
อาเซียน เอ็นเนอร์ยี่ อวอร์ด เวทีอนุรักษ์พลังงานระดับภูมิภาค
ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 35 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 27-28 กันยายน ที่ผ่านมา ได้มีการบรรลุข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงานภายใต้กรอบการประชุม หนึ่งในนั้นจะเป็นเรื่องด้านพลังงานทดแทนและด้านประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงาน
โดยในส่วนของการพัฒนาพลังงานทดแทน อาเซียนมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลัง งานขึ้นไปที่ระดับ 23% ภายในปี 2568 จากระดับ 13.6% ของการใช้พลังงานขั้นต้นในปี 2558 โดยประเทศไทยมีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนใกล้เคียงกับอาเซียน ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าการจะพัฒนาพลังงานทดแทน การสนับสนุนด้านเงินทุนถือเป็นสิ่งสำคัญ
ขณะที่การดำเนินงานด้านประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงานนั้น ที่ประชุมเห็นว่าอาเซียนสามารถลดความเข้มการใช้พลังงานลงทุนได้ถึง 18.3% ในปี 2558 เทียบจากปี 2548 และจะพยายามเพื่อให้สามารถลดความเข้มการใช้พลังงานได้เป็น 20% ภายในปี 2563
**ไทยคว้า 27 รางวัล
จากกรอบความร่วมมือดังกล่าวพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สะท้อนให้เห็นว่า การที่ประเทศไทยมีโครงการจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนมาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดประกวดโครงการ “ไทยแลนด์ เอ็นเนอร์ยี่ อวอร์ด” ซึ่งเป็นโครงการลดใช้พลังงานเป็นประจำ ทุกปี จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การลดใช้พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทนของกลุ่มอาเซียน ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้
โดยในปีนี้มีผู้ชนะการประกวด 66 ราย จากผู้เข้าประกวด 262 ราย ผ่านโครงการต่างๆ ส่งผลให้ผู้ประกอบการประหยัดพลังงานลงได้ 420 ล้านบาทต่อปี ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2.9 แสนตันต่อปี จากการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว นำไปต่อยอดการเข้าสู่การประกวดในเวที “อาเซียน เอ็นเนอร์ยี่ อวอร์ด” ซึ่งเป็นเวทีระดับภูมิภาค ซึ่งในปีนี้มีผู้ประกอบการไทยสามารถคว้ารางวัลด้านอนุรักษ์พลังงาน พลังงานหมุนเวียน และการจัดการถ่านหินในระดับอาเซียนรวม 25 รางวัล และได้รับการเชิดชูเกียรติด้านบุคคล 2 รางวัล รวมเป็น 27 รางวัล ซึ่งมากสุดในอาเซียน
**ลดการใช้พลังงานในอาคาร
นายสุธี ผู้เจริญชนะชัย รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ตั้งอยู่ ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศด้านการอนุรักษ์พลังงานดีเด่น ด้านการปรับปรุงอาคาร เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จจากการดำเนินงานว่า ศูนย์ได้ทำการปรับตั้งค่าอุณหภูมิเครื่องทำนํ้าเย็นให้เหมาะสมกับการใช้งานติดตั้ง Cooling Pad สำหรับเครื่องทำนํ้าเย็น เปลี่ยนเป็นเครื่องสูบนํ้าเย็นให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมความเร็วรอบมอเตอร์ และนำแสงสว่างจากธรรมชาติมาใช้ภายในอาคาร ติดฟิล์มกรองแสง เพื่อลดแสงแดดที่ส่องผ่านกระจก เปลี่ยนหลอดไฟมาเป็นหลอด LED และติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ และ Motion Sensor เพื่อลดใช้ไฟฟ้าภายในอาคาร เป็นต้น
จากผลการดำเนินงานดังกล่าว สามารถลดการใช้พลังงานได้มากกว่า 39.69% ทำให้ค่าถ่ายเทความร้อนรวมของผนังด้านนอกอาคารลดลงเหลือ 44.8 W/m2 ส่วนหลังคาอาคารติดตั้งฉนวนชนิดใยแก้ว ทำให้ค่าถ่ายเทความร้อนรวมของหลังคา อาคารลดลงเหลือเพียง 7.0 W/m2 ดีกว่าที่กฎหมายกำหนด
**สร้างการมีส่วนร่วม
นายปิยะ กุมารา ผู้จัด การทั่วไป บริษัท ข้าว ซี.พี.จำกัด (โรงสีข้าวสุพรรณบุรี) ได้รับรางวัลชนะเลิศด้านอนุรักษ์พลังงาน ได้นำการบริหารจัดการคุณภาพทั่วทั้งองค์กรมาใช้ โดยกำหนดกลยุทธ์ในการสื่อสาร เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมด้านการจัดการพลังงานให้กับบุคลากรให้เกิดความตระหนักด้านการอนุรักษ์พลังงาน และสนับสนุนให้พนักงานทุกระดับมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ได้มีโอกาสทดลองปฏิบัติ การสร้างนวัตกรรม ใหม่ ผ่านกิจกรรมข้อเสนอแนะ จากการดำเนินงานดังกล่าวทำให้สามารถลดใช้พลัง งานลงได้ 30.33% คิดเป็นค่าใช้จ่ายที่ลดลงได้ 3.51 ล้านบาทต่อปีเป็นต้น
**แนวคิดพลังงานสะอาด
ขณะที่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (โรงงานบ้านโพธิ์) ได้รับรางวัลชนะเลิศด้านอนุรักษ์พลังงาน เป็นที่ถูกออกแบบด้วยแนวความคิด Eco Plant ด้วยการใช้พลังงานสะอาด และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการลดใช้พลัง งาน และการออกแบบระบบจ่ายพลังงานแบบรวมศูนย์ ทำให้สามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างคุ้มค่า และการติดตั้งอินเวอร์เตอร์เพื่อควบคุมความเร็วของมอเตอร์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เป็นต้น จากการดำเนินงานที่ผ่านมา ทำให้สามารถลดการใช้พลังงานลงได้ 5.48 % คิดเป็นค่าใช้จ่ายที่ลดลง 32.64 ล้านบาท
ทั้งนี้ ด้วยผลงานของผู้ได้รับรางวัลครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการประหยัดพลังงานและการลดใช้พลังงานที่เกิดเป็นรูปธรรมจริง ยังจะทำให้ประเทศในอาเซียนสามารถเข้าถึงข้อมูลและนำไปขยายผลไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้การประหยัดและอนุรักษ์พลังงานไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ร่วมกันได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,302 วันที่ 5 - 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560
โดยในส่วนของการพัฒนาพลังงานทดแทน อาเซียนมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลัง งานขึ้นไปที่ระดับ 23% ภายในปี 2568 จากระดับ 13.6% ของการใช้พลังงานขั้นต้นในปี 2558 โดยประเทศไทยมีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนใกล้เคียงกับอาเซียน ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าการจะพัฒนาพลังงานทดแทน การสนับสนุนด้านเงินทุนถือเป็นสิ่งสำคัญ
ขณะที่การดำเนินงานด้านประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงานนั้น ที่ประชุมเห็นว่าอาเซียนสามารถลดความเข้มการใช้พลังงานลงทุนได้ถึง 18.3% ในปี 2558 เทียบจากปี 2548 และจะพยายามเพื่อให้สามารถลดความเข้มการใช้พลังงานได้เป็น 20% ภายในปี 2563
**ไทยคว้า 27 รางวัล
จากกรอบความร่วมมือดังกล่าวพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สะท้อนให้เห็นว่า การที่ประเทศไทยมีโครงการจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนมาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดประกวดโครงการ “ไทยแลนด์ เอ็นเนอร์ยี่ อวอร์ด” ซึ่งเป็นโครงการลดใช้พลังงานเป็นประจำ ทุกปี จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การลดใช้พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทนของกลุ่มอาเซียน ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้
