
โอกาส-ความเสี่ยงปี 2561 ‘ดิจิตอล’ฟันเฟืองหลักธุรกิจ
++ทุกแพลตฟอร์มคือ“โอกาส”
นายชาคริต ดิเรกวัฒนชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือช่อง 3 กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังในปี 2561 คือเรื่องของการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้นมาก ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประเทศในช่วง 2-3 ปี โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกระทบต่อผู้บริโภคที่ปรับตัวไม่ทัน ขณะที่ผู้ที่ปรับตัวทันก็สามารถสร้างให้เกิดประโยชน์ได้
“ความเสี่ยงคือ ศักยภาพในการปรับตัวของตัวเอง และองค์กร”
[caption id="attachment_246076" align="aligncenter" width="503"]
หากมองว่าปี 2560 เป็นปีของการเปลี่ยนแปลง การปรับตัวปี 2561 ก็จะเป็นปีของจริง เพราะที่ผ่านมาทุกคนรับรู้ในปัญหา ดังนั้นต่อไปจะเห็นการจับมือกันมากขึ้นในรูปแบบของสมาคม หรือพันธมิตร เพื่อสร้างให้เกิดความแข็งแกร่ง ผู้ที่ปรับตัวได้ ถือว่าเป็น “โอกาส” ที่จะอยู่ รอด วันนี้การเข้ามาของเทคโนโลยี ส่งผลกระทบต่อไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค มีผลต่อสินค้าและบริการ มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือเรื่องราวในการเข้าถึง วิธีในการเข้าถึงเช่นในธุรกิจบันเทิง คอนเทนต์และคุณภาพยังเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ชมคำนึงถึง เมื่อเทคโนโลยีเข้ามา มีผู้ชมหน้าจอทีวีน้อยลง แต่ขณะเดียวกันเลือกดูในแพลต ฟอร์มอื่นๆ มากขึ้น ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ และวิธีการเข้าถึงเช่น การรับชมย้อนหลังได้ ทำให้คอนเทนต์ละคร หรือเกมโชว์ ยังได้รับความนิยมอยู่ เพราะเป็นเครื่องมือสร้างความบันเทิงที่มีราคาถูก ทำให้ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องสร้างละครให้มีคุณภาพ
“วันนี้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อภาคธุรกิจอย่างเห็นได้ชัดเจน และเชื่อว่าจะยังคงมีอิทธิพลต่อเนื่องต่อไป ทำให้ผู้ประกอบการและบุคลากรต้องปรับตัว ซึ่งหากปรับตัวได้ก็จะเกิดประโยชน์ต่อองค์กร แต่หากปรับตัวไม่ได้ก็จะส่งผลกระทบ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้ก็จะอยู่รอด”
ในธุรกิจบันเทิงการเข้ามาของเทคโนโลยีส่งผลทำให้ผู้ชมหน้าจอทีวีน้อยลงและหันไปเลือกดูในแพลตฟอร์มอื่นๆ มากขึ้น ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ ดังนั้นผู้ประกอบการต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ในการเข้าถึงผู้ชมได้หลากหลายช่องทาง ไม่ใช่เพียงหน้าจอทีวีอย่างเดียวเท่านั้น โดยช่อง 3 เอง มีช่องการสื่อสารไปยังผู้ชมทั้งทางเว็บไซต์ www.ch3thailand.com แอพพลิเคชัน Ch3Thailand แอพพลิเคชัน 3Live และโซเชียล มีเดียทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และไลน์ เพียง /Ch3Thailand โดยพบว่าในช่วงที่ผ่านมามีตัวเลขผู้รับชมละคร เกมโชว์ผ่านทางช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เช่นเดียวกับการรับชมผ่าน Mello แพลตฟอร์มวิดีโอเอ็นเตอร์เทนเมนต์ออนไลน์ ที่ช่อง 3 นำเอเชียนซีรีส์มาให้รับชมก็มีตัวเลขผู้เข้าชมแล้วกว่า 2 ล้านราย หลังจากเปิดให้บริการในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
++ชูมัลติแชนเนลแข่งโลกออนไลน์
นายดนัย ดีโรจนวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเครื่องสำอางแบรนด์มิสทิน กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า ในปี 2561 โอกาสที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย มาจากภาคการท่องเที่ยว ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน หลังจากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ หมดลง ขณะที่กำลังซื้อน่าจะกระเตื้องขึ้น จากแนวโน้มของภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว หลังจากชะลอตัวตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา
[caption id="attachment_246073" align="aligncenter" width="503"]
