
5 เรื่องเด่นเกษตร-การค้าปี58
ในรอบปี 2558 มีเหตุการณ์ในแวดวงภาคเกษตร และการค้าของไทยเกิดขึ้นมากมาย แต่สรุปสุดท้ายทางโต๊ะเกษตร-การค้าได้คัดเลือกเหลือ 5 เรื่องเด่นเพื่อนำเสนอดังนี้
[caption id="attachment_24039" align="aligncenter" width="378"]
อัตราขยายตัวGDPภาคเกษตร[/caption]
1.จีดีพีเกษตรติดลบรอบ 36 ปี
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สรุปอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร หรือจีดีพีภาคเกษตรในรอบปี 2558 ว่ามีอัตราการขยายตัวติดลบ 4.2 % ซึ่งถือเป็นการติดลบมากสุดในรอบ 36 ปีที่มีการก่อตั้งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเพื่อประเมินจีดีพีภาคเกษตรของประเทศ โดยสาขาที่ติดลบได้แก่ สาขาพืช(-5.8%), ประมง(-1.3%) และ บริการทางการเกษตร(-4.0%) ส่วนสาขาที่ขยายตัวเป็นบวกคือ ปศุสัตว์ (+2.2%)และป่าไม้(+2.8%)
ทั้งนี้จีดีพีภาคเกษตรที่ติดลบเป็นผลจาก 4 ปัจจัยคือ 1.ปัญหาภัยแล้ง 2.การยกเลิกสัมปทานประมงในน่านน้ำของอินโดนีเซีย รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายประมงที่เข้มงวดของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาไอยูยู ส่งผลให้การทำประมงลดลง 3.ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร และขาดแคลนเงินทุนเพื่อทำการเกษตรในรอบใหม่ และ 4. การส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์มีทิศทางลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลต่อเนื่องให้ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ภายในประเทศลดลงตามไปด้วย โดยสินค้าที่มีการส่งออกลดลงได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา น้ำมันปาล์ม ปักและผลิตภัณฑ์ เนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
[caption id="attachment_24038" align="aligncenter" width="503"]
ตีกลับร่างพ.ร.บ.จีเอ็มโอ[/caption]
2.ตีกลับร่างพ.ร.บ.จีเอ็มโอ
เมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา "จีเอ็มโอ" หรือ พืชดัดแปลงทางพันธุกรรม เคยเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยและสังคมโลกต่างถกเถียงถึงข้อดี-ข้อเสีย กันอย่างกว้างขวาง ขณะที่ประเทศไทยยังคงเดินหน้าทดลองพืชจีเอ็มโอในแปลงทดลองท่ามกลางเสียงคัดค้านจากนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมและเอ็นจีโอ กระทั่งมีมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2544 สั่งห้ามทดลองพืชจีเอ็มโอทุกชนิดในไร่นา
ข่าวจีเอ็มโอกลับมาเป็นกระแสอีกครั้งในยุค คสช. เมื่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยว และบริการ ที่มีนายเกริกไกร จีระแพทย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เป็นประธานได้เสนอร่าง พ.ร.บ. ความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ. .. ผ่านที่ประชุมสปช. เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2558 แต่ถูกสมาชิกรุมค้านจนต้องถอนเรื่องดังกล่าวออกจากวาระการประชุม
หลังจากนั้นข่าวจีเอ็มโอก็เงียบหาย แต่แล้วจู่ๆ ก็กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งเมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพฯ ตามที่นายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้เสนอ โดยทางกระทรวงระบุว่าเรื่องจีเอ็มโอต้องมีกฎหมายควบคุม และก็เป็นไปตามคาดเมื่อร่าง พ.ร.บ.ถูกต่อต้านอย่างหนักหน่วงจากเครือข่ายภาคประชาชน ผู้ประกอบการเกษตรและอาหาร รวมถึงมีข้อท้วงติงจากสภาพัฒน์ และกระทรวงพาณิชย์ถึงผลกระทบที่จะตามมา และขอให้มีการปรับปรุงร่างฯให้เกิดความรอบคอบเสียก่อน ท้ายที่สุดที่ประชุมครม.วันที่ 15 ธันวาคม 2558ได้มีมติส่งร่างฯกลับไปยังกระทรวงทรัพยากรฯ เพื่อพิจารณาข้อท้วงติงให้รอบคอบ ทำให้ผู้สนับสนุนเรื่องการวิจัยและพัฒนาเรื่องจีเอ็มโอต้องผิดหวังอีกครั้ง
