
ซีออยล์ทุ่มพันล้านซื้อหุ้นปิโตรเลียม
“ซีออยล์” เตรียมทุ่มอีก 1 พันล้านบาท ซื้อหุ้นบริษัทขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียม เตรียมเข้าร่วมประมูลสัมปทานรอบใหม่หวังชนะ 1 แหล่ง พร้อมเจรจาลูกค้าขยายฐานธุรกิจเทรดดิ้งนํ้ามันในตลาด CLMV เพิ่มสัดส่วนรายได้เป็น 50%
นางสาวนีรชา ปานบุญห้อม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาซื้อหุ้นบริษัทขุดเจาะ สำรวจปิโตรเลียม โดยขณะนี้เจรจากับพันธมิตร 1-2 ราย คาดว่าจะมีความชัดเจนเร็วๆนี้ โดยบริษัทเตรียมเม็ดเงินลงทุนในส่วนนี้ไว้ประมาณ 1 พันล้านบาท จากงบลงทุนทั้งหมดปี 2561 ที่เตรียมไว้ประมาณ 1-2 พันล้านบาท
[caption id="attachment_237225" align="aligncenter" width="336"]
นางสาวนีรชา ปานบุญห้อม[/caption]
สำหรับแผนซื้อหุ้นในครั้งนี้ เนื่องจากบริษัทมีความสนใจจะเข้าร่วมประมูลสัมปทานปิโตร เลียมรอบใหม่ที่กระทรวงพลังงานเตรียมเปิดประมูลภายในปี 2561 บริษัทคาดหวังไว้ 1 แหล่ง หลังจากก่อนหน้านี้บริษัทเข้าซื้อหุ้นบริษัท แพน โอเรียนท์ เอ็นเนอยี่ (สยาม) ลิมิเต็ดฯ สัดส่วน 50% ใช้เงินลงทุน 1.4 พันล้านบาท ซึ่งมี แหล่งปิโตรเลียมอยู่ที่อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ปัจจุบันกำลังการผลิตอยู่ที่ 600 บาร์เรลต่อวัน มีรายได้ประมาณ 300-320 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังมีพื้นที่สัมปทานในจังหวัดนครปฐมและสุพรรณบุรี ที่อยู่ระหว่างการสำรวจและประเมินศักยภาพ
“การร่วมประมูลสัมปทานรอบใหม่ บริษัทสนใจแต่คงต้องมีพันธมิตร โดยบริษัทมีนโยบายที่จะไปคุยกับพันธมิตรหลายราย แต่ยังมีได้เจรจาลึกถึงรายละเอียดสัดส่วนการถือหุ้น ตอนนี้หารือไว้ 1-2 ราย แม้ที่ผ่านมาราคานํ้ามันปรับลดลง แต่ปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้น”
นางสาวนีรชา กล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินงานของบริษัทในปี 2561 รายได้ส่วนใหญ่ยังคงมาจากธุรกิจเทรดดิ้งนํ้ามันเป็นหลัก ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ธุรกิจเทรดดิ้งนํ้ามันในต่างประเทศจะเพิ่มขึ้น จากปี 2559 อยู่ที่ 10-20% แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 30-40% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50% ภายในปีหน้า ส่วนรายได้ธุรกิจเทรดดิ้ง นํ้ามันในประเทศจะลดลง จากปี 2559 อยู่ที่ 80% แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 60% และตั้งเป้าลดลงเป็น 50% ภายในปีหน้าเช่นกัน เนื่องจากบริษัทมีการขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทเตรียมใช้งบลงทุนสำหรับขยายตลาดธุรกิจเทรดดิ้งนํ้ามันและธุรกิจพลังงานทางเลือก ปี 2561 ไว้ประมาณ 1 พันล้านบาท เทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 400-500 ล้านบาท เพื่อใช้สำหรับขยายตลาดธุรกิจเทรดดิ้งนํ้ามันและธุรกิจพลังงานทางเลือก ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาหาลูกค้าในกลุ่มประเทศ CLMV เพิ่มเติมอีก 2-3 ราย คาดว่าการเจรจาจะได้ข้อสรุปในปี 2561 และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มยอดขายนํ้ามันและผลักดันให้บริษัทกลับมามีกำไร
