thansettakij
thansettakij
เทคโนโลยียุคใหม่ไล่บี้! บีบเกษตร-การค้าไทยเร่งปรับตัว

เทคโนโลยียุคใหม่ไล่บี้! บีบเกษตร-การค้าไทยเร่งปรับตัว

01 ม.ค. 61 | 06:45 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ม.ค. 61 | 13:45 น.
จากโลกปัจจุบันที่เข้าสู่ยุคอินเตอร์เน็ตทุกสรรพสิ่ง(IoT) เปลี่ยนโลกจากยุค อนาล็อกเข้าสู่ยุคดิจิตอล แรงงานมนุษย์สุ่มเสี่ยงตกงานจำนวนมาก ถือเป็นภัยคุกคาม(Disruption) และความเสี่ยงสำหรับภาคเกษตร การค้า อุตสาหกรรม และภาคบริการของไทยที่ไม่ปรับตัว แต่อีกด้านหนึ่งจะเป็นประโยชน์และเป็นการสร้างโอกาสสำหรับผู้ที่ปรับตัวได้ก่อน เพื่อฉายให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า ณ ปัจจุบัน 2 ภาคสำคัญคือภาคเกษตรและการค้าของไทยอยู่ในตำแหน่งใด และจะต้องปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอดได้ในอนาคต “ฐานเศรษฐกิจ” ขอนำข้อมูลและมุมมองจากกูรูมานำเสนอดังนี้

++เกษตรยุคแม่นยำสูง
นายปัญญา เหล่าอนันต์ธนา อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฉายภาพว่า ปัจจุบันในภาคเกษตรของไทยได้มีการใช้เทคโนโลยีที่มีความหลากหลายมากขึ้น มีความฉลาดมากขึ้น และบางอย่างทำงานได้อัตโนมัติ เช่น โดรนสำหรับการพ่นยา พ่นปุ๋ยในไร่นาควบคุมด้วยรีโมต หรือบินแบบอัตโนมัติเพื่อลดปัญหาผู้ฉีดสัมผัสสารเคมี มีการใช้โดรนติดกล้องถ่ายภาพเพื่อวิเคราะห์คาดการณ์ผลผลิตหรือดูการเจริญเติบโตทางการเกษตรสำหรับเกษตรแปลงใหญ่

นอกจากนี้มีการใช้รถแทรกเตอร์ติด GPS สำหรับเกษตรที่ต้องการความแม่นยำสูงในการเคลื่อนที่โดยการวัดระยะการปลูก และการไถพรวนที่แม่นยำมากขึ้น

tp8-3327-C “ยังมีการใช้ Sensor วัดความชื้นในดินเพื่อควบคุมปริมาณการให้นํ้าได้แม่นยำขึ้น และสัมพันธ์กับสภาพความชื้นในดินที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช มีรถปลูกข้าวที่คนไทยทำได้เองและถูกกว่าของต่างประเทศมาก เป็นการปลูกข้าวแบบนาโยนที่ทำให้เป็นระเบียบเหมือนนาดำเรียกว่ารถหย่อนกล้า เป็นนวัตกรรมตัวแรกของโลก และปลูกข้าวให้ผลผลิตที่สูงกว่าและลดต้นทุนได้ดีกว่าทุกวิธีการปลูก”

ขณะที่เทคโนโลยีใหม่ด้านการเกษตรที่กำลังมาแรงเป็นเทคโนโลยีด้านสมาร์ทฟาร์มได้แก่ Precision Farming หรือเกษตรกรรมความแม่นยำสูง ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการผลิตด้านการเกษตร และรักษาคุณภาพตามมาตรฐานได้ดีกว่าการเกษตรแบบเก่า มีการควบคุมการปลูกแบบอัตโนมัติมากขึ้น มีระบบเตือนและรายงานสภาพอากาศจากเครื่องวัดในแปลง และจากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา รวมถึงการได้รับข้อมูลด้านการชลประทานจากกรมชลประทาน ซึ่งทั้งหมดนี้จะได้ข้อมูลแบบ realtime (ณ เวลาจริง)

นอกจากนี้มีแอพพลิเคชันผ่านสมาร์ทโฟน ในการรายงานสภาพการณ์ในแปลงเกษตร และรวมถึงการบริการสืบย้อนรอยสินค้าเกษตรไปยังแปลงผู้ผลิตได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลด้านการใช้ปัจจัยการผลิตอะไรบ้าง (เช่นตารางการให้ปุ๋ย นํ้า หรือการฉีดยา เป็นต้น) เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในความปลอดภัยของผลผลิตทางการเกษตร

