thansettakij
thansettakij
บางจากเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง 5 ปีขอเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคชื่นชม

บางจากเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง 5 ปีขอเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคชื่นชม

07 ม.ค. 59 | 05:00 น.
อัปเดตล่าสุด :30 พ.ค. 59 | 10:59 น.
จากแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงในปี 2559 ส่งผลให้ผู้ค้าน้ำมันทุกรายจำเป็นต้องเร่งปรับแผนลงทุนเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งชัยวัฒน์ โควาวิสารัช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงทิศทางการดำเนินงานของบางจาก รวมทั้งการปรับตัวเพื่อให้สามารถเติบโตท่ามกลางราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมาก

[caption id="attachment_25185" align="aligncenter" width="343"] ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช[/caption]

ทิศทางการลงทุนในปี2559

สำหรับการดำเนินงานของบางจากในปี 2559 นี้ บางจากยังคงมุ่งเน้นการขยายธุรกิจในหลายด้าน เบื้องต้นวางกรอบเม็ดเงินลงทุนไว้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่นน้ำมันประมาณ 2-3 พันล้านบาท ,ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันประมาณ 3 พันล้านบาท และที่เหลือเป็นการลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้า ,ไบโอดีเซล , เอทานอล และธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม(E&P) โดยในส่วนธุรกิจ E&P คาดว่าจะประกาศการเข้าซื้อกิจการแหล่งผลิตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2559 ซึ่งเป็นแหล่งผลิตที่มีปริมาณสำรองราว 10 ล้านบาร์เรล บางจากจะเข้าถือหุ้นประมาณ 30-40% โดยบางจากกำหนดงบลงทุนในธุรกิจ E&P ช่วง 5 ปี(2559-2563) 0t อยู่ที่ประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท

ขณะที่การขยายธุรกิจผลิตไฟฟ้า คาดว่าในปี 2559 จะสรุปการเข้าซื้อกิจการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์เซลล์) ทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่วนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังความร้อนใต้พิภพในต่างประเทศ แม้คณะกรรมการบริษัท(บอร์ด) อนุมัติหลักการแล้ว ก็ยังต้องมีการเจรจากับพันธมิตรก่อนด้วย ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 200 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันอยู่ที่ 118 เมกะวัตต์ โดยจะซื้อโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ที่ผลิตแล้วและลงทุนใหม่ทั้งในและต่างประเทศ

รวมทั้งยังมองหาโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนธุรกิจ Wave Power Technology ซึ่งเป็นการนำพลังงานของคลื่นมาผลิตกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล โดยสนใจเข้าไปลงทุนในด้านเทคโนโลยีดังกล่าว เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่บริษัทเข้าไปลงทุนในธุรกิจเหมืองลิเธียมโดยปัจจุบันบางจากมีกระแสเงินสดอยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งการขยายการลงทุนในหลากหลายธุรกิจ นับว่าเป็นการลดความเสี่ยงจากปัจจุบันรายได้ส่วนใหญ่ยังคงมาจากธุรกิจน้ำมัน นอกจากนี้บางจากยังมองหาโอกาสลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย

[caption id="attachment_25184" align="aligncenter" width="600"] ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช[/caption]

เดินแผนขยายปั๊ม

ปัจจุบันส่วนแบ่งทางการตลาดของปั๊มบางจากอยู่อันดับ 2 รองจากบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ดังนั้น การขยายสถานีบริการน้ำมันย่อมยังมีอยู่ เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดเอาไว้ ซึ่งในปีนี้ จะขยายเพิ่มอีก 60 แห่ง จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.061 พันแห่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 50 ล้านบาทต่อแห่ง จะเน้นขยายสถานีบริการขนาดใหญ่(Flagship) เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาสถานีบริการรูปแบบใหม่ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นสอดคล้องในแต่ละพื้นที่ เช่น สถานีบริการบนทางหลวง สถานีบริการประเภท Truck Station สถานีบริการในต่างจังหวัด เป็นต้น เพื่อให้เป็นจุดแวะพักที่มีบริการหลากหลาย สอดรับกับ Lifestyle ใหม่ๆ ของผู้บริโภค เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่ได้รับการชื่นชมจากผู้บริโภคมากที่สุด(The Most Admired Brand ภายในปี 2563

นอกจากนี้ยังตั้งเป้ายกระดับสถานีบริการน้ำมันสหกรณ์ฯ ให้เป็นสถานีบริการน้ำมันมาตรฐานเพิ่มขึ้น โดยจะคัดเลือกสถานีบริการน้ำมันสหกรณ์ฯ ที่มีศักยภาพ บนเนื้อที่ 3-4 ไร่ จำนวน 1 ใน 3 ของสถานีบริการน้ำมันสหกรณ์ฯทั้งหมดที่ 600 แห่ง ซึ่งคาดว่าในปี 2559 จะสามารถปรับปรุงได้ 30 แห่ง จะใช้เงินลงทุนประมาณ 5 ล้านบาทต่อแห่ง