โดยในปี 2561 บริษัทจะรับรู้รายได้จากธุรกิจไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัท ไม่รวมกับธุรกิจขุดเจาะฯ สัดส่วนรายได้หลัก หรือคิดเป็นประมาณ 90% มาจากธุรกิจเทรดดิ้งนํ้ามัน, ธุรกิจผลิตไฟฟ้า (โซลาร์รูฟท็อป) ประมาณ 2-3% และธุรกิจบริการจัดหาอาหารและวัตถุดิบ ประมาณ 5-7% อย่างไรก็ตามบริษัทมีแผนขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น และตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจพลังงานทางเลือกทั้งในและต่างประเทศจะเพิ่มเป็น 50% แต่คงจะต้องใช้ระยะเวลา 5-10 ปี
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,322 วันที่ 14 - 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
นางสาวนีรชา ปานบุญห้อม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาซื้อหุ้นบริษัทขุดเจาะ สำรวจปิโตรเลียม โดยขณะนี้เจรจากับพันธมิตร 1-2 ราย คาดว่าจะมีความชัดเจนเร็วๆนี้ โดยบริษัทเตรียมเม็ดเงินลงทุนในส่วนนี้ไว้ประมาณ 1 พันล้านบาท จากงบลงทุนทั้งหมดปี 2561 ที่เตรียมไว้ประมาณ 1-2 พันล้านบาท
[caption id="attachment_237225" align="aligncenter" width="336"]
สำหรับแผนซื้อหุ้นในครั้งนี้ เนื่องจากบริษัทมีความสนใจจะเข้าร่วมประมูลสัมปทานปิโตร เลียมรอบใหม่ที่กระทรวงพลังงานเตรียมเปิดประมูลภายในปี 2561 บริษัทคาดหวังไว้ 1 แหล่ง หลังจากก่อนหน้านี้บริษัทเข้าซื้อหุ้นบริษัท แพน โอเรียนท์ เอ็นเนอยี่ (สยาม) ลิมิเต็ดฯ สัดส่วน 50% ใช้เงินลงทุน 1.4 พันล้านบาท ซึ่งมี แหล่งปิโตรเลียมอยู่ที่อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ปัจจุบันกำลังการผลิตอยู่ที่ 600 บาร์เรลต่อวัน มีรายได้ประมาณ 300-320 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังมีพื้นที่สัมปทานในจังหวัดนครปฐมและสุพรรณบุรี ที่อยู่ระหว่างการสำรวจและประเมินศักยภาพ
“การร่วมประมูลสัมปทานรอบใหม่ บริษัทสนใจแต่คงต้องมีพันธมิตร โดยบริษัทมีนโยบายที่จะไปคุยกับพันธมิตรหลายราย แต่ยังมีได้เจรจาลึกถึงรายละเอียดสัดส่วนการถือหุ้น ตอนนี้หารือไว้ 1-2 ราย แม้ที่ผ่านมาราคานํ้ามันปรับลดลง แต่ปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้น”
นอกจากนี้ บริษัทเตรียมใช้งบลงทุนสำหรับขยายตลาดธุรกิจเทรดดิ้งนํ้ามันและธุรกิจพลังงานทางเลือก ปี 2561 ไว้ประมาณ 1 พันล้านบาท เทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 400-500 ล้านบาท เพื่อใช้สำหรับขยายตลาดธุรกิจเทรดดิ้งนํ้ามันและธุรกิจพลังงานทางเลือก ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาหาลูกค้าในกลุ่มประเทศ CLMV เพิ่มเติมอีก 2-3 ราย คาดว่าการเจรจาจะได้ข้อสรุปในปี 2561 และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มยอดขายนํ้ามันและผลักดันให้บริษัทกลับมามีกำไร
โดยในปี 2561 บริษัทจะรับรู้รายได้จากธุรกิจไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัท ไม่รวมกับธุรกิจขุดเจาะฯ สัดส่วนรายได้หลัก หรือคิดเป็นประมาณ 90% มาจากธุรกิจเทรดดิ้งนํ้ามัน, ธุรกิจผลิตไฟฟ้า (โซลาร์รูฟท็อป) ประมาณ 2-3% และธุรกิจบริการจัดหาอาหารและวัตถุดิบ ประมาณ 5-7% อย่างไรก็ตามบริษัทมีแผนขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น และตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจพลังงานทางเลือกทั้งในและต่างประเทศจะเพิ่มเป็น 50% แต่คงจะต้องใช้ระยะเวลา 5-10 ปี
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,322 วันที่ 14 - 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560






