
แจงเน็ตประชารัฐ ทีโอทีเก็บ500บาท
ทีโอทีแจงประเด็นค่าบริการเน็ตประชารัฐสูงเพราะงบประมาณสนับ สนุนต่างกัน ชี้ค่าบริการตํ่าเกินอาจเกิดความเหลื่อมลํ้ากับพื้นที่ใกล้เคียง
นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นในประเด็นที่ทาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ส่งหนังสือแย้งการดำเนินโครงการอินเตอร์ เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน หรือ USO Net ของสำนักงานคณะ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า เนื่องจากทีโอทีมีโครงข่ายเดิมที่วางไว้แล้วจากจุดศูนย์กลางไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่ทาง กสทช.สามารถเชื่อมต่อโครงข่ายจากจุดนั้นไปยังพื้นที่หมู่บ้านในโครงการเน็ตประชารัฐได้ แต่ทาง กสทช. กลับเลือกที่จะลงทุนวางโครงข่ายใหม่โดยเริ่มตั้งแต่จุดศูนย์กลางเพื่อไปยังพื้นที่หมู่บ้าน จึงอาจทำให้ทาง สตง.เกิดข้อสงสัยว่าทำไมไม่เชื่อมต่อโครงข่ายจากจุดที่ทีโอทีวางไว้แล้วเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของรัฐในการวางโครงข่าย
[caption id="attachment_208619" align="aligncenter" width="503"]
มนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)[/caption]
แหล่งข่าวจากทีโอที กล่าวว่า ประเด็นเรื่องราคาที่ไม่เท่ากันระหว่างเน็ตประชารัฐและเน็ตชายขอบ เพราะได้รับงบประมาณสนับสนุนที่ต่างกัน โดยโครงการเน็ตประชารัฐ 24,700 หมู่บ้านแต่โครงการ USO Net ของทาง กสทช. นั้นได้รับการสนับสนุนทั้งค่าอินเตอร์เน็ต ค่าบำรุงรักษารายเดือน ดังนั้นจึงสามารถคิดค่าบริการได้ในราคาที่ถูกกว่าเพราะมีงบประมาณจากรัฐสนับสนุนมากกว่า เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชายขอบสามารถเข้าถึงได้จึงจำเป็นต้องกำหนดราคาที่ตํ่ากว่า
ขณะที่ กสทช. ได้รับงบประมาณสนับสนุนโครงการ USO Net 3,920 หมู่บ้านจำนวน 13,000 ล้านบาทพร้อมค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ และโครงข่ายตลอดระยะเวลา 5 ปี คิดเป็นค่าใช้จ่ายหมู่บ้านละกว่า 3 ล้านบาท แต่โครงการเน็ตประชารัฐ 24,700 หมู่บ้าน ใช้งบ 10,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 4 แสนบาทต่อหมู่บ้าน จะเห็นว่างบประมาณที่ทาง กสทช.ได้รับนั้นสามารถทำให้ทาง กสทช. กำหนดค่าบริการในอัตราเพียง 200 บาทได้ และหากหมู่บ้านในเมืองใกล้เคียงเสียค่าบริการอินเตอร์เน็ตจากโอเปอเรเตอร์รายอื่นเดือนละประ มาณ 590 บาท แต่หมู่บ้านในโครงการเน็ตประชารัฐที่อยู่ห่างกันไม่มากจ่ายเพียงเดือนละ 200 บาทอาจทำให้เกิดความเหลื่อมลํ้าของราคามากเกินไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,297 วันที่ 17 - 20 กันยายน พ.ศ. 2560
นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นในประเด็นที่ทาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ส่งหนังสือแย้งการดำเนินโครงการอินเตอร์ เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน หรือ USO Net ของสำนักงานคณะ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า เนื่องจากทีโอทีมีโครงข่ายเดิมที่วางไว้แล้วจากจุดศูนย์กลางไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่ทาง กสทช.สามารถเชื่อมต่อโครงข่ายจากจุดนั้นไปยังพื้นที่หมู่บ้านในโครงการเน็ตประชารัฐได้ แต่ทาง กสทช. กลับเลือกที่จะลงทุนวางโครงข่ายใหม่โดยเริ่มตั้งแต่จุดศูนย์กลางเพื่อไปยังพื้นที่หมู่บ้าน จึงอาจทำให้ทาง สตง.เกิดข้อสงสัยว่าทำไมไม่เชื่อมต่อโครงข่ายจากจุดที่ทีโอทีวางไว้แล้วเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของรัฐในการวางโครงข่าย
[caption id="attachment_208619" align="aligncenter" width="503"]
แหล่งข่าวจากทีโอที กล่าวว่า ประเด็นเรื่องราคาที่ไม่เท่ากันระหว่างเน็ตประชารัฐและเน็ตชายขอบ เพราะได้รับงบประมาณสนับสนุนที่ต่างกัน โดยโครงการเน็ตประชารัฐ 24,700 หมู่บ้านแต่โครงการ USO Net ของทาง กสทช. นั้นได้รับการสนับสนุนทั้งค่าอินเตอร์เน็ต ค่าบำรุงรักษารายเดือน ดังนั้นจึงสามารถคิดค่าบริการได้ในราคาที่ถูกกว่าเพราะมีงบประมาณจากรัฐสนับสนุนมากกว่า เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชายขอบสามารถเข้าถึงได้จึงจำเป็นต้องกำหนดราคาที่ตํ่ากว่า
ขณะที่ กสทช. ได้รับงบประมาณสนับสนุนโครงการ USO Net 3,920 หมู่บ้านจำนวน 13,000 ล้านบาทพร้อมค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ และโครงข่ายตลอดระยะเวลา 5 ปี คิดเป็นค่าใช้จ่ายหมู่บ้านละกว่า 3 ล้านบาท แต่โครงการเน็ตประชารัฐ 24,700 หมู่บ้าน ใช้งบ 10,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 4 แสนบาทต่อหมู่บ้าน จะเห็นว่างบประมาณที่ทาง กสทช.ได้รับนั้นสามารถทำให้ทาง กสทช. กำหนดค่าบริการในอัตราเพียง 200 บาทได้ และหากหมู่บ้านในเมืองใกล้เคียงเสียค่าบริการอินเตอร์เน็ตจากโอเปอเรเตอร์รายอื่นเดือนละประ มาณ 590 บาท แต่หมู่บ้านในโครงการเน็ตประชารัฐที่อยู่ห่างกันไม่มากจ่ายเพียงเดือนละ 200 บาทอาจทำให้เกิดความเหลื่อมลํ้าของราคามากเกินไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,297 วันที่ 17 - 20 กันยายน พ.ศ. 2560