ส่วนธุรกิจนอนออยล์อยู่ระหว่างการพัฒนาร้านค้าสะดวกซื้อและธุรกิจด้านอาหารรูปแบบใหม่ ตามแนวคิด All in one food station ที่มีทั้งร้านขายอาหารสด ร้านกาแฟ และร้านอาหารปรุงสด ที่เน้นความสด สะอาด อร่อย ภายใต้แบรนด์ Lemon Kitchen, Inthanin Garden และข้าวหอมมะลิ ที่ใส่ใจด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมนอกจากนี้ บางจากยังเดินหน้าโครงการ 3E พลัส เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่น เป็นโครงการต่อเนื่องจาก 3E ประกอบด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพการกลั่น การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า และการลงทุนเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 1.4 แสนบาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบันกลั่นอยู่ที่ 1.2 แสนบาร์เรลต่อวัน คาดใช้เงินลงทุน 7 พันล้านบาท ใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ 3 ปี จะแล้วเสร็จภายในปี 2561

คาดการณ์รายได้ปี 2559

สำหรับรายได้ในปี 2559 คาดว่าจะดีสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ก่อตั้งบางจากมา 31 ปี ตั้งเป้ากำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (อีบิทดา) อยู่ที่ 1.26 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 20% จากปี 2558 จากแนวโน้มค่าการกลั่น (GRM) ที่ยังอยู่ระดับที่ดีต่อเนื่องจากปีนี้ที่มองว่าค่าการกลั่นจะอยู่ระดับ 8-9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งนี้ หากพิจารณาจากราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้มีการบริโภคน้ำมันมากขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันเบนซินที่มีความต้องการใช้มาก จนทำให้ปริมาณน้ำมันเบนซินในภูมิภาคมีแนวโน้มเริ่มขาดแคลน ขณะที่ส่วนต่าง(สเปรด)ระหว่างราคาน้ำมันดิบและน้ำมันเบนซินสูงมาก นอกจากนี้ยังคาดว่าการกลั่นน้ำมันของบริษัทในปีหน้าจะยังอยู่ระดับสูงใกล้เคียงปีนี้ที่ 1.13 แสนบาร์เรลต่อวัน

"แม้ว่าในปีนี้ จะมีการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นบางจากครั้งใหญ่ 40 วัน ทุกๆ 2 ปี แต่ก็ยังตั้งเป้ากำลังการกลั่นจะมากกว่า 1.1 แสนบาร์เรลต่อวัน ซึ่งที่ผ่านมาเคยกลั่นสูงสุด 1.26 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยสัดส่วนรายได้จะมาจากธุรกิจโรงกลั่น 50-60% ส่วนที่เหลือมาจากด้านตลาดและนอนออยล์ 20% ,บริษัท บีซีพีจี จำกัด 25% และธุรกิจ E&P 5% หากราคาน้ำมันดิบปี 2559 ปรับตัวดีขึ้นจะทำให้กำไรของบริษัทดีขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามบางจากตั้งเป้าอีบิทดาในปี 2559 โต 20% จากปีก่อน"

ไตรมาส 3 ดันบริษัทลูกเข้าตลาด

ในปีนี้ยังคงเป้าหมายการนำบริษัท บีซีพีจี จำกัด (BPCG) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ในช่วงไตรมาส 3/2559 โดยคาดว่าจะยื่นแบบเสนอขายหุ้น(ไฟลิ่ง)ในช่วงเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2559 เพื่อระดมทุนใช้ขยายงาน ซึ่งบีพีซีจี จะสามารถสร้างกำไรได้ประมาณ 2 พันล้านบาทต่อปี

สำหรับบริษัท บีซีพีจี จำกัด ประกอบไปด้วย บริษัท บางจาก โซลาร์เอ็นเนอร์ยี จำกัด หรือ BSE และบริษัทย่อยในกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจำนวน 5 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท บางจาก โซลาร์เอ็นเนอร์ยี (ปราจีนบุรี) จำกัด หรือBSE-PRI ,บริษัท บางจากโซลาร์เอ็นเนอร์ยี (ชัยภูมิ1) จำกัด หรือ BSE-CPM1 ,บริษัท บางจาก โซลาร์เอ็นเนอร์ยี (บุรีรัมย์) จำกัด หรือBSE-BRM ,บริษัท บางจากโซลาร์เอ็นเนอร์ยี (บุรีรัมย์1) จำกัด หรือ BSE-BRM1 และบริษัท บางจาก โซลาร์เอ็นเนอร์ยี (นครราชสีมา) จำกัด หรือ BSE-NMA รวมถึงโครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ กำลังการผลิต 38 เมกะวัตต์ ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (โครงการระยะที่ 1)

ในขณะที่การลงทุนธุรกิจอย่าง เหมืองโปรแตช ล่าสุดบอร์ดมีมติให้ขายหุ้นของบริษัท เหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด (มหาชน) ที่บางจากถืออยู่ทั้งหมด เนื่องจากไม่ใช่ธุรกิจหลัก จำนวน 1.93 ล้านหุ้น คิดเป็นประมาณ 10.66% ของทุนชำระแล้ว ให้กับบริษัท เอส กรุ๊ป เออีซี (ประเทศไทย) จำกัด คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 202 ล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,120 วันที่ 7 - 9 มกราคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business