thansettakij
thansettakij
คลังผุด ‘บ้านฅนไทย’ หนุนผู้ประกันตนกู้ดอกต่ำ

คลังผุด ‘บ้านฅนไทย’ หนุนผู้ประกันตนกู้ดอกต่ำ

01 ม.ค. 61 | 07:05 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ม.ค. 61 | 14:05 น.
ธนารักษ์ดัน “บ้านฅนไทย”เข้าครม.เดือนม.ค.61 ดึงสปส.เอี่ยว หนุนสมาชิกผ่อนดอกเบี้ยตํ่า ด้านเลขาฯสปส. เผยบอร์ดไฟเขียวแล้วพร้อมลงทุนฝากแบงก์รัฐ 5 พันล้าน ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกันตน

นายพชร อนันตศิลป์อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ “บ้านฅนไทย” ว่า กรมธนารักษ์ได้เสนอรายละเอียดโครงการบ้านฅนไทยให้กระทรวงการคลังรับทราบแล้วเพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาในเดือนมกราคม2561 โดยเป็นการสร้างบ้านบนพื้นที่ราชพัสดุใน 8 จังหวัดทั่วประเทศ (เชียงราย เชียงใหม่ขอนแก่น อุดรธานี สงขลา ฯลฯ)ราคายูนิตละ 3.5-4.5 แสนบาทเพื่อขายให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะผู้ลงทะเบียนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับสิทธิก่อน

[caption id="attachment_174858" align="aligncenter" width="503"] tp11-3275-b-503x335 พชร อนันตศิลป์อธิบดีกรมธนารักษ์[/caption]

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะเป็นการปล่อยกู้ผ่านสถาบันการเงินรัฐคือธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)ซึ่งมีแพ็กเกจในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอยู่แล้ว วงเงินรวม 2-3 หมื่นล้านบาท แต่กรมธนารักษ์ได้ขอวงเงินดังกล่าวมาปล่อยกู้ในโครงการบ้านฅนไทย 4 พันล้านบาท จากธนาคารรัฐทั้ง 2แห่งเท่ากันรายละ 2 พันล้านบาท ส่วนการจะปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการหรือเป็นการปล่อยให้กับประชาชนทั่วไป ก็ขึ้นกับการพิจารณาของธนาคารเอง

“เมื่อได้เสนอโครงการไปแล้ว สำนักงานประกันสังคม(สปส.) ได้แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการด้วยเพื่อช่วยผู้ประกันตนให้มีบ้านเป็นของตนเองโดยเสนอที่จะนำเงิน 5 พันล้านบาทเข้ามาร่วมด้วย แต่ผมบอกว่าเราจะลงทุนเองอยู่แล้วด้วยวิธีการประมูล ถ้าสปส.ต้องการช่วยเหลือสมาชิก ก็สามารถนำเงินที่มีไปช่วยอุดหนุนดอกเบี้ยให้สมาชิกดีกว่า เพื่อที่เขาจะได้ลดภาระการผ่อนลง แต่ต้องกำหนดรายได้ขั้นตํ่าของผู้ประกันตนด้วยว่าใครเป็นผู้มีสิทธิ์ซื้อ “บ้านฅนไทย”ได้เพราะสมาชิกของสปส.มีบริษัทเอกชนที่มีรายได้สูงด้วย”

อย่างไรก็ดียังไม่สามารถเปิดรายละเอียดเงื่อนไข ต้องรอเสนอให้ครม.อนุมัติก่อน แต่เบื้องต้นคาดว่าจะมีทั้งบ้านแถว บ้านแฝด และห้องชุดกระจายให้ประชาชนได้เข้าอยู่อาศัยในระยะยาวแบบการเช่าซื้อ 30 ปี บนที่ราชพัสดุในจังหวัดชลบุรี เชียงใหม่กรุงเทพฯ จำนวน 2,600 ยูนิตโดยเป็นพื้นที่ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองนัก มีพื้นที่ใช้สอยขั้นตํ่า 28 ตารางเมตรต่อยูนิตโดยหลังครม. เห็นชอบแล้ว จะเร่งออกเงื่อนไขการประมูลและจะให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด แต่จะต้องเป็นบ้านราคาถูกและมีคุณภาพตามมาตรฐาน รวมถึงมีการบริหารจัดการที่ดีไม่ให้เป็นแหล่งชุมชนเสื่อมโทรม เบื้องต้นกรมคำนวณกำไรที่เอกชนจะได้รับที่ไม่เกิน 15-20% ซึ่งถือว่าตํ่ามาก ดังนั้นกรมอาจจะต้องมีมาตรการจูงใจให้เอกชนมาร่วมโครงการ

“บ้านฅนไทยจะแตกต่างจากบ้านประชารัฐคือ บ้านประชารัฐเป็นบ้านหลังแรกสำหรับผู้มีรายได้น้อย แต่บ้านฅนไทยจะเปิดขายให้กับประชาชนทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านหลังแรกก็ได้”