[caption id="attachment_24040" align="aligncenter" width="503"]
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์[/caption]
3.TPP ประเด็นร้อนที่รัฐต้องเลือก
พลันที่ 12 ประเทศสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำได้บรรลุความตกลงผลการเจรจาในการเปิดเสรีทางการค้าหรือเอฟทีเอในวงกว้างสุดของโลกเท่าที่เคยมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2558 โดยที่ไม่มีชื่อประเทศไทยร่วมอยู่ในขบวนครั้งนี้ด้วย ได้สร้างความตื่นตระหนกให้ผู้ส่งออกของไทยในภาพรวม โดยส่วนใหญ่ระบุหากไทยไม่เข้าร่วมจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักของไทยอย่างมาก (ปี 2557 สหรัฐฯเป็นตลาดส่งออกสัดส่วน 10.5% ของไทย โดยไทยเกินดุลการค้าถึง 2.93 แสนล้านบาท)
ขณะที่อีกด้านมีเสียงท้วงติงจากเครือข่ายภาคประชาชนชี้หากไทยเข้าร่วมเกรงจะส่งผลกระทบในหลายด้าน เช่น เรื่องยาจะมีราคาแพงขึ้น การขยายสิทธิบัตรพืชจะทำให้เกษตรกรต้องจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ที่แพงขึ้น 2-6 เท่า พร้อมบีบให้ไทยยอมรับพืชดัดแปลงพันธุกรรม(พืชจีเอ็มโอ) เป็นต้น อย่างไรก็ดีจากที่ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจได้กล่าวระหว่างเดินทางเยือนญี่ปุ่นว่าภาครัฐและเอกชนของญี่ปุ่นได้แสดงความเป็นห่วงกรณีที่ไทยยังไม่ได้เข้าร่วม TPP ซึ่งก็ได้ชี้แจงไปว่า นายกรัฐมนตรีของไทยได้ประกาศแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วม TPP โดยดร.สมคิดระบุว่า TPP อาจกระทบกับสังคมไทยบ้างหากเข้าร่วม แต่หากไม่ร่วมก็คงไม่ได้ ดังนั้นคงเป็นคำตอบสุดท้ายได้เป็นอย่างดีว่าที่สุดแล้วไทยจะเข้าร่วมTPP หรือไม่?
4.คสช.ขายข้าวฟัน 8.5 หมื่นล.
นับตั้งแต่รัฐบาลภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เข้ามาบริหารประเทศ สิ่งแรกที่รัฐบาลต้องเร่งบริหารจัดการคือปัญหาที่รัฐบาลชุดเก่าได้ทิ้งไว้คือการระบายข้าวที่อยู่ในสต๊อกกว่า 18.5 ล้านตัน ซึ่งเป็นผลพวงจากโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ดังนั้นภารกิจอันหนักหน่วงนี้จึงตกมาที่กระทรวงพาณิชย์ที่ต้องหาวิธีระบายข้าวที่อยู่ในสต๊อกให้ออกไปเร็วที่สุด ทั้งนี้ในรัฐบาลปัจจุบันภายใต้ คสช. ได้มีการเปิดประมูลระบายข้าวสารในสต๊อกให้กับเอกชนไปแล้วรวม 12 ครั้ง สามารถระบายข้าวไปได้ 4.71 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท และระบายข้าวเสียไป 1 ครั้งขายได้ปริมาณ 3.74 หมื่นตัน มูลค่า 197 ล้านบาท ส่งผลให้ปัจจุบันมีข้าวในสต๊อกเหลือประมาณ 13 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวคุณภาพดี 7ล้านตัน ข้าวต่ำกว่ามาตรฐาน 6 ล้านตัน
ส่วนสัญญาการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี มีการเจรจาซื้อขายกันไปแล้วประมาณ 2.38 ล้านตัน(อยู่ระหว่างส่งมอบ) คิดเป็นมูลค่า 3.50 หมื่นล้านบาท กับ 3 ประเทศ ได้แก่ COFCO จากจีน 1 ล้านตัน,หน่วยงาน BULOG อินโดนีเซีย 6.75 แสนตัน และหน่วยงาน National Food Agency (NFA ) ของฟิลิปปินส์อีก 8 แสนตัน สรุปแล้วรัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารประเทศๆได้ปีกว่า ได้ระบายข้าวในสต๊อกได้แล้วปริมาณ 7.01 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 8.5 หมื่นล้านบาท ถือเป็นผลงานที่ไม่เลวทีเดียว
5.ส่งออกติดลบ 3 ปีติด
ส่งท้ายปี 2558 นับเป็นอีกปีหนึ่งที่ภาคการส่งออกของไทยต้องบอกว่าเหนื่อย เพราะเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและทั่วโลกต่างอยู่ในภาวะชะลอตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2556 ส่งผลให้การส่งออกของไทยในปี 2556 ติดลบที่ 0.26% โดยมีมูลค่าการส่งออก 2.28 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปี 2557 ติดลบเพิ่มขึ้นเป็น 0.43% โดยส่งออกมูลค่า 2.27 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนในปี 2558 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายจะติดลบที่ 3% หรือมีการส่งออกมูลค่า 2.20 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ทั้งนี้คาดว่าทั้งปีน่าจะติดลบมากกว่า 3% เพราะแค่10เดือน(ม.ค.-ต.ค.)ส่งออกติดลบไปแล้ว 5.32% มีมูลค่าส่งออก 1.80 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
สำหรับทิศทางการส่งออกปี 2559 นั้น กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ 5% หรือจะมีมูลค่าประมาณ 2.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากคาดหวังว่าเศรษฐกิจโลกในภาพรวม และเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าจะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกเร่งจัดทำข้อมูลเชิงลึกในการเจาะแต่ละตลาด ซึ่งจากปัจจัยเสี่ยงที่ยังมีอยู่มาก ทั้งเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันขาลง ค่าเงินบาท การถูกกีดกันการค้า ไม่ร่วม TPP ไม่มีเอฟทีเอกับยุโรป ภัยก่อการร้ายที่อาจกระทบเศรษฐกิจคู่ค้า และอื่น ๆ ซึ่งเป้าหมาย 5% ยังต้องลุ้นเหนื่อยอีกปีแน่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,117 วันที่ 27 - 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558
[caption id="attachment_24039" align="aligncenter" width="378"]
1.จีดีพีเกษตรติดลบรอบ 36 ปี
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สรุปอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร หรือจีดีพีภาคเกษตรในรอบปี 2558 ว่ามีอัตราการขยายตัวติดลบ 4.2 % ซึ่งถือเป็นการติดลบมากสุดในรอบ 36 ปีที่มีการก่อตั้งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเพื่อประเมินจีดีพีภาคเกษตรของประเทศ โดยสาขาที่ติดลบได้แก่ สาขาพืช(-5.8%), ประมง(-1.3%) และ บริการทางการเกษตร(-4.0%) ส่วนสาขาที่ขยายตัวเป็นบวกคือ ปศุสัตว์ (+2.2%)และป่าไม้(+2.8%)
ทั้งนี้จีดีพีภาคเกษตรที่ติดลบเป็นผลจาก 4 ปัจจัยคือ 1.ปัญหาภัยแล้ง 2.การยกเลิกสัมปทานประมงในน่านน้ำของอินโดนีเซีย รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายประมงที่เข้มงวดของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาไอยูยู ส่งผลให้การทำประมงลดลง 3.ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร และขาดแคลนเงินทุนเพื่อทำการเกษตรในรอบใหม่ และ 4. การส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์มีทิศทางลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลต่อเนื่องให้ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ภายในประเทศลดลงตามไปด้วย โดยสินค้าที่มีการส่งออกลดลงได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา น้ำมันปาล์ม ปักและผลิตภัณฑ์ เนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
[caption id="attachment_24038" align="aligncenter" width="503"]
2.ตีกลับร่างพ.ร.บ.จีเอ็มโอ
เมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา "จีเอ็มโอ" หรือ พืชดัดแปลงทางพันธุกรรม เคยเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยและสังคมโลกต่างถกเถียงถึงข้อดี-ข้อเสีย กันอย่างกว้างขวาง ขณะที่ประเทศไทยยังคงเดินหน้าทดลองพืชจีเอ็มโอในแปลงทดลองท่ามกลางเสียงคัดค้านจากนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมและเอ็นจีโอ กระทั่งมีมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2544 สั่งห้ามทดลองพืชจีเอ็มโอทุกชนิดในไร่นา
ข่าวจีเอ็มโอกลับมาเป็นกระแสอีกครั้งในยุค คสช. เมื่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยว และบริการ ที่มีนายเกริกไกร จีระแพทย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เป็นประธานได้เสนอร่าง พ.ร.บ. ความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ. .. ผ่านที่ประชุมสปช. เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2558 แต่ถูกสมาชิกรุมค้านจนต้องถอนเรื่องดังกล่าวออกจากวาระการประชุม
หลังจากนั้นข่าวจีเอ็มโอก็เงียบหาย แต่แล้วจู่ๆ ก็กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งเมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพฯ ตามที่นายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้เสนอ โดยทางกระทรวงระบุว่าเรื่องจีเอ็มโอต้องมีกฎหมายควบคุม และก็เป็นไปตามคาดเมื่อร่าง พ.ร.บ.ถูกต่อต้านอย่างหนักหน่วงจากเครือข่ายภาคประชาชน ผู้ประกอบการเกษตรและอาหาร รวมถึงมีข้อท้วงติงจากสภาพัฒน์ และกระทรวงพาณิชย์ถึงผลกระทบที่จะตามมา และขอให้มีการปรับปรุงร่างฯให้เกิดความรอบคอบเสียก่อน ท้ายที่สุดที่ประชุมครม.วันที่ 15 ธันวาคม 2558ได้มีมติส่งร่างฯกลับไปยังกระทรวงทรัพยากรฯ เพื่อพิจารณาข้อท้วงติงให้รอบคอบ ทำให้ผู้สนับสนุนเรื่องการวิจัยและพัฒนาเรื่องจีเอ็มโอต้องผิดหวังอีกครั้ง
[caption id="attachment_24040" align="aligncenter" width="503"]
3.TPP ประเด็นร้อนที่รัฐต้องเลือก
พลันที่ 12 ประเทศสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำได้บรรลุความตกลงผลการเจรจาในการเปิดเสรีทางการค้าหรือเอฟทีเอในวงกว้างสุดของโลกเท่าที่เคยมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2558 โดยที่ไม่มีชื่อประเทศไทยร่วมอยู่ในขบวนครั้งนี้ด้วย ได้สร้างความตื่นตระหนกให้ผู้ส่งออกของไทยในภาพรวม โดยส่วนใหญ่ระบุหากไทยไม่เข้าร่วมจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักของไทยอย่างมาก (ปี 2557 สหรัฐฯเป็นตลาดส่งออกสัดส่วน 10.5% ของไทย โดยไทยเกินดุลการค้าถึง 2.93 แสนล้านบาท)
ขณะที่อีกด้านมีเสียงท้วงติงจากเครือข่ายภาคประชาชนชี้หากไทยเข้าร่วมเกรงจะส่งผลกระทบในหลายด้าน เช่น เรื่องยาจะมีราคาแพงขึ้น การขยายสิทธิบัตรพืชจะทำให้เกษตรกรต้องจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ที่แพงขึ้น 2-6 เท่า พร้อมบีบให้ไทยยอมรับพืชดัดแปลงพันธุกรรม(พืชจีเอ็มโอ) เป็นต้น อย่างไรก็ดีจากที่ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจได้กล่าวระหว่างเดินทางเยือนญี่ปุ่นว่าภาครัฐและเอกชนของญี่ปุ่นได้แสดงความเป็นห่วงกรณีที่ไทยยังไม่ได้เข้าร่วม TPP ซึ่งก็ได้ชี้แจงไปว่า นายกรัฐมนตรีของไทยได้ประกาศแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วม TPP โดยดร.สมคิดระบุว่า TPP อาจกระทบกับสังคมไทยบ้างหากเข้าร่วม แต่หากไม่ร่วมก็คงไม่ได้ ดังนั้นคงเป็นคำตอบสุดท้ายได้เป็นอย่างดีว่าที่สุดแล้วไทยจะเข้าร่วมTPP หรือไม่?
4.คสช.ขายข้าวฟัน 8.5 หมื่นล.
นับตั้งแต่รัฐบาลภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เข้ามาบริหารประเทศ สิ่งแรกที่รัฐบาลต้องเร่งบริหารจัดการคือปัญหาที่รัฐบาลชุดเก่าได้ทิ้งไว้คือการระบายข้าวที่อยู่ในสต๊อกกว่า 18.5 ล้านตัน ซึ่งเป็นผลพวงจากโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ดังนั้นภารกิจอันหนักหน่วงนี้จึงตกมาที่กระทรวงพาณิชย์ที่ต้องหาวิธีระบายข้าวที่อยู่ในสต๊อกให้ออกไปเร็วที่สุด ทั้งนี้ในรัฐบาลปัจจุบันภายใต้ คสช. ได้มีการเปิดประมูลระบายข้าวสารในสต๊อกให้กับเอกชนไปแล้วรวม 12 ครั้ง สามารถระบายข้าวไปได้ 4.71 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท และระบายข้าวเสียไป 1 ครั้งขายได้ปริมาณ 3.74 หมื่นตัน มูลค่า 197 ล้านบาท ส่งผลให้ปัจจุบันมีข้าวในสต๊อกเหลือประมาณ 13 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวคุณภาพดี 7ล้านตัน ข้าวต่ำกว่ามาตรฐาน 6 ล้านตัน
ส่วนสัญญาการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี มีการเจรจาซื้อขายกันไปแล้วประมาณ 2.38 ล้านตัน(อยู่ระหว่างส่งมอบ) คิดเป็นมูลค่า 3.50 หมื่นล้านบาท กับ 3 ประเทศ ได้แก่ COFCO จากจีน 1 ล้านตัน,หน่วยงาน BULOG อินโดนีเซีย 6.75 แสนตัน และหน่วยงาน National Food Agency (NFA ) ของฟิลิปปินส์อีก 8 แสนตัน สรุปแล้วรัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารประเทศๆได้ปีกว่า ได้ระบายข้าวในสต๊อกได้แล้วปริมาณ 7.01 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 8.5 หมื่นล้านบาท ถือเป็นผลงานที่ไม่เลวทีเดียว
5.ส่งออกติดลบ 3 ปีติด
ส่งท้ายปี 2558 นับเป็นอีกปีหนึ่งที่ภาคการส่งออกของไทยต้องบอกว่าเหนื่อย เพราะเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและทั่วโลกต่างอยู่ในภาวะชะลอตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2556 ส่งผลให้การส่งออกของไทยในปี 2556 ติดลบที่ 0.26% โดยมีมูลค่าการส่งออก 2.28 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปี 2557 ติดลบเพิ่มขึ้นเป็น 0.43% โดยส่งออกมูลค่า 2.27 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนในปี 2558 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายจะติดลบที่ 3% หรือมีการส่งออกมูลค่า 2.20 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ทั้งนี้คาดว่าทั้งปีน่าจะติดลบมากกว่า 3% เพราะแค่10เดือน(ม.ค.-ต.ค.)ส่งออกติดลบไปแล้ว 5.32% มีมูลค่าส่งออก 1.80 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
สำหรับทิศทางการส่งออกปี 2559 นั้น กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ 5% หรือจะมีมูลค่าประมาณ 2.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากคาดหวังว่าเศรษฐกิจโลกในภาพรวม และเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าจะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกเร่งจัดทำข้อมูลเชิงลึกในการเจาะแต่ละตลาด ซึ่งจากปัจจัยเสี่ยงที่ยังมีอยู่มาก ทั้งเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันขาลง ค่าเงินบาท การถูกกีดกันการค้า ไม่ร่วม TPP ไม่มีเอฟทีเอกับยุโรป ภัยก่อการร้ายที่อาจกระทบเศรษฐกิจคู่ค้า และอื่น ๆ ซึ่งเป้าหมาย 5% ยังต้องลุ้นเหนื่อยอีกปีแน่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,117 วันที่ 27 - 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558






