
ราชบุรีโฮลดิ้งรุกแอลเอ็นจี ควงพันธมิตรร่วมทุนแหล่งในประเทศ-ตปท.
ราชบุรีโฮลดิ้งเร่งเจรจาพันธมิตรร่วมทุนธุรกิจต้นนํ้า คาดสรุปแผนศึกษาซื้อหุ้นเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์ 1-2 แห่งภายในปลายปีนี้ ขณะที่ธุรกิจแอลเอ็นจีศึกษาทั้งในไทยและเมียนมา
นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจต้นนํ้ามากขึ้น ล่าสุดอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าไปลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) และธุรกิจถ่านหิน เนื่องจากยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า
[caption id="attachment_233879" align="aligncenter" width="292"]
กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)[/caption]
สำหรับการศึกษาลงทุนในธุรกิจแอลเอ็นจี ได้ศึกษาไว้หลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาก็สนใจเข้าลงทุนกับทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่มีแผนลงทุนโครงการคลังแอลเอ็นจีลอยนํ้า ขนาด 5 ล้านตัน แต่คงต้องแก้กฎหมายร่วมทุนฯก่อน นอกจากนี้ยังศึกษาโครงการลงทุนธุรกิจแอลเอ็นจีร่วมกับพันธมิตรรายอื่นๆ อาทิ เมียนมา
นายกิจจา กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนการดำเนินงานในปีนี้ยังเป็นไปตามเป้าหมาย โดยคาดว่ากำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 8 พันเมกะวัตต์ ดีกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 7.5 พันเมกะวัตต์เทียบเท่า เป็นผลจากความสำเร็จในการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในต่างประเทศ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองในประเทศไทย ปัจจุบันมีกำลังผลิตไฟฟ้าในมือแล้ว 7.3 พันเมกะวัตต์ โดยขณะนี้มีกำลังผลิตในมือที่เดินเครื่องผลิตแล้ว 6.4 พันเมกะวัตต์
สำหรับแนวโน้มการดำเนินการปี 2561 ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะทำกำไรได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ แม้จะมีกำลังผลิตใหม่ที่จะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) จำนวน 178.3 เมกะวัตต์เข้ามา แต่ก็จะมีรายได้ที่ลดลงจากโรงไฟฟ้าเก่าที่ใกล้จะหมดอายุด้วย ดังนั้นบริษัทก็จะพยายามหาซื้อกิจการ (M&A) เพิ่มเติม ซึ่งในปีหน้ามีเป้าหมายจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าในมือเพิ่มขึ้นอีก 700 เมกะวัตต์เทียบเท่า โดยครึ่งหนึ่งจะมาจากการทำ M&A ขณะเดียวกันก็จะเพิ่มประสิทธิภาพจากโรงไฟฟ้าหงสาในลาวเพิ่มขึ้น รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายให้มากขึ้นเพื่อรักษาระดับกำไรด้วย ทั้งนี้บริษัทมีแผนจะใช้เงินลงทุนในปีหน้ามากกว่าระดับ 1 หมื่นล้านบาท จะใช้สำหรับลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าในมือที่มีอยู่และการทำ M&A คาดว่าจะอยู่ในวงเงิน 3-4 พันล้านบาท
นายรฤก สัตยาภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาโครงการบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าพลังงานทดแทนตามแผนลงทุน 20% ภายใน 5 ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 8% ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ร่วมกับทางพันธมิตร รวมทั้งการซื้อกิจการที่ดำเนินการอยู่แล้ว ขณะที่โครงการวีเอสพีพี เซมิเฟิร์ม บริษัทเตรียมเข้าร่วมประมูลเช่นกัน ในหลายพื้นที่แต่ต้องรอทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศพื้นที่ว่าจะตรงกับพื้นที่ของบริษัทหรือไม่ นอกจากนี้บริษัทยังสนใจร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนอีกด้วย
สำหรับการซื้อกิจการ(M&A) ในต่างประเทศ เนื่องจากต้องการจะสร้างกำลังการผลิตให้เกิดขึ้นในปี 2561 ได้รวดเร็ว ตั้งเป้าเม็ดเงินลงทุนประมาณ 50% ของเงินลงทุนทั้งหมด
สำหรับการลงทุนในธุรกิจถ่านหิน ศึกษาไว้ทั้งการเข้าซื้อหุ้นในโรงไฟฟ้าถ่านหิน เหมืองถ่านหิน และธุรกิจเทรด ดิ้งถ่านหิน ปัจจุบันศึกษาไว้ 1-2 แห่ง ทั้งในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ คาดว่าในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินจะได้ข้อสรุปภายในปลายปีนี้ ส่วนเหมืองถ่านหินจะมีความชัดเจนภายในปี 2561 ขณะที่ธุรกิจแอลเอ็นจี พิจารณาไว้ 2 แบบคือ การนำมาใช้ในโรงไฟฟ้าของกลุ่มราชบุรีโฮลดิ้ง และหากใกล้ตลาดของลูกค้าก็จะเทรดดิ้งด้วย คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีหน้า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,316 วันที่ 23 - 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจต้นนํ้ามากขึ้น ล่าสุดอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าไปลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) และธุรกิจถ่านหิน เนื่องจากยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า
[caption id="attachment_233879" align="aligncenter" width="292"]
สำหรับการศึกษาลงทุนในธุรกิจแอลเอ็นจี ได้ศึกษาไว้หลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาก็สนใจเข้าลงทุนกับทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่มีแผนลงทุนโครงการคลังแอลเอ็นจีลอยนํ้า ขนาด 5 ล้านตัน แต่คงต้องแก้กฎหมายร่วมทุนฯก่อน นอกจากนี้ยังศึกษาโครงการลงทุนธุรกิจแอลเอ็นจีร่วมกับพันธมิตรรายอื่นๆ อาทิ เมียนมา
นายกิจจา กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนการดำเนินงานในปีนี้ยังเป็นไปตามเป้าหมาย โดยคาดว่ากำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 8 พันเมกะวัตต์ ดีกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 7.5 พันเมกะวัตต์เทียบเท่า เป็นผลจากความสำเร็จในการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในต่างประเทศ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองในประเทศไทย ปัจจุบันมีกำลังผลิตไฟฟ้าในมือแล้ว 7.3 พันเมกะวัตต์ โดยขณะนี้มีกำลังผลิตในมือที่เดินเครื่องผลิตแล้ว 6.4 พันเมกะวัตต์
สำหรับแนวโน้มการดำเนินการปี 2561 ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะทำกำไรได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ แม้จะมีกำลังผลิตใหม่ที่จะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) จำนวน 178.3 เมกะวัตต์เข้ามา แต่ก็จะมีรายได้ที่ลดลงจากโรงไฟฟ้าเก่าที่ใกล้จะหมดอายุด้วย ดังนั้นบริษัทก็จะพยายามหาซื้อกิจการ (M&A) เพิ่มเติม ซึ่งในปีหน้ามีเป้าหมายจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าในมือเพิ่มขึ้นอีก 700 เมกะวัตต์เทียบเท่า โดยครึ่งหนึ่งจะมาจากการทำ M&A ขณะเดียวกันก็จะเพิ่มประสิทธิภาพจากโรงไฟฟ้าหงสาในลาวเพิ่มขึ้น รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายให้มากขึ้นเพื่อรักษาระดับกำไรด้วย ทั้งนี้บริษัทมีแผนจะใช้เงินลงทุนในปีหน้ามากกว่าระดับ 1 หมื่นล้านบาท จะใช้สำหรับลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าในมือที่มีอยู่และการทำ M&A คาดว่าจะอยู่ในวงเงิน 3-4 พันล้านบาท
สำหรับการซื้อกิจการ(M&A) ในต่างประเทศ เนื่องจากต้องการจะสร้างกำลังการผลิตให้เกิดขึ้นในปี 2561 ได้รวดเร็ว ตั้งเป้าเม็ดเงินลงทุนประมาณ 50% ของเงินลงทุนทั้งหมด
สำหรับการลงทุนในธุรกิจถ่านหิน ศึกษาไว้ทั้งการเข้าซื้อหุ้นในโรงไฟฟ้าถ่านหิน เหมืองถ่านหิน และธุรกิจเทรด ดิ้งถ่านหิน ปัจจุบันศึกษาไว้ 1-2 แห่ง ทั้งในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ คาดว่าในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินจะได้ข้อสรุปภายในปลายปีนี้ ส่วนเหมืองถ่านหินจะมีความชัดเจนภายในปี 2561 ขณะที่ธุรกิจแอลเอ็นจี พิจารณาไว้ 2 แบบคือ การนำมาใช้ในโรงไฟฟ้าของกลุ่มราชบุรีโฮลดิ้ง และหากใกล้ตลาดของลูกค้าก็จะเทรดดิ้งด้วย คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีหน้า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,316 วันที่ 23 - 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560






