ThaiSubcon เปลี่ยนบทบาทโออีเอ็ม มุ่งปรับทิศล้อตามเทคโนโลยีใหม่

25 ธ.ค. 2560 เวลา 4:32 น. 295
จากกระแสเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามามีบทบาทต่อภาคการค้าการผลิตมากขึ้น ทำให้สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (Thai Subcon)มีการตื่นตัว โดยปัจจุบันมีสมาชิกรวมอยู่ราว 500 ราย มีมูลค่ายอดขายต่อปีรวมราว 2 แสนล้านบาท เริ่มปรับตัวเข้าสู่วงจรการผลิตสินค้าที่มีอินโนเวชันมากยิ่งขึ้น ขณะที่หลายบริษัทที่ปรับตัวไปก่อนหน้านี้เริ่มเห็นความสำเร็จจากการเปลี่ยนแปลงแล้ว

ชนาธิป สุรชัยสิทธิกุล นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย กำลังสำคัญในการผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ก้าวพ้นจากบทบาทผู้ผลิตโออีเอ็ม และมีจุดยืนในการขับเคลื่อนสมาคมปี 2561 อย่างน่าติดตาม

[caption id="attachment_242531" align="aligncenter" width="426"] ชนาธิป สุรชัยสิทธิกุล ชนาธิป สุรชัยสิทธิกุล[/caption]

++เป้าสมาชิกเพิ่มเป็น1,000ราย
นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย กล่าวว่าเมื่อปี 2560 ได้ประกาศไว้ว่า Thai Subcon ซึ่งมีสมาชิก 500 ราย ในจำนวนนี้ 80% จะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ชิ้นส่วนยานยนต์ก็ค่อยๆลดน้อยลง ก็ต้องมองหาตลาดอื่นให้กับสมาชิกเพื่อผลิตแทนชิ้นส่วนยานยนต์ เราก็ประกาศว่าพร้อมที่จะทำชิ้นส่วนป้อนให้กับ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และทั้ง 10 กลุ่มอุตสาหกรรม ก็มีชิ้นส่วนทุกกลุ่ม อีกทั้งจะเพิ่มสมาชิกเพื่อรองรับกับนโยบายดังกล่าวด้วย โดยระหว่างปี 2561-2562 คาดว่าสมาชิกจะเพิ่มจาก 500 รายเป็น 1,000 ราย นอกจากนี้ยังมีสัดส่วนอีก 20% ของสมาชิกทั้งหมด ที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมกลุ่มอื่นๆ เช่น ชิ้นส่วนเครื่องจักร ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนหุ่นยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องมือแพทย์ เป็นต้น

จากการมองว่าตลาดรถยนต์จะเปลี่ยนเทคโนโลยีไป โดยปริมาณรถยนต์ไม่ได้ลดลง เพียงแต่เทคโนโลยีมีความไฮเทคมากขึ้น ชิ้นส่วนบางอย่างอาจจะเปลี่ยนไป เราก็ต้องมาดูว่าเครื่องจักรที่ทำอยู่สามารถหันไปทำชิ้นส่วนของอุตสาหกรรมอื่นได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งปลายปี 2560 นี้ เราก็มีการปรับตัวไปบ้างแล้วคือกลุ่มเครื่องมือแพทย์ อย่างกลุ่มออโตเมชันก็มี คนที่ทำชิ้นส่วนออโตเมชัน คนที่ขายหุ่นยนต์ หรือคนที่ทำชิ้นส่วนหุ่นยนต์ ก็สามารถอยู่ในกลุ่มนี้ได้ ตอนนี้เราก็พยายามรวมกลุ่มและรับทราบปัญหาของแต่ละกลุ่ม และดูว่าถ้าจะต้องพัฒนาต่อไปจะต้องทำอย่างไรบ้าง

