
โตโยต้ายาริส เอทีฟ ปลุกอีโคคาร์ให้ระอุ
ผมหวั่นว่า “ยาริส เอทีฟ” จะกลายเป็นมุกง่ายๆของโตโยต้า ที่นำเก๋งซับคอมแพ็กต์ “วีออส” มาตีตั๋วเด็กเข้าโครงการอีโคคาร์ ผมหวั่นว่ามันจะเป็นรถดาดๆ อืดๆคันหนึ่ง
จนกระทั่งผมได้ลองขับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (25 ก.ย.)ทุกความสงสัยก็คลี่คลาย?
เมื่อเมืองไทยมีโครงการอีโคคาร์ ที่กำหนดขนาดเครื่องยนต์ (เบนซิน)ไว้ไม่เกิน 1.3 ลิตร ปล่อยไอเสียไม่เกิน 120 กรัม/กม. (เฟส1)และประหยัดนํ้ามันไม่น้อยกว่า 20 กม./ลิตร(เฟส1) ซึ่งค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นต่างตบเท้าเรียงคิวผลักดันรถให้ผ่านเกณฑ์นี้(และเงื่อนไขอื่นๆ) ด้วยความสามารถในการพัฒนาโครงสร้างตัวถังนํ้าหนักเบาและใช้เกียร์อัตโนมัติ CVT
ยาริส ซีดาน ที่มีซับเนมต่อท้ายว่า “เอทีฟ” ใช้พื้นฐานการพัฒนาเดียวกับ “ยาริส แฮตช์แบ็ก” โดยรุ่นแรกเป็นโมเดลใหม่ ไม่เคยมีรถหน้าตาแบบนี้และสเปกแบบนี้ทำตลาดที่ไหนมาก่อนในโลก ส่วนรุ่นหลังเพิ่งเปิดตัวโฉมไมเนอร์เชนจ์ไปเช่นกัน
อย่างไรก็ตามทั้ง 2 รุ่นได้รับการปรับปรุงวิศวกรรมยานยนต์ในหลายๆ จุด เช่น ช่วงล่าง รอยต่อจุดยึดของโครงสร้าง เพิ่มวัสดุดูดซับเสียงรบกวน ปรับสมองกลในการควบคุมเครื่องยนต์และเกียร์ให้ทำงานฉลาดรวดเร็ว (แต่กำลังทำเท่าเดิม) ที่สำคัญรถทั้งสองรุ่นปรับ บุคลิกการขับขี่ให้ต่างกันตามกลุ่มลูกค้ามุ่งหวัง
สำหรับ “ยาริส แฮตช์แบ็ก ไมเนอร์เชนจ์” ผมน่าจะได้โอกาสขับเร็วๆ นี้ ส่วน “ยาริส เอทีฟ” ที่ลองขับมาแล้วพบว่า โตโยต้าดูจริงจังพิถีพิถันกับรถยนต์รุ่นนี้ โดยพยายามพัฒนาให้เป็นรถโมเดลใหม่ที่แตกต่าง แม้จะใช้พื้นฐานการพัฒนาเดียวกับหลายรุ่น
ทั้งนี้ เมื่อเทียบมิติตัวถังในบรรดาอีโคคาร์ ซีดาน “ซูซูกิ เซียส” ยังยาวที่สุด 4,490 มม.ส่วน“ยาริส เอทีฟ” กับ “อัลเมรา” เท่ากันที่ 4,425 มม.