ด้านน.พ.สุรเดช วลีอิทธิกุลเลขาธิการสปส. เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โครงการดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการสปส.แล้ว พร้อมจะสนับสนุนสมาชิก 2 แนวทาง คือ1.สมาชิกที่เป็นผู้ประกอบการสร้างบ้านในโครงการนี้ ซึ่งสปส.จะลงทุนทางอ้อม โดยการนำเงินไปกระจายฝากกับธนาคารรัฐที่สนับสนุนในโครงการนี้ 2. ผู้ประกันตนที่ต้องการซื้อ “บ้านฅนไทย” โดยผ่อนในอัตราดอกเบี้ยตํ่าคงที่ 3% นาน 3 ปี จากนั้นคิดดอกเบี้ย MRR (6.75%) ลบ 1% หรือเท่ากับ 5.75%

นอกจากนี้ สปส.อยู่ระหว่างเจรจากับธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ เพื่อหาช่องทางให้ผู้ประกันตนกู้ซื้อบ้านในตลาด ในเงื่อนไขพิเศษ

นางนิยดา เสนีย์มโนมัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านประกันสังคม สปส. กล่าวเสริมว่า ภายใต้กรอบการลงทุนตามระเบียบการจัดหาผลประโยชน์ของสปส.สามารถลงทุนได้ไม่เกิน 10% ของเงินกองทุน กรณีนี้จะเป็นการลงทุนทางอ้อมในรูปเงินฝาก โดยแทนที่สปส.จะรับดอกเบี้ยตามที่ธนาคารพาณิชย์กำหนด ยกตัวอย่างฝาก 1 ปี ดอกเบี้ยตามระบุคือ 1.5% สปส.จะรับในอัตราตํ่ากว่า (แล้วแต่ข้อตกลง)โดยส่วนต่างดอกเบี้ยจะไปชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ทำให้ผู้ประกันตนจ่ายได้ในอัตราถูกลง

TP11-3327-A “หลังผ่านการพิจารณาของครม. คาดจะได้ข้อสรุปคุณสมบัติเงื่อนไข แต่อย่างน้อยสมาชิกสปส.ต้องเป็นผู้ประกันตนไม่น้อยกว่า 1 ปี และต้องเป็นผู้มีรายได้น้อยตามเงื่อนไขที่กรมธนารักษ์ระบุ ปัจจุบัน สปส.มีสมาชิก 14.5 ล้านคน” เธอกล่าว

อนึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) (วันที่ 26 ธันวาคม 2560)ได้เห็นชอบ โครงการช่วยเหลือเพื่อให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในอัตราดอกเบี้ยตํ่าผ่านการสนับสนุนของธนาคารรัฐกล่าวคือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)ได้จัดทำโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้มีรายได้น้อยทั่วไป และบุคลากรภาครัฐรวมทั้งสิ้น 3 โครงการ กำหนดอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนและมีระยะเวลากู้ยืมสูงสุดถึง 40 ปีรวมทั้งได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมตามที่ธนาคารกำหนด ระยะเวลายื่นคำขอกู้ไม่เกินวันที่ 28 ธันวาคม2561 หรือเมื่อธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อเต็มวงเงินโครงการแล้วโดยมีรายละเอียดโครงการสรุปได้ ดังนี้

1. โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับประชาชนผู้ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและประชาชนผู้มีรายได้น้อย วงเงินโครงการรวม 3 หมื่นล้านบาท วงเงินสูงสุดต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4 ปีแรกคิดที่ 2.75%ต่อปี กรณีวงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท และอัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี สำหรับกรณีวงเงินกู้มากกว่า 1ล้านบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท

2. โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ(บุคลากรภาครัฐ) สำหรับบุคลากรภาครัฐตามที่ธนาคารกำหนดวงเงินโครงการรวม 3 หมื่นล้านบาท ไม่จำกัดวงเงินสูงสุดต่อรายอัตราดอกเบี้ยคงที่ 4 ปีแรก อิงMRR-3.75% ต่อปี หรือเท่ากับ3% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยMRR ของ ธอส. อยู่ที่อัตรา 6.75%ต่อปี)

3. โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สำหรับประชาชนผู้ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและประชาชนผู้มีรายได้น้อย รวมถึงบุคลากรภาครัฐตามที่ธนาคารกำหนด ที่มีภูมิลำเนาหรือมีความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 จังหวัด ได้แก่จังหวัดยะลา นราธิวาส และปัตตานี วงเงินโครงการรวม 1,000ล้านบาท วงเงินสูงสุดต่อรายไม่เกิน 1 ล้านบาท สำหรับผู้ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เกิน 2 ล้านบาท สำหรับประชาชน ผู้มีรายได้น้อยและบุคลากรภาครัฐ โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ใน 5 ปีแรก อยู่ที่2.50% ต่อปี

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,327 วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 - 3 มกราคม พ.ศ. 2561
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว-9