ชนาธิป อธิบายว่า เมื่อเข้าสู่ปี 2561 แผนยกระดับสมาชิก Thai Subcon จะต้องเข้มข้นขึ้น เริ่มจาก 1. รวมกลุ่มสมาชิกที่สนใจจะพัฒนา หรือขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยดูจุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละรายก่อน เช่น บริษัท ก. ผลิตชิ้นส่วนโลหะ เขาอาจจะทำชิ้นส่วนยานยนต์ได้ ขณะเดียวกันก็ทำชิ้นส่วนเครื่องมือแพทย์ ชิ้นส่วนอากาศยานได้ด้วย ก็ต้องแจ้งเจตจำนงออกมว่าสนใจคลัสเตอร์ไหนบ้าง โดย 1 บริษัท สามารถเข้าร่วมได้มากกว่า 1 กลุ่ม แล้วเราก็จะมาแยกหมวด เช่น ถ้ามีการทำเครื่องมือแพทย์ ก็ต้องมีเรื่องมาตรฐานสินค้า โดยสามารถนำเครื่องมือ เครื่องจักรที่มีอยู่ไปทำอย่างอื่นได้ด้วย สิ่งที่จะต่างไปก็เรื่องวัตถุดิบที่ใช้ และมาตรฐาน เหล่านี้ก็ต้องมาคุยกันว่าใครมีความพร้อมอยู่ที่ระดับไหน ถ้ารายไหนยังติดเรื่องมาตรฐานก็ต้องมีการทำเรื่องมาตรฐานสินค้า และหารือกับภาครัฐในการจัดงบประมาณสนับสนุนจัดทำมาตรฐาน และสอบเทียบมาตรฐาน ซึ่งเหล่านี้จะต้องทำในแต่ละคลัสเตอร์ไป

TP13-3323-A ++ต้องออกนอกบ้านดูเทคโนโลยี
2. ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะต้องออกไปดูงานในต่างประเทศ ออกไปดูเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ผมเพิ่งไปกับบีโอไอไปดูสมาร์ทฟาร์มมิ่งที่เยอรมนี ซึ่งสมาร์ทฟาร์มมิ่งก็เป็นหนึ่งใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้เห็นเทคโนโลยีสามารถสแกนผ่านดาวเทียมเพื่อดูโรคที่เกิดขึ้นในพืชได้ ควรออกไปดูเทคโนโลยีในกลุ่มที่สมาชิกแต่ละรายสนใจว่า เวลานี้เทคโน โลยีมันไปถึงไหนแล้ว จะได้ก้าวทันเขา หรือแม้แต่ชิ้นส่วนอากาศยาน เราก็ทำได้เพราะทำชิ้นส่วนโลหะอยู่แล้ว ดังนั้นเราจำเป็นต้องนำสมาชิกให้มุ่งโฟกัสเป็นกลุ่มๆไป น่าจะสร้างความแข็งแกร่งให้ได้ การออกไปดูงานในต่างประเทศไม่ใช่ออกไปขายของอย่างเดียว แต่เราต้องไปดูความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เพื่อนำมาพัฒนาธุรกิจของตัวเอง

++จับมือเจโทรหน่วยงานรัฐจัดกิจกรรม
3.จัดกิจกรรม ที่มีเกิดขึ้นหลากหลาย เช่นการจับคู่ธุรกิจทั้งในประเทศและในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะจัดร่วมกับบีโอไอ และเจโทร รวมถึงร่วมกับทางเยอรมนี ส่วนการจับคู่ในประเทศจะเป็นรายการผู้ซื้อพบผู้ขาย เวลาเปิดรับสมัครก็จะล้นทุกครั้ง ได้รับความสนใจ นอกจากนั้นก็จะเป็นกิจกรรมสัมมนามาตรฐาน หรือเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพองค์กร และกิจกรรมการออกไปจับคู่ธุรกิจระหว่างประเทศ โดยออกไปจับคู่ในต่างประเทศ ซึ่งใน 1 ปีจะทำอยู่ 3-4 ครั้ง ส่วนใหญ่จะเป็นที่ญี่ปุ่นไปเป็นหมู่คณะ ไปออกงานและไปจับคู่ธุรกิจร่วมกับทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและบีโอไอ ถ้าเป็นยุโรป ส่วนใหญ่จะจับคู่ในงานแฟร์ งานแสดงสินค้า

