
มหกรรมหนังสือเพื่อ‘พ่อ’ รวมทุกเรื่องราว ร.9 สำนักพิมพ์จัดยิ่งใหญ่
มหกรรมหนังสือ จัดยิ่งใหญ่ชูแนวคิด “ความทรงจำ” นำเสนอทุกเรื่องราวในหลวงรัชกาลที่ 9 สำนักพิมพ์กว่า 27 แห่งเตรียมเปิดหนังสือใหม่ คาด 12 วันคนร่วมงานไม่ตํ่ากว่า 2 ล้านคน เงินสะพัดกว่า 500-600 ล้านบาท ขณะที่ตลาดหนังสือโดยรวมยังทรงตัว สมาคมเดินหน้าดันตลาดออนไลน์ เป็นทางรอดธุรกิจสิ่งพิมพ์
สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (pubat) ชูแนวคิด “ความทรงจำ” ธีมหลักในการจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 22 (Book Expo Thailand 2017) ในวันที่ 18-29 ตุลาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุม แห่งชาติสิริกิติ์ นำเสนอเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทั้งการจัดแสดงนิทรรศการ การเสวนา การจำหน่าย สินค้าที่ระลึก และการเปิดตัวหนัง สือใหม่ที่มีเนื้อหาและเรื่องราวของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานตลอด 12 วันไม่ตํ่ากว่า 1.8-2 ล้านคน และมีเงิน สะพัดไม่ตํ่ากว่า 500-600 ล้านบาท
โดยนางสุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (pubat) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การจัดงาน (Book Expo Thailand 2017 ในครั้งนี้กำหนดขึ้นภายใต้แนวคิด “ความทรงจำ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรที่มีต่อวงการหนังสือของไทย ผ่านหนังสือพระราชนิพนธ์ และหนังสือที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ เนื่องด้วยพระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในศาสตร์และศิลป์หลายแขนง รวมถึงภาษาและวรรณคดีด้วย ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมหลายรูปแบบ ทั้งความเรียง นิทาน และเรื่องแปล ทรงมีความรอบรู้แตกฉานในภาษาทั้งต้นทางและปลายทาง จนสามารถทรงพระราชนิพนธ์แปล ทั้งสำนวนที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง
“พระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์มีต่อวงการหนังสือไทย มีตั้งแต่การที่พระองค์ทรงใส่พระราชหฤทัยเกี่ยวกับหนังสือตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงเรียนรู้ หาความรู้ด้านต่างๆ ด้วยการอ่านหนังสือ ทรงเป็นอัครศิลปินจากการเสาะแสวงหาความรู้จากหนังสือด้วยพระองค์เอง ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในด้านการเสริมสร้างความรู้จากการอ่านหนังสือ พระองค์ยังส่งเสริมให้ความรู้กับเยาวชนไทยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ด้วยมีพระราชดำริให้จัดทำสารานุกรมด้านวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม เพื่อให้เยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกลมีความรู้เท่าเทียมกับเด็กในกรุงเทพฯ แม้ในยุคที่มีอินเตอร์เน็ตเกิดขึ้น ก็มีการส่งเสริมให้ความรู้ผ่านการเรียนรู้ออนไลน์ พระองค์ยังทรงพระนิพนธ์และทรงแปลหนังสือออกมาหลายเล่ม”
นางสุชาดา กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีไฮไลต์ที่สำคัญเกี่ยวกับในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้แก่ นิทรรศการความทรงจำ ที่นำนิตยสาร “วงวรรณคดี” ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2490 ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตพิเศษให้ตีพิมพ์ พระราชนิพนธ์เรื่อง “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิตเซอร์แลนด์” ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์เรื่องแรกเมื่อทรงขึ้นครองราชย์มาจัดแสดง ร่วมกับหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มอื่นๆ หนังสือที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอด 7 ทศวรรษในรัชสมัยของพระองค์
นอกจากนี้ยังมีสิ่งพิมพ์และของที่ระลึกต่างๆ ที่จัดทำขึ้นหลังวันสวรรคต 13 ตุลาคม 2559 จึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนิทรรศการที่รวบรวมหนังสือและสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ มาแสดงให้ชมมากที่สุดอีกด้วย
