thansettakij
thansettakij
ควัก2พันล้าน ผู้ค้าอุ้มปาล์ม

ควัก2พันล้าน ผู้ค้าอุ้มปาล์ม

18 ธ.ค. 60 | 07:52 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ธ.ค. 60 | 14:52 น.
ผู้ค้านํ้ามันม.7-ผู้ผลิต บี 100 สนองนโยบาย “ศิริ” ควักกว่า 2 พันล้านบาท รับภาระเก็บสต๊อกซีพีโอเพิ่ม 1 แสนตันภายใน 1 เดือน มั่นใจไม่กระทบต้นทุนผลิตดีเซล ผู้ค้าติงแค่โยกย้ายสต๊อก

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวพลังงานมีมาตรการดูดซับนํ้ามันปาล์มดิบ(ซีพีโอ) ในสต๊อกระดับ 1 แสนตัน โดยขอความร่วมมือผู้ผลิตไบโอดีเซล บี100 เก็บสต๊อกซีพีโอเพิ่มขึ้นอีก 5 หมื่นตัน ขณะที่ผู้ค้านํ้ามันมาตรา 7 นำซีพีโอจำนวน 5 หมื่นตัน ไปผลิต นํ้ามันไบโอดีเซลบี100 ได้ในปริมาณ 2 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นเก็บสต๊อกเพิ่มอีก 60 ล้านลิตร จากปัจจุบันสต๊อกนํ้ามันบี100 อยู่ที่ 92 ล้านลิตร ส่งผลให้สต๊อกเพิ่มขึ้นเป็น 152 ล้านลิตร

โดยปัจจุบันความต้องการใช้ซีพีโอในภาคพลังงานอยู่ที่ระดับ 1.05 แสนตันต่อเดือน มีกำลังการผลิตนํ้ามันบี100 อยู่ที่ 4 ล้านลิตรต่อวัน เทียบกับความต้องการใช้นํ้ามันบี100 อยู่ที่ 3.9 ล้านลิตรต่อวัน ดังนั้นหลังจากที่ผู้ค้ามาตรา 7 นำสต๊อกซีพีโอมาผลิตเป็นนํ้ามันบี100 เพิ่มขึ้นเป็น 6 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างหามาตรการส่งเสริมการใช้นํ้ามันบี100 เพิ่มขึ้น เบื้องต้นมองว่าการใช้นํ้ามันบี100 เพื่อผสมในเนื้อนํ้ามันดีเซลสัดส่วน 7% ตลอดทั้งปีก็จะทำให้การใช้นํ้ามันบี100 เพิ่มขึ้น เทียบกับปี 2559 ที่เกิดปัญหาปาล์มขาดแคลน ทำให้ต้อง ปรับสัดส่วนผสมลงเฉลี่ย 3-5%

[caption id="attachment_242287" align="aligncenter" width="503"] นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน[/caption]

นอกจากนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการทดลองใช้นํ้ามันไบโอดีเซลบี10 ในเครื่อง จักรกลการเกษตร รวมทั้งศึกษานํ้ามันไบโอดีเซลเกรดพิเศษ บี20 เพื่อใช้ในเครื่องจักรกลบางประเภท รวมถึงการส่งออกนํ้ามันบี100 ดังนั้นในอนาคตจะทำให้ความต้องการใช้ซีพีโอในภาคพลังงานปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าภาคการบริโภค ซึ่งในปีนี้ความต้องการใช้ซีพีโอภาคพลังงานอยู่ที่ 1.2 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการภาคการบริโภคอยู่ที่ 9 แสนตัน

ส่วนกรณีที่ผู้ค้ามาตรา 10 และผู้ค้ามาตรา 7 กังวลว่าการเก็บสต๊อกนํ้ามันซีพีโอเพิ่มขึ้น รวมทั้งการนำมาผลิตเป็นนํ้ามันบี100 เพื่อเก็บเป็นสต๊อก ต้องแบกรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 2-2.4 พันล้านบาทนั้น จากการหารือกับผู้ประกอบการดังกล่าวพบว่ามีความยินดีที่จะช่วยเหลือภาคเกษตรกรในการดูดซับซีพีโอในระบบ ขณะที่ราคาซีพีโออยู่ในระดับตํ่าเพียง 19 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับราคาที่ตํ่ามาก เทียบกับปีก่อนอยู่ที่ระดับ 22-23 บาทต่อกิโลกรัม

“กระทรวงพลังงานขอความร่วมมือผู้ผลิตบี100 เก็บสต๊อกซีพีโอเพิ่มอีก 5 หมื่นตัน ส่วนผู้ค้าม.7 นำซีพีโอ 5 หมื่นตัน มาผลิตบี100 ได้ 2 ล้านลิตร ส่วนนี้จะเก็บสต๊อกไว้ก่อนยังไม่นำมาใช้ แต่ปกติสต๊อกจะเก็บไว้ไม่เกิน 2-3 เดือน หากเกินกว่านั้นนํ้ามันบี100 จะมีปัญหาความเสถียร แต่การหมุนเวียนเพื่อนำมาใช้ก็จะไม่เกิน 1-2 เดือน” นายศิริ กล่าว

สำหรับฤดูกาลใหม่ปี 2561 จะมีผลผลิตปาล์มดิบออกสู่ท้องตลาดเพิ่มขึ้นนั้น กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการหามาตรการรองรับเพิ่มเติม ซึ่งในระยะยาวคาดว่าความต้องการใช้ซีพีโอในภาคพลังงานจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการคงสัดส่วน 7% ที่สมํ่าเสมอตลอดทั้งปี ส่งผลให้ความต้องการใช้ซีพีโอภาคพลังงานสูงขึ้นจากปีก่อน

กระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะไม่นำซีพีโอไปเผาเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าอย่างแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้การนำซีพีโอไปเผาเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้ากระบี่ ช่วยเหลือเกษตรกรได้ 35 ล้านบาท แต่ต้นทุนที่กระทบในค่าไฟฟ้า คิดเป็น 450 ล้านบาทเนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงถึง 6-7 บาทต่อหน่วย เมื่อเทียบกับการใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ 3 บาทต่อหน่วย

แหล่งข่าวจากผู้ผลิตบี100 กล่าวว่า กระทรวงพลังงานสั่งให้ผู้ค้าบี100 และผู้ค้านํ้ามันสต๊อกซีพีโอเพิ่มขึ้น แต่เป็นการเก็บในถังเพิ่มเติม ดังนั้นส่วนตัวมองว่าเป็นเพียงการโยกย้ายสต๊อกเท่านั้น ซึ่งแนวทางที่เหมาะสมต้องส่งเสริมการใช้บี100 เพิ่มขึ้น เพราะหากเก็บไว้ในสต๊อกจำนวนมาก ท้ายที่สุดก็ต้องระบายออกมา ขณะเดียวกันฤดูกาลใหม่ปี 2561 จะออกมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2561 จะส่งผลให้มีปริมาณซีพีโอในระบบเพิ่มขึ้น ดังนั้นจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดการใช้จริง

“หากเป็นเพียงการเก็บสต๊อกเท่านั้นแต่ไม่ใช้เพิ่ม เท่ากับเป็นการโยกย้ายสต๊อกเท่านั้น หากไม่ใช้บี100 เพิ่ม จะช่วยประเทศได้จริงหรือไม่” แหล่งข่าว กล่าว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,323 วันที่ 17 - 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว-5-503x62