สำหรับกิจกรรมสัมมนาในประเทศภายในปี 2561 จัดงาน “SUBCON THAILAND 2018” ร่วมกับบีโอไอ งาน Thailand Auto Parts & Accessories 2018 (TAPA 2018)เป็นงานแสดงชิ้นส่วนยานยนต์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และร่วมกับ 4 สมาคม (สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA), สมาคมผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ และอะไหล่ทดแทนไทย (TAPAA), สมาคมผู้ค้าอะไหล่วรจักร และ Thai Subcon) รวมถึงงานที่ร่วมกับรี้ดเทรดเด็กซ์ รวมถึงงานในต่างประเทศ ทั้งที่ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เดนมาร์ก เยอรมนี เหล่านี้เป็นการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆที่เข้ามา มาปรับใช้ในธุรกิจ

อย่างไรก็ตามในปี 2561 เราต้องกลับมามองว่าทิศทางอุตสาหกรรมนั้น การค้าขายแบบเดิมๆ โมเดลแบบเดิมๆ คงทำการค้าขายยากขึ้น โมเดลใหม่ก็มีออกมา เพราะเทคโนโลยีเริ่มไปสู่ระบบออโตเมชัน ซึ่งกลุ่มเราก็ทำชิ้นส่วนออโตเมชันค่อนข้างมาก หรือเครื่องมือแพทย์ก็น่าจับตามองเพราะไทยเริ่มไปสู่สังคมผู้สูงอายุ ดังนั้นอุปกรณ์สำหรับผู้สูงอายุก็ต้องมี สำหรับใช้ในบ้านพักคนชรา เหล่านี้ก็มีการใช้ชิ้นส่วน การจะผลิตออกมาก็ต้องศึกษา ญี่ปุ่นก็มีความชำนาญด้านนี้ ก็น่าจะร่วมมือกับคนไทยมาทำตลาดร่วมกันในเมืองไทย ฉะนั้นกลุ่มเครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์สำหรับผู้สูงอายุ กลุ่มออโตเมชัน เหล่านี้ล้วนน่าสนใจ ซึ่งเดิมเราส่งเสริมโออีเอ็ม แต่ตอนนี้โออีเอ็มก็ต้องเปลี่ยน จากที่เคยทำเฟือง ก็ขยับมาทำชุดเกียร์ ฉะนั้นชิ้นส่วนก็ยังทำอยู่แต่จะต้องต่อยอดเป็นสินค้ามากขึ้น โดยมีเรื่องการพัฒนาสินค้ามีเรื่องอินโนเวชันเข้ามา

วิทยุพลังงาน ++ความเสี่ยงในการทำธุรกิจ
รัฐบาลบอกอย่าไปเน้นการผลิตในลักษณะโออีเอ็มเพราะจะไปติดกับดักผู้มีรายได้ปานกลาง ดังนั้นอยากให้เอสเอ็มอีมีงานวิจัยและพัฒนา โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุน ดูงาน ทำวิจัย หรือให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การทำตลาดถ้าพัฒนาเสร็จแล้วก็อยากให้หน่วยงานรัฐสนับสนุน เช่น เครื่องมือแพทย์ โรงพยาบาลรัฐ ช่วยสนับสนุนได้หรือไม่ ซึ่งตรงนี้ถือว่ายังเป็นความเสี่ยง กลัวว่าพอวิจัยและพัฒนาออกมาแล้ว หน่วยงานรัฐจะไม่ช่วยซื้อ ตอนนี้สมาชิกใน Thai Subcon บางบริษัททำเตียงคนป่วย ทำเครื่องมือทันตกรรม บางรายได้รับเสียงขานรับจากตลาดเพื่อนบ้านเยอะมาก มีออร์เดอร์เข้ามาเติบโตอย่างน่าสนใจ ดังนั้นผู้ประกอบการรายใดที่สนใจเข้ามาเจรจากับสมาชิกใน Thai Subcon ก็จะเห็นความสามารถ เพราะผลิตชิ้นส่วนได้ทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นกลุ่มยาง โลหะ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ สามารถผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรกลเพื่อการเกษตร เครื่องจักรในการผลิตอาหาร สามารถผลิตชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อทดแทนการนำเข้าได้แล้วเกือบทุกกลุ่ม

โดย : งามตา สืบเชื้อวงค์
ภาพ : ประเสริฐ ขวัญมา

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,323 วันที่ 17 - 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว-9

แท็กที่เกี่ยวข้อง