ภายในงานยังมีไฮไลต์สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวกับในหลวง รัชกาลที่ 9 อีกจำนวนมาก อาทิ การเสวนาในหัวข้อ “9 วัน 9 ความทรงจำ ธ สถิตอยู่ในใจไทยนิรันดร์” โดยผู้มีชื่อเสียงในสาขาต่างๆ นิทรรศการภาพถ่าย “9 สู่สวรรคาลัย” และการจัดแสดงปกหนังสือและการออกแบบรูปเล่มดีเด่น ที่ได้รับการคัดเลือกจากโครงการ 100 Annual Book and Cover Design หรือ 100 ABCD การจำหน่ายของที่ระลึก “ที่คั่นหนังสือ” ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นพิเศษ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้กับ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อสมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา เป็นต้น
การจัดงานครั้งนี้มีสำนักพิมพ์เข้าร่วมงาน 389 ราย รวม 939 บูธ บนพื้นที่กว่า 2 หมื่นตารางเมตร ซึ่งสำนักพิมพ์ต่างๆ กว่า 27 สำนักพิมพ์ได้เตรียมนำหนังสือพระราชกรณียกิจ หนังสือพระราชประวัติ รวมถึงหนังสือที่เกี่ยวกับในหลวง รัชกาลที่ 9 มาจัดจำหน่าย ไม่ตํ่ากว่า 100 ปก พร้อมเปิดตัวหนังสือใหม่ที่เกี่ยวกับในหลวง รัชกาลที่ 9 ด้วย
ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมหนังสือในปัจจุบัน ถือว่าอยู่ในภาวะทรงตัวไม่แตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ โดยช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมาตลาดหนังสือมีมูลค่าประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท แต่ปัจจุบันไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ซึ่งทางสมาคมอยู่ระหว่างการสำรวจข้อมูล ทั้งนี้พบว่าผู้ประกอบการต่างๆปรับตัวรองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ด้วยการหันไปขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เกือบทุกสำนักพิมพ์ และมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง 100-200% บางสำนักพิมพ์สามารถสร้างยอดขายได้วันละแสนบาท
“สมาคมมีสมาชิก 500 ราย มากกว่า 50% ทำการขายหนังสือออนไลน์ โดยแบรนด์ร้านหนังสือปัจจุบันเหลือกว่า 100 แบรนด์ ช่วงที่ผ่านมามีร้านหนังสือปิดตัวไปจำนวนมากถึง 50% ของทั้งหมด อย่างไรก็ดีทางรอดของสำนักพิมพ์ในยุคนี้ ควรพยายามเพิ่มช่องทางการขายใหม่ๆ โดย เฉพาะการขายสินค้าออนไลน์ โดยที่ผ่านมาสมาคมได้จัดอบรมให้กับสมาชิกไปแล้ว 2 ครั้ง ได้แก่ การขายสินค้าผ่านเฟซบุ๊ก และการขายสินค้าผ่าน ไลน์ ในอนาคตคงมีการให้ความ รู้ในเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติม แม้ว่าจะมีสำนักพิมพ์ปิดตัวลงแต่สำนักพิมพ์ใหม่ก็เปิดตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน”
สำหรับนโยบายของสมาคมเพื่อช่วยเหลือธุรกิจสำนักพิมพ์ จะมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ความรู้ด้านการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย การบุกตลาดต่างประเทศเพื่อขายลิขสิทธิ์หนังสือ ซึ่งประเทศไทยมีเรื่องศิลปและวัฒนธรรมที่สามารถขายได้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำศูนย์ลิขสิทธิ์ ให้ความรู้แก่สมาชิก และการกระตุ้นให้เกิดการอ่านหนังสือให้มากขึ้น ด้วยการเข้าร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเขียนแผนแม่บทส่งเสริมการอ่าน ด้วยการจัดทำ “ซีเล็คเต็ดบุ๊ค” เพื่อคัดเลือกและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจในทุกหมวด แนะนำให้กับผู้สนใจเลือกอ่าน
“ปัจจุบันคนไทยอ่านหนังสือ 5 เล่มต่อปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนามอ่านหนังสือปีละ 50 เล่ม เพราะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งหลายประเทศได้ให้การสนับสนุนธุรกิจหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน และเกาหลี ซึ่งในด้านเศรษฐกิจแล้วจะมีเม็ดเงินกลับมาจากสินค้าอื่นๆ ด้วย เพราะหนังสือเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ส่วนสถานการณ์ธุรกิจหนังสือในช่วง 2 เดือนสุดท้าย ทางสมาคมพยายามช่วยให้ธุรกิจเติบโต ด้วยการผลักดันการขายสินค้าออนไลน์ และการจัดกิจกรรมออกบูธในต่างจังหวัด ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการ เจรจากับพันธมิตร โดยคาดว่าน่า จะออกบูธได้ใน 6-7 จังหวัด เนื่องจากหลายแห่งมีความต้องการงาน บุ๊กแฟร์เหมือนกับในกรุงเทพฯ”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,306 วันที่ 19 - 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560
สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (pubat) ชูแนวคิด “ความทรงจำ” ธีมหลักในการจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 22 (Book Expo Thailand 2017) ในวันที่ 18-29 ตุลาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุม แห่งชาติสิริกิติ์ นำเสนอเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทั้งการจัดแสดงนิทรรศการ การเสวนา การจำหน่าย สินค้าที่ระลึก และการเปิดตัวหนัง สือใหม่ที่มีเนื้อหาและเรื่องราวของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานตลอด 12 วันไม่ตํ่ากว่า 1.8-2 ล้านคน และมีเงิน สะพัดไม่ตํ่ากว่า 500-600 ล้านบาท
โดยนางสุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (pubat) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การจัดงาน (Book Expo Thailand 2017 ในครั้งนี้กำหนดขึ้นภายใต้แนวคิด “ความทรงจำ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรที่มีต่อวงการหนังสือของไทย ผ่านหนังสือพระราชนิพนธ์ และหนังสือที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ เนื่องด้วยพระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในศาสตร์และศิลป์หลายแขนง รวมถึงภาษาและวรรณคดีด้วย ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมหลายรูปแบบ ทั้งความเรียง นิทาน และเรื่องแปล ทรงมีความรอบรู้แตกฉานในภาษาทั้งต้นทางและปลายทาง จนสามารถทรงพระราชนิพนธ์แปล ทั้งสำนวนที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง
“พระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์มีต่อวงการหนังสือไทย มีตั้งแต่การที่พระองค์ทรงใส่พระราชหฤทัยเกี่ยวกับหนังสือตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงเรียนรู้ หาความรู้ด้านต่างๆ ด้วยการอ่านหนังสือ ทรงเป็นอัครศิลปินจากการเสาะแสวงหาความรู้จากหนังสือด้วยพระองค์เอง ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในด้านการเสริมสร้างความรู้จากการอ่านหนังสือ พระองค์ยังส่งเสริมให้ความรู้กับเยาวชนไทยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ด้วยมีพระราชดำริให้จัดทำสารานุกรมด้านวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม เพื่อให้เยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกลมีความรู้เท่าเทียมกับเด็กในกรุงเทพฯ แม้ในยุคที่มีอินเตอร์เน็ตเกิดขึ้น ก็มีการส่งเสริมให้ความรู้ผ่านการเรียนรู้ออนไลน์ พระองค์ยังทรงพระนิพนธ์และทรงแปลหนังสือออกมาหลายเล่ม”
นางสุชาดา กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีไฮไลต์ที่สำคัญเกี่ยวกับในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้แก่ นิทรรศการความทรงจำ ที่นำนิตยสาร “วงวรรณคดี” ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2490 ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตพิเศษให้ตีพิมพ์ พระราชนิพนธ์เรื่อง “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิตเซอร์แลนด์” ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์เรื่องแรกเมื่อทรงขึ้นครองราชย์มาจัดแสดง ร่วมกับหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มอื่นๆ หนังสือที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอด 7 ทศวรรษในรัชสมัยของพระองค์
นอกจากนี้ยังมีสิ่งพิมพ์และของที่ระลึกต่างๆ ที่จัดทำขึ้นหลังวันสวรรคต 13 ตุลาคม 2559 จึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนิทรรศการที่รวบรวมหนังสือและสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ มาแสดงให้ชมมากที่สุดอีกด้วย