“แนวโน้มนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทมีแผนรุกตลาดนักท่องเที่ยวจีนในทุกช่องทาง ทั้งกลุ่มที่เดินทางเข้ามาในประเทศและที่อยู่ในต่างประเทศ” สำหรับตลาดในประเทศ บริษัทเตรียมขยายช่องทางการจำหน่ายร้านบิวตี้ช็อปเพิ่มอีก 20 จุดจากปัจจุบันมีอยู่ 20 จุด ด้วยงบลงทุนประมาณ 20 ล้านบาท ส่วนการขยายตลาดในจีน จะจัดตั้งสำนัก งานเพิ่มอีก 1-2 แห่ง นอกจากนี้ยังมีแผนขยายตลาดในไต้หวันและฮ่องกง ผ่านช่องทางร้านบิวตี้ช็อปต่างๆ ด้วย
อย่างไรก็ดี ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังคือ ภัยธรรมชาติ ที่ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคได้ เช่นในปี 2560 มีวิกฤตินํ้าท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้กำลังซื้อได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังมีปัญหาการเมืองที่จะต้องดูว่ามีการเลือกตั้งหรือไม่อย่างไร ปัญหาค่าแรงขั้นตํ่าที่หากมีการปรับเพิ่มขึ้นก็น่าจะส่งผลกระทบ การเปลี่ยน แปลงของอัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนปัจจัยภายนอกประเทศอย่างนโยบายของผู้นำสหรัฐอเมริกาหรือเกาหลีเหนือนั้น เชื่อว่าประเทศ ไทยไม่น่าจะได้รับผลกระทบโดยตรง ยกเว้นเกิดผลกระทบต่อราคานํ้ามันที่ปรับตัวสูงขึ้น ก็จะส่งผลกระทบต่อภาพเศรษฐกิจในประเทศได้เช่นกัน
“ต้องปรับกลยุทธ์การตลาดไปตามสถานการณ์ ควบคู่กับการทำตลาดด้วยการขยายช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าไปในทุกช่องทางหรือใช้กลยุทธ์มัลติแชนเนลเพื่อสร้างการเติบโต 5% ในปี 2561 เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่คาดว่าจะปิดยอดขายได้ 1.5 หมื่นล้านบาท”
บริษัทยังเตรียมกลยุทธ์การบริหารซัพพลายเชน ควบคู่ไปกับการทำตลาดแบบมัลติ แชนเนล เนื่องจากมองว่าการบริหาร สต๊อกสินค้าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะต้องสามารถจับทิศทางการตลาดได้ทันสถานการณ์
++เชื่อ“เลือกตั้ง”ดันศก.ฟื้น
นายตัน ภาสกรนที กรรมการ ผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายชาพร้อมดื่มอิชิตัน, เครื่องดื่มไบไล่ และเย็น เย็น กล่าวว่า สำหรับทิศทางเศรษฐกิจในปี 2561 มองว่าทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจส่งสัญญาณบวกมากขึ้นจากปี 2560 โดยมีปัจจัยหลักมาจากเม็ดเงินจากโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ เริ่มผลักดันถึงระดับรากหญ้า เกิดการจ้างงานมากขึ้น ส่งผลให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าไปในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวจะสะท้อนไปยังกลุ่มประชาชนหรือผู้บริโภคทั่วไปให้เริ่มมีกำลังซื้อมากขึ้น
[caption id="attachment_246075" align="aligncenter" width="503"]
“ถ้าหากมีการเลือกตั้งภายในปีหน้าน่าจะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น การลงทุนจากต่างประเทศคล่องตัวขึ้น ซึ่งโดยส่วนตัวผมมองในแง่บวกครับสำหรับทิศทางเศรษฐกิจปี 2561”
สำหรับทิศทางการลงทุนของบริษัทในปี 2561 นั้นจะให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตของสินค้าในเครือบริษัทแต่ละกลุ่มให้มีการเติบโตเพิ่มขึ้น โดยในระยะสั้นมองการขยายตลาดเข้าไปในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี (CLMV) และจีน เนื่องจากมองเห็นโอกาสและศักยภาพทางการเติบโตของตลาดโดยที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ในส่วนตลาดต่างประเทศที่บริษัทมีการทำตลาดอยู่แม้ภาพรวมตกลงแต่ทางบริษัทก็ต้องเร่ง และเพิ่มความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ทั้งในกลุ่มชา และกลุ่มเครื่องดื่มอื่นๆ โดยใช้ Big data จากฐานข้อมูลที่หลากหลายเข้ามาช่วยในการวางแผนอย่างจริงจัง ในการสร้างการเติบโตแบบยั่งยืนของแบรนด์ในอนาคตทั้งในและต่างประเทศ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,327 วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 - 3 มกราคม พ.ศ. 2561