จุดเด่นประเด็นขายที่โตโยต้าพยายามชูให้ยาริส เอทีฟ คือ การเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร คุยว่าเงียบที่สุดในบรรดาคู่แข่ง รวมถึงการติดตั้งถุงลมนิรภัยรวม 7 จุดรอบคัน(คู่หน้า,ด้านข้างซ้าย-ขวา, ม่านด้านข้าง ซ้าย-ขวา, หัวเข่าฝั่งคนขับ) มาเป็นมาตร ฐานทุกรุ่นย่อย
ยาริส เอทีฟ ที่ผมได้ลองขับคือรุ่นท็อปเกรด S ภายในใช้เบาะผ้าสีดำแต้มลวดลายสปอร์ต ออกแบบแผงแดชบอร์ด คอนโซล ให้ทันสมัยและดูมีมูลค่า พวงมาลัยหุ้มหนังเดินด้ายตะเข็บแดง ขณะที่การออกแบบมาตรวัดหลังพวงมาลัย จอแสดงผล-ควบคุมกลางขนาด 7 นิ้ว พร้อมระบบแอร์อัตโนมัติ ช่วยผลักดันให้รถดูหรูหรา
ในรุ่น S และ G,E ใช้ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว มียางคละกันสองยี่ห้อคือ “บริดจสโตน อีโคเปีย” กับ “ดันลอป อนาเซฟ” ขนาด 185/60 R14 (รุ่น J ใช้ล้อกระทะ 15 นิ้ว ส่วน J Eco ใช้ล้อกระทะ 14 นิ้ว) มาพร้อมชุดซ่อมยางฉุกเฉินไม่มียางอะไหล่มาให้โดยโตโยต้า คงหวังเรื่องการลดนํ้าหนัก (เพื่อให้รถผ่านเกณฑ์ประหยัดนํ้ามันและปล่อยไอเสีย) และระบุว่าชุดซ่อมยางฉุกเฉินใช้งานง่ายกว่า แถมถูกใจลูกค้าผู้หญิงแน่นอน
สัมผัสแรกของการขับ ผมรับรู้ถึงพวงมาลัยที่ผ่อนแรงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า มีนํ้าหนักมากกว่า เซียส และอัลเมรา การควบคุมหนึบแน่นบุคลิกดูเป็นธรรมชาติราวพวงมาลัยไฮดรอลิก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมประหลาดใจแต่ก็ชอบมากๆ
ด้านช่วงล่างหน้าแมคเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง หลังคานทอร์ชันบีม คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง เน้นความนุ่มนวล ใช้ทางไกลความเร็วสูง(นั่ง 2 คนและไม่บรรทุกของเยอะ) อาจจะโยกโยนไปนิด ส่วนจังหวะกดแป้นเบรก (หน้าดิสก์หลังดรัม) ชะลอหยุดได้มั่นใจ การตอบสนองเนียนแบบไม่หน้าทิ่มหัวจิก
โดยนํ้าหนักรถเปล่า(รวมนํ้ามันเต็มถัง) แค่ 1,087 กก. วางเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.2 ลิตร 86 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 15.27 วินาที จังหวะออกตัว หรือกดคันเร่งกะทันหันช่วงความเร็วตํ่าไม่จี๊ดจ๊าดมากนัก แต่ถ้าคิดว่าเป็นซิตีคาร์ใช้งานในเมืองเป็นหลักก็ถือว่าเพียงพอ
ส่วนการวิ่งทางไกลออกต่างจังหวัด ถ้าขับสบายๆ ชิล ชิล ก็ไม่มีปัญหาครับ แต่ถ้าอัดคนไปเต็มลำ(4 คน)พร้อมสัมภาระ คงต้องเผื่อระยะในจังหวะเร่งแซงให้มากๆ
ด้านอัตราบริโภคนํ้ามัน จากการลองขับมุ่งไปจังหวัดจันทบุรี วิ่งยาวๆ ใช้ความเร็วสูง 120 กม.บนมอเตอร์เวย์ หรือบางช่วงเข่นคันเร่งแรงมากไปกว่านั้น ยังได้ตัวเลข 15 กม./ลิตร สบายๆ
รวบรัดตัดความ...เซียส อัลเมรา มาสด้า2 อาจจะเจองานหนักมากขึ้น เมื่อเจ้าตลาดขยับ ด้วยเห็นสเปก เปรียบเทียบสมรรถนะของคู่แข่งจนสิ้นไส้ก่อนจะทำรถออกมาได้เหนือความคาดหมาย ทว่าราคาขายช่วงแนะนำ 4.69 - 6.19 แสนบาท โตโยต้ายืนยันว่าตั้งแต่ 1 ตุลาคมนี้จะปรับราคาขึ้นแน่นนอน (อาจจะ 3-4 หมื่นบาทแล้วแต่รุ่น)
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,301 วันที่ 1 - 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560