ภายในงานยังมีไฮไลต์สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวกับในหลวง รัชกาลที่ 9 อีกจำนวนมาก อาทิ การเสวนาในหัวข้อ “9 วัน 9 ความทรงจำ ธ สถิตอยู่ในใจไทยนิรันดร์” โดยผู้มีชื่อเสียงในสาขาต่างๆ นิทรรศการภาพถ่าย “9 สู่สวรรคาลัย” และการจัดแสดงปกหนังสือและการออกแบบรูปเล่มดีเด่น ที่ได้รับการคัดเลือกจากโครงการ 100 Annual Book and Cover Design หรือ 100 ABCD การจำหน่ายของที่ระลึก “ที่คั่นหนังสือ” ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นพิเศษ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้กับ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อสมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา เป็นต้น
ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมหนังสือในปัจจุบัน ถือว่าอยู่ในภาวะทรงตัวไม่แตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ โดยช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมาตลาดหนังสือมีมูลค่าประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท แต่ปัจจุบันไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ซึ่งทางสมาคมอยู่ระหว่างการสำรวจข้อมูล ทั้งนี้พบว่าผู้ประกอบการต่างๆปรับตัวรองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ด้วยการหันไปขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เกือบทุกสำนักพิมพ์ และมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง 100-200% บางสำนักพิมพ์สามารถสร้างยอดขายได้วันละแสนบาท
“สมาคมมีสมาชิก 500 ราย มากกว่า 50% ทำการขายหนังสือออนไลน์ โดยแบรนด์ร้านหนังสือปัจจุบันเหลือกว่า 100 แบรนด์ ช่วงที่ผ่านมามีร้านหนังสือปิดตัวไปจำนวนมากถึง 50% ของทั้งหมด อย่างไรก็ดีทางรอดของสำนักพิมพ์ในยุคนี้ ควรพยายามเพิ่มช่องทางการขายใหม่ๆ โดย เฉพาะการขายสินค้าออนไลน์ โดยที่ผ่านมาสมาคมได้จัดอบรมให้กับสมาชิกไปแล้ว 2 ครั้ง ได้แก่ การขายสินค้าผ่านเฟซบุ๊ก และการขายสินค้าผ่าน ไลน์ ในอนาคตคงมีการให้ความ รู้ในเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติม แม้ว่าจะมีสำนักพิมพ์ปิดตัวลงแต่สำนักพิมพ์ใหม่ก็เปิดตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน”
สำหรับนโยบายของสมาคมเพื่อช่วยเหลือธุรกิจสำนักพิมพ์ จะมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ความรู้ด้านการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย การบุกตลาดต่างประเทศเพื่อขายลิขสิทธิ์หนังสือ ซึ่งประเทศไทยมีเรื่องศิลปและวัฒนธรรมที่สามารถขายได้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำศูนย์ลิขสิทธิ์ ให้ความรู้แก่สมาชิก และการกระตุ้นให้เกิดการอ่านหนังสือให้มากขึ้น ด้วยการเข้าร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเขียนแผนแม่บทส่งเสริมการอ่าน ด้วยการจัดทำ “ซีเล็คเต็ดบุ๊ค” เพื่อคัดเลือกและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจในทุกหมวด แนะนำให้กับผู้สนใจเลือกอ่าน
“ปัจจุบันคนไทยอ่านหนังสือ 5 เล่มต่อปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนามอ่านหนังสือปีละ 50 เล่ม เพราะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งหลายประเทศได้ให้การสนับสนุนธุรกิจหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน และเกาหลี ซึ่งในด้านเศรษฐกิจแล้วจะมีเม็ดเงินกลับมาจากสินค้าอื่นๆ ด้วย เพราะหนังสือเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ส่วนสถานการณ์ธุรกิจหนังสือในช่วง 2 เดือนสุดท้าย ทางสมาคมพยายามช่วยให้ธุรกิจเติบโต ด้วยการผลักดันการขายสินค้าออนไลน์ และการจัดกิจกรรมออกบูธในต่างจังหวัด ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการ เจรจากับพันธมิตร โดยคาดว่าน่า จะออกบูธได้ใน 6-7 จังหวัด เนื่องจากหลายแห่งมีความต้องการงาน บุ๊กแฟร์เหมือนกับในกรุงเทพฯ”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,306 วันที่ 19 - 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560






