thansettakij
thansettakij
ธปท.คุมคลีนโลนอยู่หมัด

ธปท.คุมคลีนโลนอยู่หมัด

30 ก.ย. 60 | 09:03 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ก.ย. 60 | 16:03 น.
ธปท.เผยแบงก์พาณิชย์ส่งสัญญาณเข้มงวด “คลีนโลน” รับเกณฑ์ใหม่คุมหนี้บัตรเครดิต-สินเชื่อส่วนบุคคล มั่นใจอนาคตกดเอ็นพีแอลลดแน่ สั่งแบงก์-นอนแบงก์ส่งรายงานเกาะติดทุกเดือน “เคทีซี” จ่อทบทวนเป้าธุรกิจหลังยอดอนุมัติทรงตัว 44-45%

นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หลังจากมาตรการดูแลบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา เบื้องต้นพบว่า การออกบัตรเครดิตใหม่มีอัตราน้อยลง และวงเงินใช้จ่ายทยอยปรับลดลง โดยเฉพาะการใช้จ่ายสิ่งไม่จำเป็นลดลง สะท้อนว่าธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-Bank) เข้มงวดมากขึ้นทั้งการอนุมัติบัตรใหม่ และวงเงินที่ให้กับลูกค้าเข้มงวดมากขึ้นตามหลักเกณฑ์ใหม่

[caption id="attachment_19230" align="aligncenter" width="334"] สมบูรณ์ จิตเป็นธม สมบูรณ์ จิตเป็นธม[/caption]

อย่างไรก็ตามธปท.ให้สถาบันการเงิน และนอนแบงก์จัดทำรายงานส่งให้ธปท.เป็นรายเดือน ทั้งตัวเลขแสดงยอดอนุมัติสินเชื่อ วงเงินที่ให้แต่ละกลุ่ม และวงเงินสินเชื่อที่อนุมัติใหม่ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ทราบถึงความคืบหน้าของโครงการ และประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโครงการนี้ เพราะจุดประสงค์หลักของโครงการการกำกับดูแลนี้เกิดจากประเด็นหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะคนที่อายุยังน้อยเฉลี่ย 29 ปี มีหนี้เร็วและเป็นหนี้ปริมาณมาก โดย 1 ใน 5 เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)

ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และมั่นใจว่าหากไม่ดูแลอาจจะเป็นจุดอ่อนได้ในระยะยาว รวมถึงได้รับความร่วมมือกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ในการจัดทำข้อมูลให้ดูง่ายขึ้นหลังมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้

ผลจากมาตรการดังกล่าวในระยะยาว จะช่วยให้เอ็นพีแอลดีขึ้น และการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็นดีขึ้น เนื่องจากมาตรการนี้ช่วยลดการก่อหนี้ไม่จำเป็น เช่น ไปเที่ยวก่อนผ่อนทีหลัง เป็นต้น แต่ธปท.ไม่ได้ห้ามให้ทำ แต่มาตรการนี้จะช่วยคุมการก่อหนี้ที่เกินความจำเป็นหรือเกินรายได้มากเกินไป

นางพิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ยอดอนุมัติสินเชื่อ ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 44-45% ตั้งแต่ปีก่อน เนื่องจากเคทีซีมีการคุมเข้มการอนุมัติสินเชื่อมาสักพัก แม้ว่าจะยังไม่มีหลักเกณฑ์ของธปท.ก็ตาม โดยจะพิจารณาสินเชื่อตามภาระหนี้ต่อรายได้ของลูกค้า และความสามารถในการชำระหนี้ ส่งผลให้เอ็นพีแอล ในไตรมาสที่ 2 ทรงตัวอยู่ที่ 1.3% และยอดผิดนัดชำระหนี้อยู่ที่ 1.91% (ณ เดือนสิงหาคม) สะท้อนว่าเคทีซีมีการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

MP24-3300-B ขณะที่วงเงินอนุมัติสินเชื่อ จะเห็นว่าฐานลูกค้ารายได้ตํ่ากว่า 3 หมื่นบาทต่อเดือน บริษัทและสถาบันแต่ละแห่งจะให้วงเงินเฉลี่ยไม่เกินหลักเกณฑ์ที่ธปท.กำหนดอยู่แล้ว ซึ่งเคทีซีมองว่ามาตรการที่ธปท.ออกมาเป็นมาตรการที่ดี เพราะลูกค้าที่มีรายได้น้อยก็ได้รับวงเงินใช้จ่ายน้อยตามสัดส่วนรายได้ที่แท้จริง ปัจจุบันเคทีซีมีฐานลูกค้ารายได้ตํ่ากว่า 3 หมื่นบาทต่อเดือนประมาณ 70% และฐานรายได้เกิน 3 หมื่นบาทต่อเดือนมีประมาณ 30%

สำหรับภาพรวมธุรกิจบัตรเครดิตไตรมาสที่ 4 ประเมินว่าอัตราการเติบโตคงไม่พุ่งพรวดและจะเห็นการเติบในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้จะเริ่มเห็นคนทยอยใช้จ่ายตามฤดูกาล แต่คงไม่มากนักโดยปัจจุบันมียอดบัตรใหม่แล้ว 2 แสนใบ จากเป้าหมาย 4 แสนใบ คาดว่าจะเติบโตน้อยกว่าเป้าหมายเล็กน้อย แต่ยอดบัตรใหม่ไม่ตํ่ากว่า 3 แสนใบภายในสิ้นปีจากฐานบัตรปัจจุบันอยู่ที่ 2.2 ล้านใบ

ส่วนยอดใช้จ่ายผ่านบัตร ตั้งเป้าเติบโต 15% จากปีก่อนยอดใช้จ่ายอยู่ที่ 1.65 แสนล้านบาท โดยมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเฉลี่ย 6,500 บาทต่อบัตร หรือยอดใช้จ่ายผ่านบัตร 8,000 บาทต่อคน ซึ่งเติบโตสูงกว่าระบบ โดยคาดว่าทั้งระบบจะขยายตัวอยู่ที่ 7% จากปีก่อน โดยตัวเลข 2 ไตรมาสที่ผ่านมาทั้งระบบเติบโตเพียง 1.6% ขณะที่เคทีซีเติบโตถึง 5.7% ส่วนสินเชื่อคงค้าง ณ สิงหาคม เติบโตอยู่ที่ 7-8% สิ้นปีตั้งเป้า 15% คาดว่าช่วงที่เหลือของปีจะดีขึ้น แต่อาจไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่ยังไม่มีการปรับเป้าหมายการเติบโตแต่อย่างใด

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,300 วันที่ 28 - 30 กันยายน พ.ศ. 2560
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว