thansettakij
thansettakij
'VTE- ECF-QTC' ผนึกลงทุน โซล่าฟาร์มใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

'VTE- ECF-QTC' ผนึกลงทุน โซล่าฟาร์มใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

04 ธ.ค. 60 | 09:06 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ธ.ค. 60 | 16:06 น.
VTE-ECF-QTC  เดินหน้าลุยธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริษัทพลังงานเพื่อโลกสีเขียว (ประเทศไทย)  ขนาด 220 MWDC ในประเทศเมียนมา เริ่มก่อสร้างระยะที่ 1 คาดแล้วเสร็จ พร้อมเตรียมรับรู้รายได้ COD ภายในกลางปี 2561 ระยะเวลาขายไฟฟ้านาน 30 ปี

นายออง ทีฮา ประธานกรรมการ บริษัท พลังงานเพื่อโลกสีเขียว (ประเทศไทย) จำกัด หรือ GEP ในนามผู้บริหารจัดการและพัฒนาโครงการ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดกำลังการผลิต 220 เมกะวัตต์ (Megawatt; MW) ณ เมืองมินบู ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เปิดเผยว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มินบู เป็นโครงการที่ปัจจุบันเป็นความร่วมมือของ 4 บริษัท โดยมีผู้ลงทุนหลัก คือ บริษัท วินเทจ วิศวกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ VTE , บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) หรือ ECF , บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ QTC และ Planet Energy Holding PTE. Ltd. หรือ PEH  โดยได้รับสัมปทานเพื่อพัฒนาและดำเนินงานแบบ BOT (Built-Operate-Transfer) มีระยะเวลาสัญญา 30 ปี ด้วยอัตราค่าไฟฟ้าที่ได้รับสนับสนุนจากภาครัฐ 0.1275 USD ต่อ kWh แบ่งเป็นระยะเวลาการดำเนินการก่อสร้างออกเป็นทั้งหมด 4 ระยะ โดย 3 ระยะแรกจะมีขนาดอยู่ที่ประมาณ 50 MW และ 70 MW ในระยะสุดท้าย พื้นที่รวมของโครงการมีขนาด 836 เอเคอร์ หรือเท่ากับ 2,115 ไร่ ซึ่งได้รับสิทธิเช่าพื้นที่จากรัฐบาลและบริษัทในประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยเมื่อมีการผลิตไฟแล้วจะขายให้กับ Electric Power Generation Enterprise (“EPGE”), กระทรวงไฟฟ้าและพลังงาน รัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างระยะที่ 1 ด้วยกำลังการผลิตติดตั้ง 50 MW โดยมีจุดเชื่อมต่อระยะทางความยาว 1.3 ไมล์หรือประมาณ 2.09 กิโลเมตรขนาด 230 kV กับสายส่ง National Grid ซึ่งได้ก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบให้ EPGE ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา ทั้งนี้บริษัทคาดว่าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มินบูจะเสร็จสิ้นพร้อมเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ระยะที่ 1 ในช่วงกลางปี 2561 จากนั้นจะดำเนินการก่อสร้าง ระยะที่ 2 ต่อทันที

โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มินบู เป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ มีกำลังการผลิตที่สามารถตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 350,000,000 kWh/ปี รองรับการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 217,256 ครัวเรือน สอดคล้องกับความปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้น คาดการณ์อัตราการเติบโตความต้องการการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยถึงร้อยละ 11.7 ต่อปี อีกทั้งการเข้าถึงการใช้ไฟฟ้าของเมียนมามีเพียงแค่ร้อยละ 34 ณ ปี 2558 คาดว่าการพัฒนาด้านพลังงานเพื่อให้การเข้าถึงไฟฟ้าของประชาชนที่อัตราการเติบโตดังกล่าว จะทำให้การเข้าถึงการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นได้ถึงร้อยละ 87 ภายในปี 2573 ปัจจุบันโรงไฟฟ้าในประเทศเมียนมาผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์แล้วจำนวน 5,134 MW และอยู่ระหว่างการก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561 ถึง 2564 อีก 996 MW วิทยุพลังงาน

นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มินบูยังเป็นโครงการโรงไฟฟ้าที่ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมามีน้อยมากโดยใช้ระบบพลังงานทดแทนในการผลิตไฟฟ้า หากเทียบกับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 154,586,250 กิโลกรัม ต้องใช้ต้นไม้จำนวน 6,825,000,000 ต้น เพื่อดูดซึมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มินบูไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

นายศุภศิษฏ์ โภคินจารุรัศมิ์ กรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท วินเทจ วิศวกรรม จำกัด (มหาชน) (“VTE”) เปิดเผยว่า VTE ได้เข้าร่วมลงทุนใน GEP ในสัดส่วนร้อยละ 12 นอกจากการเป็นผู้ถือหุ้นแล้วยังเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มินบูทั้งหมด การเข้าลงทุนในประเทศเมียนมาในครั้งนี้เป็นการเปิดประตูแห่งโอกาสทางธุรกิจของ VTE ทั้งส่วนที่เป็นงานรับเหมาก่อสร้างและพลังงานทดแทนให้ขยายตัวต่อไปในอนาคตในประเทศที่โอกาสทางธุรกิจนั้นยังมีอย่างมหาศาล ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีกับทั้งบริษัทและผู้ถือหุ้น นอกเหนือจากสามารถขยายธุรกิจในระยะยาวแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความมั่นคงของรายได้เพราะจะมีรายได้แบบต่อเนื่อง (Recurring income) จากการจำหน่ายไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 30 ปี และเพิ่มมูลค่าให้แก่บริษัทโดยการเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในประเทศเมียนมา

นายศุภศิษฏ์ โภคินจารุรัศมิ์ ยังเปิดเผยถึงรายละเอียดความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มินบู ว่าขณะนี้ บริษัท VTE โดยบริษัทย่อย ดำเนินการไปแล้วประมาณ 49% และเริ่มทยอยรับรู้รายได้จากการรับเหมาก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มินบู ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ประจำปี 2560 เป็นต้นไป โดยล่าสุดบริษัทได้จัดส่งแผงโซลาร์และอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มินบู ระยะที่ 1 ถึงพื้นที่ก่อสร้างเรียบร้อยแล้วตั้งแต่กลางเดือนพฤษจิกายน 2560 ที่ผ่านมา และกำลังอยู่ในกระบวนการติดตั้งแผงโซลาร์ดังกล่าว (ขนาด 50 MW) ด้วยการดำเนินงานที่รวดเร็วซึ่งได้ร่วมมือกับผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีประสบการณ์สูงและมีความเชี่ยวชาญสามารถทำให้การก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มินบูระยะที่ 1 เสร็จ และสามารถ COD ได้ภายในกลางปี 2561 อย่างแน่นอน

แบนเนอร์รายการฐานยานยนต์-2-2 นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) (ECF) เปิดเผยถึงความคืบหน้าและโอกาสในการเข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มินบูดังกล่าว พื้นที่โครงการสำหรับโรงไฟฟ้าระยะแรกได้รับการจัดเตรียมความพร้อมเพื่อการดำเนินการก่อสร้างแล้ว และยังไม่พบปัญหาใด ๆ ในขณะนี้ คาดว่าการก่อสร้างระยะที่ 1 จะแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ตามแผนที่วางไว้ จากนั้นจะเดินหน้าลุยก่อสร้างระยะที่ 2 อีก 50 MW ต่อทันที

สำหรับรูปแบบการเข้าลงทุน บริษัท อีซีเอฟ พาวเวอร์ จำกัด (“ECF-Power”) ในฐานะบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นอยู่ร้อยละ 99.99 เป็นผู้เข้าลงทุนซื้อหุ้นสามัญของ GEP ในสัดส่วนร้อยละ 20 ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มินบู ซึ่งมั่นใจว่าการลงทุนดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมและสร้างการเติบโตของรายได้ที่มั่นคงให้แก่บริษัทต่อไปในอนาคต ก่อให้เกิดผลกำไรและกระแสเงินสดกลับสู่บริษัท และในท้ายที่สุดจะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท อีกทั้งบริษัทยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้อีกหลายโครงการ ปัจจุบัน ECF มีการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ทั้งส่วนที่เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ และส่วนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คำนวณตามสัดส่วนการถือหุ้นแล้วประมาณ 47 MW นายอารักษ์ กล่าว

แบนเนอร์ชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ01-3-1-7 นายพูลพิพัฒน์ ตันธนสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ QTC ผู้ผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้า เปิดเผยว่า บริษัทได้มอบหมายให้บริษัท คิวทีซี โกลบอลเพาเวอร์ จำกัด (QTCGP) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้น 99.99% เข้าไปลงทุนใน GEP คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15 ของโครงการโรงไฟ้ฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มินบู หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 267 ล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ มินบู ประเทศเมียนมาร์

สำหรับการลงทุนในครั้งนี้บริษัทเล็งเห็นว่า ประเทศเมียนมาเป็นประเทศอยู่ระหว่างการพัฒนาประเทศ ซึ่งมีความต้องการใช้ทรัพยากรอีกมาก โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า เพราะไฟฟ้าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ และเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว และยังเป็นการต่อยอดในการขยายการลงทุนในประเทศนี้ได้อีกในอนาคต จากความต้องการใช้ไฟฟ้าในเมียนมาร์เพิ่มสูงขึ้น โดยหากพิจารณาจากตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงปี 2544 - 2556 มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 8% และคาดการณ์ช่วงปี 2556- 2573 มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10%

“จากการศึกข้อมูลในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มินบู พบว่ามีศักยภาพการผลิตไฟฟ้าสูง โดยมีค่า พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ต่อแผงโซลาร์ที่ติดตั้งสูงถึงร้อยละ 78.28 และมีอายุสัญญาสูงถึง 30 ปี ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกของเมียนมาร์ เมื่อทยอยก่อสร้างครบ 4 ระยะ ขนาด 220 MW ตามแผนการดำเนินงาน และยังมีโอกาสการลงทุนในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในเมียนมาร์ให้กับบริษัทเพิ่มขึ้นในอนาคต” นายพูลพิพัฒน์ กล่าว โปรโมทแทรกอีบุ๊ก