
ถุงมือยาง ชงใช้ ม.44 บีบปล่อยกู้หมื่นล้าน
โรงงานถุงมือยางขอรัฐใช้ ม.44 กระทุ้งแบงก์ปล่อยกู้ 1.5 หมื่นล้านปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ผลิตแข่งมาเลเซีย มั่นใจเพิ่มใช้ยางในประเทศอีก 3-4 แสนตัน ช่วยดันราคาขยับ เผย 30 ปีขาดสภาพคล่องปิดตัวไปแล้วกว่า 200 โรง
นายประชัย กองวารี นายกสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขอเสนอให้รัฐบาลใช้ ม.44 กำหนดให้สถาบันการเงินของรัฐและเอกชนผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยกู้แก่ภาคเอกชนในโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยาง 1.5 หมื่นล้านบาท เพราะผ่านมากว่า 3 ปีของรัฐบาลชุดปัจจุบันโครงการนี้ไม่มีความคืบหน้า จากธนาคารยังใช้เงื่อนไขทั่วไปในการปล่อยกู้ ไม่มีการผ่อนปรน ทำให้เอกชนเข้าไม่ถึงแหล่งเงิน ส่งผลถึงการลงทุนขยายกิจการหรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิตถุงมือยางและผลิตภัณฑ์จากยางพาราให้มีความทันสมัยและเพิ่มประสิทธิ ภาพการผลิตให้มากขึ้นจึงทำได้ยาก
“ข้อมูลเมื่อปี 2530 ไทยมีโรงงานผลิตถุงมือยางกว่า 280 โรง แต่ปัจจุบันเหลือประมาณกว่า 20 โรง ส่วนอีก กว่า 200 โรงต้องปิดตัวไปจากขาดสภาพคล่อง ซึ่งในกว่า 20 โรงนี้ปัจจุบันเป็นของคนไทยเพียงกว่า 10 โรง ที่เหลือเป็นโรงงานของต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย เช่น มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา เกาหลี ออสเตรเลีย เป็นต้น ซึ่งโรงงานต่างชาติมีความทันสมัย และมีประสิทธิ ภาพการผลิตเหนือกว่าโรงงานไทยมาก”
อย่างไรก็ดีหากสถาบันการเงินผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยกู้มากขึ้น จะทำให้ผู้ประกอบการมีเงินมาลงทุน และมั่นใจว่าจะช่วยเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศ (นํ้ายางข้น) ได้อีกไม่ตํ่ากว่า 3-4 แสนตันต่อปี และจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ราคายางในประเทศปรับตัวสูงขึ้นได้
นายประชัยกล่าวอีก ว่า ขณะนี้การใช้ยางธรรมชาติ กำลังถูกคุกคามจากยางสังเคราะห์ที่เป็นผลพลอยได้จากปิโตรเลียมที่มีราคาถูกกว่าประมาณ 10% โดยมีโรงงานผลิตยางสังเคราะห์ทั่วโลกอยู่ 7 โรง กำลังผลิตรวม 9.6 แสนตันต่อปี แต่ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ยังใช้ยางธรรมชาติเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศ อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาโรงงานผลิตถุงมือยางไทยส่วนใหญ่เป็นรายเล็ก เครื่องจักรเก่า กำลังผลิตไม่มาก ทำให้ต้นทุนสูง เทียบกับมาเลเซียรัฐบาลช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ เช่น ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนแรงงานแก่โรงงานผู้ผลิตสัดส่วน 50% เช่นสิ้นปีนายจ้างจ่ายค่าแรงรวม 100 ล้านบาท ในจำนวนนี้รัฐจะช่วย 50 ล้านบาท เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,321 วันที่ 10 - 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
“ข้อมูลเมื่อปี 2530 ไทยมีโรงงานผลิตถุงมือยางกว่า 280 โรง แต่ปัจจุบันเหลือประมาณกว่า 20 โรง ส่วนอีก กว่า 200 โรงต้องปิดตัวไปจากขาดสภาพคล่อง ซึ่งในกว่า 20 โรงนี้ปัจจุบันเป็นของคนไทยเพียงกว่า 10 โรง ที่เหลือเป็นโรงงานของต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย เช่น มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา เกาหลี ออสเตรเลีย เป็นต้น ซึ่งโรงงานต่างชาติมีความทันสมัย และมีประสิทธิ ภาพการผลิตเหนือกว่าโรงงานไทยมาก”
นายประชัยกล่าวอีก ว่า ขณะนี้การใช้ยางธรรมชาติ กำลังถูกคุกคามจากยางสังเคราะห์ที่เป็นผลพลอยได้จากปิโตรเลียมที่มีราคาถูกกว่าประมาณ 10% โดยมีโรงงานผลิตยางสังเคราะห์ทั่วโลกอยู่ 7 โรง กำลังผลิตรวม 9.6 แสนตันต่อปี แต่ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ยังใช้ยางธรรมชาติเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศ อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาโรงงานผลิตถุงมือยางไทยส่วนใหญ่เป็นรายเล็ก เครื่องจักรเก่า กำลังผลิตไม่มาก ทำให้ต้นทุนสูง เทียบกับมาเลเซียรัฐบาลช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ เช่น ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนแรงงานแก่โรงงานผู้ผลิตสัดส่วน 50% เช่นสิ้นปีนายจ้างจ่ายค่าแรงรวม 100 ล้านบาท ในจำนวนนี้รัฐจะช่วย 50 ล้านบาท เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,321 วันที่ 10 - 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560