โดยในปีนี้มีผู้ชนะการประกวด 66 ราย จากผู้เข้าประกวด 262 ราย ผ่านโครงการต่างๆ ส่งผลให้ผู้ประกอบการประหยัดพลังงานลงได้ 420 ล้านบาทต่อปี ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2.9 แสนตันต่อปี จากการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว นำไปต่อยอดการเข้าสู่การประกวดในเวที “อาเซียน เอ็นเนอร์ยี่ อวอร์ด” ซึ่งเป็นเวทีระดับภูมิภาค ซึ่งในปีนี้มีผู้ประกอบการไทยสามารถคว้ารางวัลด้านอนุรักษ์พลังงาน พลังงานหมุนเวียน และการจัดการถ่านหินในระดับอาเซียนรวม 25 รางวัล และได้รับการเชิดชูเกียรติด้านบุคคล 2 รางวัล รวมเป็น 27 รางวัล ซึ่งมากสุดในอาเซียน
นายสุธี ผู้เจริญชนะชัย รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ตั้งอยู่ ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศด้านการอนุรักษ์พลังงานดีเด่น ด้านการปรับปรุงอาคาร เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จจากการดำเนินงานว่า ศูนย์ได้ทำการปรับตั้งค่าอุณหภูมิเครื่องทำนํ้าเย็นให้เหมาะสมกับการใช้งานติดตั้ง Cooling Pad สำหรับเครื่องทำนํ้าเย็น เปลี่ยนเป็นเครื่องสูบนํ้าเย็นให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมความเร็วรอบมอเตอร์ และนำแสงสว่างจากธรรมชาติมาใช้ภายในอาคาร ติดฟิล์มกรองแสง เพื่อลดแสงแดดที่ส่องผ่านกระจก เปลี่ยนหลอดไฟมาเป็นหลอด LED และติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ และ Motion Sensor เพื่อลดใช้ไฟฟ้าภายในอาคาร เป็นต้น
จากผลการดำเนินงานดังกล่าว สามารถลดการใช้พลังงานได้มากกว่า 39.69% ทำให้ค่าถ่ายเทความร้อนรวมของผนังด้านนอกอาคารลดลงเหลือ 44.8 W/m2 ส่วนหลังคาอาคารติดตั้งฉนวนชนิดใยแก้ว ทำให้ค่าถ่ายเทความร้อนรวมของหลังคา อาคารลดลงเหลือเพียง 7.0 W/m2 ดีกว่าที่กฎหมายกำหนด
นายปิยะ กุมารา ผู้จัด การทั่วไป บริษัท ข้าว ซี.พี.จำกัด (โรงสีข้าวสุพรรณบุรี) ได้รับรางวัลชนะเลิศด้านอนุรักษ์พลังงาน ได้นำการบริหารจัดการคุณภาพทั่วทั้งองค์กรมาใช้ โดยกำหนดกลยุทธ์ในการสื่อสาร เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมด้านการจัดการพลังงานให้กับบุคลากรให้เกิดความตระหนักด้านการอนุรักษ์พลังงาน และสนับสนุนให้พนักงานทุกระดับมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ได้มีโอกาสทดลองปฏิบัติ การสร้างนวัตกรรม ใหม่ ผ่านกิจกรรมข้อเสนอแนะ จากการดำเนินงานดังกล่าวทำให้สามารถลดใช้พลัง งานลงได้ 30.33% คิดเป็นค่าใช้จ่ายที่ลดลงได้ 3.51 ล้านบาทต่อปีเป็นต้น
ขณะที่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (โรงงานบ้านโพธิ์) ได้รับรางวัลชนะเลิศด้านอนุรักษ์พลังงาน เป็นที่ถูกออกแบบด้วยแนวความคิด Eco Plant ด้วยการใช้พลังงานสะอาด และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการลดใช้พลัง งาน และการออกแบบระบบจ่ายพลังงานแบบรวมศูนย์ ทำให้สามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างคุ้มค่า และการติดตั้งอินเวอร์เตอร์เพื่อควบคุมความเร็วของมอเตอร์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เป็นต้น จากการดำเนินงานที่ผ่านมา ทำให้สามารถลดการใช้พลังงานลงได้ 5.48 % คิดเป็นค่าใช้จ่ายที่ลดลง 32.64 ล้านบาท
ทั้งนี้ ด้วยผลงานของผู้ได้รับรางวัลครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการประหยัดพลังงานและการลดใช้พลังงานที่เกิดเป็นรูปธรรมจริง ยังจะทำให้ประเทศในอาเซียนสามารถเข้าถึงข้อมูลและนำไปขยายผลไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้การประหยัดและอนุรักษ์พลังงานไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ร่วมกันได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,302 วันที่ 5 - 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560