“ปัญหาเกษตรกรตามไม่ทันเทคโนโลยี ปัญหาเกษตรกรมีหนี้สินมาก ไม่มีเงินลงทุนมากพอที่จะเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ปัญหาการถูกกดราคาสินค้าจากพ่อค้าคนกลาง และปัญหาอื่น ๆทางออกของเกษตรกรในยุค 4.0 ต้องรวมตัวกันเป็นเครือข่าย เพื่อจะได้ลดต้นทุน เพิ่มอำนาจต่อรองตั้งแต่การซื้อปัจจัยการผลิต หรือการขายผลผลิตให้กับพ่อค้าคนกลาง และเมื่อสร้างเครือข่ายได้แล้วก็จะเกิดการรวบรวมเงินลงทุนได้จำนวนมากพอที่จะเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และการรวมแปลงให้เป็นแปลงใหญ่ ก็จะทำให้สามารถร่วมลงทุนด้านเทคโนโลยีด้านการเกษตรได้แก่เครื่องจักรการเกษตรได้ และจะเกิดความคุ้มค่าต่อการลงทุน”

[caption id="attachment_160102" align="aligncenter" width="503"] นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร[/caption]

++5 เทคโนฯเปลี่ยนค้าโลก
ขณะที่ในภาคการค้า นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาเตือนว่า เวลานี้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของโลกที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน จะส่งผลกระทบต่อการค้าและการส่งออกของไทยในอนาคตอย่างแน่นอน ซึ่งจากการศึกษาเบื้องต้นโดย World Economic Forum (WEF) พบว่า กลุ่มอาเซียนซึ่งรวมทั้งไทยจะได้รับผลกระทบจาก 5 เทคโนโลยีใหม่ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการค้าโลกในอนาคตได้แก่ IoT (Internet of Things), Artificial Intelligence (AI หรือปัญญาประดิษฐ์), Advanced Robotics (หุ่นยนต์อุตสาหกรรม), Wearables(อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แบบสวมติดตัว) และ Additive Manufacturing เช่น 3D printing (การพิมพ์ 3 มิติ) ซึ่งผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว“ทางกระทรวงอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลรูปแบบการค้ายุคใหม่ ซึ่งมีหลายตัว และจะมีผลต่อการค้าในอาเซียน และของไทยในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมเช่น รถยนต์ อาหาร สิ่งทอ ที่จะมีเทคโนโลยี หรือวัตถุดิบใหม่ๆ เข้ามาทดแทน ซึ่งผู้ประกอบการต้องเร่งพัฒนาสินค้าที่มีความทันสมัย สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและมีความแตกต่างจากคู่แข่ง”

[caption id="attachment_136511" align="aligncenter" width="503"] อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม[/caption]

++จี้ภาคอุตฯเร่งปรับตัว
ขณะที่นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาห- กรรม กล่าวว่า การค้าอี-คอมเมิร์ซซึ่งเกิดจากเทคโนโลยีดิจิตอลได้เข้ามามีบทบาทในการค้าโลกมากขึ้น โดยเวลานี้ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้หันมาใช้ช่องทางการส่งคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) ทางออนไลน์ ใช้ดิจิตอลมากขึ้น หากผู้ประกอบการรายกลาง และรายเล็กไม่ใช้ระบบนี้ก็จะหลุดจากห่วงโซ่ได้ เรื่องนี้ผู้ประกอบการต้องตระหนักและต้องปรับตัว เพราะยุคนี้เป็นยุค IoT ซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว

“ที่ต้องทำควบคู่กันไปคือ 1.การเร่งสร้างความตระหนัก 2.นำทักษะให้เข้าถึง และ 3. ให้เขาเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมในเรื่องดิจิตอลแล้วนำไปสู่การผลิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของออโตเมชัน โรบอติก และอื่นๆ มิฉะนั้นความสามารถในการแข่งขันและต้นทุนสู้ไม่ได้แน่นอน ซึ่งในส่วนของเอสเอ็มอีที่เข้าไม่ถึงเงินทุน ตรงนี้เรามีกองทุนหรือเงินสินเชื่อที่ออกมาใหม่ในอัตราพิเศษ เพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนเครื่องไม้เครื่องมือ และเทคโนโลยี”

[caption id="attachment_121409" align="aligncenter" width="503"] อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง[/caption]

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลส่งเสริมให้เอสเอ็มอีมีช่องทางการค้าขายสินค้าของชุมชนผ่านอี-คอมเมิร์ซเพื่อให้สินค้ามีช่องทางการขายออกไปทั่วประเทศ และออกไปทั่วโลกได้ ทั้งนี้อาจส่งผลกระทบร้านค้าปลีกทั่วไปที่อาจเสียเปรียบ เพราะการค้าอี-คอมเมิร์ซผู้สั่งซื้อสินค้าไม่ต้องเสียภาษี แต่ร้านค้าทั่วไปมีการลงทุนเรื่องสถานที่ และมีต้นทุนด้านต่างๆ ดังนั้นเพื่อความเป็นธรรม ทางกรมสรรพากรกำลังหาแนวทางว่าจะทำอย่างไรที่จะให้การเสียภาษีเกิดความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,327 วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 - 3 มกราคม พ.ศ. 2561
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว-9