟฟ้าล็อตแรกที่จะนำร่องเอามาใช้มีจำนวน 200 - 300 คัน

ดังนั้นคงต้องติดตามกันว่าวิบากกรรมรถเมล์เอ็นจีวี 489 คันรอบที่ 4 นี้จะได้ทันใช้งานในเดือนสิงหาคม 2559 หรือไม่ และรถไฟฟ้าที่นำมาโชว์ศักยภาพต่อหน้ารัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จะเห็นชอบอนุมัติให้จัดซื้อหรือไม่เนื่องจากมีราคาต่อคันไม่ต่ำกว่า 12 ล้านบาท ซึ่งแพงกว่ารถเมล์เอ็นจีวีหลายเท่านั้นก็คงมีลุ้นกันอีกครั้งในปี 2559 นี้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,121 วันที่ 10 - 13 มกราคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business