
‘พญาไท2’เทงบยกระดับรพ. การรักษามาตรฐานสากล-วางเป้าโกย5พันล้าน
ร.พ.พญาไท 2 เดินหน้าสู่ความเป็นเลิศด้านการรักษาพยาบาล เตรียมพัฒนาศูนย์โรคมะเร็ง ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและศูนย์เด็ก สู่มาตรฐานสากล หลังบริษัทแม่บีดีเอ็มเอสอนุมัติงบ 600 ล้าน พัฒนาสู่เป้ารายได้ 5,000 ล้าน
น.พ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล พญาไท 2 เปิดเผยว่า ได้ตั้งเป้าหมายภายในปี ค.ศ. 2020 หรือ พ.ศ. 2563 พัฒนาโรงพยาบาลไปสู่ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ หรือ Center of Excellence ในด้านการรักษาพยาบาล ที่จะประกอบไปด้วย การบริการด้านการแพทย์ครบวงจร การได้รับรองมาตรฐาน JCI การร่วมมือกับโรงพยาบาลในต่างประเทศ การทำงานวิจัยและงานวิชาการ โดยทางกลุ่มบีดีเอ็มเอสได้อนุมัติงบลงทุน 600 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาโรงพยาบาลพญาไท 2
[caption id="attachment_221963" align="aligncenter" width="335"]
น.พ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล พญาไท 2[/caption]
ปัจจุบันโรงพยาบาลพญาไท 2 มีศูนย์การแพทย์ที่เป็น Center of excellence แล้ว 4 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์โรคทางสมอง ศูนย์โรคหัวใจ ศูนย์อุบัติเหตุ และศูนย์อาชีวอนามัย ซึ่งมีแผนพัฒนาศูนย์โรคมะเร็ง ให้มีความเป็นเลิศด้านการรักษาเพิ่มอีก 1 ศูนย์ รวมถึงจะมีการพัฒนาศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและศูนย์เด็ก ให้ได้รับรองมาตรฐานการดูแลรักษาพยาบาลรายโรค หรือ CCPC (Clinical Care Program Certificate) จากปีที่ผ่านมาได้รับ การรับรองมาตรฐาน CCPC แล้วใน 2 โรค ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองตีบอุดตันเฉียบพลันและโรคหลอดเลือดหัวใจ
“JCI เป็นมาตรฐานจากสหรัฐอเมริกา ที่รับรองด้านเฮลธ์แคร์ ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ครั้งแรกในปี 2014 ซึ่งเป็นฉบับ 5 ส่วนเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาได้รับฉบับ 6 ที่ถือเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับมาตรฐานฉบับ 6 เพราะโรงพยาบาลตั้งเป้าสู่ความเป็นเลิศด้านการรักษาพยาบาล ทำให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางไปรักษาในต่างประเทศ ซึ่งมาตรฐานที่ได้รับนอกจากเป็นมาตรฐานระดับศูนย์แล้ว ยังได้รับมาตรฐานในรายโรคด้วย”
สำหรับผลจากการได้รับมาตรฐาน JCI ส่งผลให้กลุ่มผู้ป่วยต่างชาติเข้ามาใช้บริการในโรงพยาบาลเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยชาวเมียนมาและบังกลาเทศ ที่มีอัตราการเติบโตถึง 70% จากที่ผ่านมามีรายได้ประมาณ 60-70 ล้านบาท ซึ่งปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ 15% เป็นกลุ่มผู้ป่วยคนไทย 85% ปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 20% โดยในปีนี้คาดว่าโรงพยาบาลจะมีรายได้รวม 4,000 ล้านบาท เติบโตในอัตรา 6% ซึ่งตํ่ากว่าเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะเติบโตในอัตรา 10% เนื่องจากปีนี้มีผู้ป่วยจากโรคระบาดต่างๆ ตํ่าที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา
น.พ.อนันตศักดิ์ กล่าวอีกว่า ภายในปี 2563 คาดว่าโรงพยาบาลจะมีรายได้แตะ 5,000 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มผู้ป่วยต่างชาติน่าจะทำรายได้สัดส่วน 30% ซึ่งยังเป็นกลุ่มผู้ป่วยจากประเทศเพื่อนบ้านซีแอลเอ็มวี รวมถึงชาวญี่ปุ่นที่เริ่มเข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น ผ่านการชำระด้วยระบบประกันสุขภาพและประกันชีวิต ซึ่งการรักษาของโรงพยาบาลในประเทศไทย เทียบมาตรฐานใกล้เคียงกับประเทศสิงคโปร์ แต่มีระดับค่าใช้จ่ายที่ตํ่ากว่า และยังมีการบริการที่ดีกว่า ทำให้กลุ่มโรงพยาบาลเอกชนของประเทศไทย สามารถแข่งขันได้ในตลาดอาเซียน และกลุ่มบีดีเอ็มเอสยังถือว่าเป็น 1 ใน 5 กลุ่มโรงพยาบาลเอกชนระดับโลกด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,307 วันที่ 22 - 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560
น.พ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล พญาไท 2 เปิดเผยว่า ได้ตั้งเป้าหมายภายในปี ค.ศ. 2020 หรือ พ.ศ. 2563 พัฒนาโรงพยาบาลไปสู่ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ หรือ Center of Excellence ในด้านการรักษาพยาบาล ที่จะประกอบไปด้วย การบริการด้านการแพทย์ครบวงจร การได้รับรองมาตรฐาน JCI การร่วมมือกับโรงพยาบาลในต่างประเทศ การทำงานวิจัยและงานวิชาการ โดยทางกลุ่มบีดีเอ็มเอสได้อนุมัติงบลงทุน 600 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาโรงพยาบาลพญาไท 2
[caption id="attachment_221963" align="aligncenter" width="335"]
ปัจจุบันโรงพยาบาลพญาไท 2 มีศูนย์การแพทย์ที่เป็น Center of excellence แล้ว 4 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์โรคทางสมอง ศูนย์โรคหัวใจ ศูนย์อุบัติเหตุ และศูนย์อาชีวอนามัย ซึ่งมีแผนพัฒนาศูนย์โรคมะเร็ง ให้มีความเป็นเลิศด้านการรักษาเพิ่มอีก 1 ศูนย์ รวมถึงจะมีการพัฒนาศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและศูนย์เด็ก ให้ได้รับรองมาตรฐานการดูแลรักษาพยาบาลรายโรค หรือ CCPC (Clinical Care Program Certificate) จากปีที่ผ่านมาได้รับ การรับรองมาตรฐาน CCPC แล้วใน 2 โรค ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองตีบอุดตันเฉียบพลันและโรคหลอดเลือดหัวใจ
“JCI เป็นมาตรฐานจากสหรัฐอเมริกา ที่รับรองด้านเฮลธ์แคร์ ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ครั้งแรกในปี 2014 ซึ่งเป็นฉบับ 5 ส่วนเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาได้รับฉบับ 6 ที่ถือเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับมาตรฐานฉบับ 6 เพราะโรงพยาบาลตั้งเป้าสู่ความเป็นเลิศด้านการรักษาพยาบาล ทำให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางไปรักษาในต่างประเทศ ซึ่งมาตรฐานที่ได้รับนอกจากเป็นมาตรฐานระดับศูนย์แล้ว ยังได้รับมาตรฐานในรายโรคด้วย”
น.พ.อนันตศักดิ์ กล่าวอีกว่า ภายในปี 2563 คาดว่าโรงพยาบาลจะมีรายได้แตะ 5,000 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มผู้ป่วยต่างชาติน่าจะทำรายได้สัดส่วน 30% ซึ่งยังเป็นกลุ่มผู้ป่วยจากประเทศเพื่อนบ้านซีแอลเอ็มวี รวมถึงชาวญี่ปุ่นที่เริ่มเข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น ผ่านการชำระด้วยระบบประกันสุขภาพและประกันชีวิต ซึ่งการรักษาของโรงพยาบาลในประเทศไทย เทียบมาตรฐานใกล้เคียงกับประเทศสิงคโปร์ แต่มีระดับค่าใช้จ่ายที่ตํ่ากว่า และยังมีการบริการที่ดีกว่า ทำให้กลุ่มโรงพยาบาลเอกชนของประเทศไทย สามารถแข่งขันได้ในตลาดอาเซียน และกลุ่มบีดีเอ็มเอสยังถือว่าเป็น 1 ใน 5 กลุ่มโรงพยาบาลเอกชนระดับโลกด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,307 วันที่ 22 - 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560