เมื่อเมืองไทยมีโครงการอีโคคาร์ ที่กำหนดขนาดเครื่องยนต์ (เบนซิน)ไว้ไม่เกิน 1.3 ลิตร ปล่อยไอเสียไม่เกิน 120 กรัม/กม. (เฟส1)และประหยัดนํ้ามันไม่น้อยกว่า 20 กม./ลิตร(เฟส1) ซึ่งค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นต่างตบเท้าเรียงคิวผลักดันรถให้ผ่านเกณฑ์นี้(และเงื่อนไขอื่นๆ) ด้วยความสามารถในการพัฒนาโครงสร้างตัวถังนํ้าหนักเบาและใช้เกียร์อัตโนมัติ CVT
อย่างไรก็ตามทั้ง 2 รุ่นได้รับการปรับปรุงวิศวกรรมยานยนต์ในหลายๆ จุด เช่น ช่วงล่าง รอยต่อจุดยึดของโครงสร้าง เพิ่มวัสดุดูดซับเสียงรบกวน ปรับสมองกลในการควบคุมเครื่องยนต์และเกียร์ให้ทำงานฉลาดรวดเร็ว (แต่กำลังทำเท่าเดิม) ที่สำคัญรถทั้งสองรุ่นปรับ บุคลิกการขับขี่ให้ต่างกันตามกลุ่มลูกค้ามุ่งหวัง
สำหรับ “ยาริส แฮตช์แบ็ก ไมเนอร์เชนจ์” ผมน่าจะได้โอกาสขับเร็วๆ นี้ ส่วน “ยาริส เอทีฟ” ที่ลองขับมาแล้วพบว่า โตโยต้าดูจริงจังพิถีพิถันกับรถยนต์รุ่นนี้ โดยพยายามพัฒนาให้เป็นรถโมเดลใหม่ที่แตกต่าง แม้จะใช้พื้นฐานการพัฒนาเดียวกับหลายรุ่น
ทั้งนี้ เมื่อเทียบมิติตัวถังในบรรดาอีโคคาร์ ซีดาน “ซูซูกิ เซียส” ยังยาวที่สุด 4,490 มม.ส่วน“ยาริส เอทีฟ” กับ “อัลเมรา” เท่ากันที่ 4,425 มม.
ยาริส เอทีฟ ที่ผมได้ลองขับคือรุ่นท็อปเกรด S ภายในใช้เบาะผ้าสีดำแต้มลวดลายสปอร์ต ออกแบบแผงแดชบอร์ด คอนโซล ให้ทันสมัยและดูมีมูลค่า พวงมาลัยหุ้มหนังเดินด้ายตะเข็บแดง ขณะที่การออกแบบมาตรวัดหลังพวงมาลัย จอแสดงผล-ควบคุมกลางขนาด 7 นิ้ว พร้อมระบบแอร์อัตโนมัติ ช่วยผลักดันให้รถดูหรูหรา
สัมผัสแรกของการขับ ผมรับรู้ถึงพวงมาลัยที่ผ่อนแรงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า มีนํ้าหนักมากกว่า เซียส และอัลเมรา การควบคุมหนึบแน่นบุคลิกดูเป็นธรรมชาติราวพวงมาลัยไฮดรอลิก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมประหลาดใจแต่ก็ชอบมากๆ
ด้านช่วงล่างหน้าแมคเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง หลังคานทอร์ชันบีม คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง เน้นความนุ่มนวล ใช้ทางไกลความเร็วสูง(นั่ง 2 คนและไม่บรรทุกของเยอะ) อาจจะโยกโยนไปนิด ส่วนจังหวะกดแป้นเบรก (หน้าดิสก์หลังดรัม) ชะลอหยุดได้มั่นใจ การตอบสนองเนียนแบบไม่หน้าทิ่มหัวจิก
โดยนํ้าหนักรถเปล่า(รวมนํ้ามันเต็มถัง) แค่ 1,087 กก. วางเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.2 ลิตร 86 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 15.27 วินาที จังหวะออกตัว หรือกดคันเร่งกะทันหันช่วงความเร็วตํ่าไม่จี๊ดจ๊าดมากนัก แต่ถ้าคิดว่าเป็นซิตีคาร์ใช้งานในเมืองเป็นหลักก็ถือว่าเพียงพอ
ด้านอัตราบริโภคนํ้ามัน จากการลองขับมุ่งไปจังหวัดจันทบุรี วิ่งยาวๆ ใช้ความเร็วสูง 120 กม.บนมอเตอร์เวย์ หรือบางช่วงเข่นคันเร่งแรงมากไปกว่านั้น ยังได้ตัวเลข 15 กม./ลิตร สบายๆ
รวบรัดตัดความ...เซียส อัลเมรา มาสด้า2 อาจจะเจองานหนักมากขึ้น เมื่อเจ้าตลาดขยับ ด้วยเห็นสเปก เปรียบเทียบสมรรถนะของคู่แข่งจนสิ้นไส้ก่อนจะทำรถออกมาได้เหนือความคาดหมาย ทว่าราคาขายช่วงแนะนำ 4.69 - 6.19 แสนบาท โตโยต้ายืนยันว่าตั้งแต่ 1 ตุลาคมนี้จะปรับราคาขึ้นแน่นนอน (อาจจะ 3-4 หมื่นบาทแล้วแต่รุ่น)
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,301 วันที่ 1 - 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560






