
ลูกหม้อบีโอไอเปิดใจก่อนเกษียณ ทุ่มเทภารกิจช่วยชาติ
ถือเป็นข้าราชการระดับสูงอีกท่านที่ไม่เขียนถึงคงไม่ได้ หิรัญญา สุจินัย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่จะเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายนนี้ ถือเป็นลูกหม้อคนสำคัญ อยู่เบื้องหลังความสำเร็จการทำงานของบีโอไอตลอดช่วงเวลารับราชการในองค์กรแห่งนี้มานานถึง 35 ปีเต็ม เปิดใจกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความประทับใจในฐานะข้าราชการคนหนึ่ง และคำสัมภาษณ์นี้น่านำมาเป็นแบบอย่างให้กับข้าราชการไทยในยุคปัจจุบัน
[caption id="attachment_208468" align="aligncenter" width="335"]
หิรัญญา สุจินัย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)[/caption]
เลขาธิการบีโอไอ รับราชการเมื่อปี 2525 เริ่มต้นที่ซี 3 อยู่กองวิเคราะห์โครงการ จบปริญญาโทเกียรตินิยมบัญชีจุฬาฯ อันดับ 2 วันศุกร์ที่ 29 กันยายนที่จะถึงนี้ จะมาทำงานที่บีโอไอเป็นวันสุดท้าย เธอกล่าวว่า มีความประทับใจกับภารกิจงานที่ได้รับมอบหมาย รวมถึงสิ่งแวดล้อมบรรยากาศในที่ทำงานที่ดีมาก ไม่เหมือนระบบราชการทั่วไป บีโอไอทำงานเร็ว มีขั้นตอน ใช้เวลาไม่นาน และมีระบบที่ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนช่วยกันคิด ช่วยกันพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และผู้บริหารระดับสูงก็มีการเปิดโอกาสให้ระดับชั้นผู้น้อยได้แสดงความสามารถ นั่นคือเหตุผลที่ทำงานในบีโอไอมายาวนานกว่า 30 ปี
“การทำงานในบีโอไอถือเป็นภารกิจที่ช่วยประเทศชาติจริงๆ ทำให้ผู้ประกอบการแข็งแรงทั้งบริษัทคนไทยและต่างชาติ เมื่อเห็นบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนได้รับการส่งเสริม โดยมีบีโอไอให้คำแนะนำ จนธุรกิจเติบใหญ่ มีการขยายตัว เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่บีโอไอวางไว้ก็รู้สึกภาคภูมิใจกับงานที่ทำ เพราะเห็นการเติบโตของบริษัทเอกชนในไทย”
เมื่อถามถึงการบริหารเวลา เธอกล่าวด้วยนํ้าเสียงราบเรียบว่า พี่เป็นคนบริหารเวลาได้ และพี่ก็สอนลูกน้องเสมอว่า ในเวลางานต้องทำงานให้เต็มที่ก่อน ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ดีและรวดเร็ว ไม่ใช่มานั่งทำงานดึกๆดื่นๆ จะต้องมีเวลาสำหรับครอบครัวด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพี่จะไม่นั่งทำงานอยู่ดึก แต่งานพี่เสร็จภายใน 1 วัน ไม่มีงานค้างที่โต๊ะ และจะเห็นว่ากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยลาพักร้อน สาเหตุที่ไม่ลาพักร้อน เพราะมองว่าถ้าหายไป 1-2 วัน งานก็จะค้างอยู่ที่โต๊ะ งานพอกอีกเท่าตัวก็เหมือนไม่ได้หยุด ยิ่งกลับมาทำงานหนักกว่าเดิม เวลานี้ถ้ารวมวันลาพักร้อนสะสมตลอด 10ปีมานี้ น่าจะหยุดได้เลยไม่ตํ่ากว่า 1 ปีหรือกว่า 300 วัน
**ประสบการณ์ที่ต้องจดจำ
เลขาธิการบีโอไอ กล่าวอีกว่า พี่ขึ้นมาเป็นเลขาธิการบีโอไอเมื่อปี 2558-2560 ยอมรับว่าในชีวิตราชการ มีเลขาธิการบีโอไอหลายคนไม่เคยเจอแบบพี่ เนื่องจากในช่วงที่นั่งเป็นเลขาธิการบีโอไออยู่นั้น มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และจะต้องเข้าไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ เข้าไปในสภาฯ ได้พูดในสภาว่า “ท่านประธานสภาฯที่เคารพ.....” ยืนแถลง ชี้แจงกฎหมายถึง 2 ฉบับ (ปรับแก้ไขพ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนปี 2522 และเพิ่มพ.ร.บ.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน) นับเป็นประสบการณ์ในชีวิตที่ไม่มีเลขาฯ ท่านไหนได้ทำมาก่อน เพราะแก้ไขกฎหมายแบบรื้อใหญ่ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์จากการรื้อ ปรับโครงสร้างภายในบีโอไอใหม่ โดยกองสำนักทั้งหลายจะเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้ผ่านขั้นตอนคณะกรรมการกพร.แล้ว ตอนนี้เรื่องอยู่ที่กฤษฎีกา คาดว่าปลายเดือนกันยายนนี้จะประกาศออกมา ปรับโครงสร้างภายในให้รองรับกับตัวยุทธศาสตร์ใหม่ ตอนนี้พอเราเน้นตัวเทคโนโลยี กองที่ดูแลอุตสาหกรรมเราเรียกกอง 1,2, 3 และกอง 4 โดยจัดสรรว่ากอง 1 ดูหมวดเกษตร กอง 2 ดูยานยนต์ ต่อไปจะปรับกองเหล่านี้แล้วเน้นตามตัวเทคโนโลยี ยกตัวอย่างเช่น กอง 1 จะเน้นเรื่องไบโออีโคโนมี ดังนั้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเกษตร สายไบโอ ตัวเทคโนโลยีทั้งหลาย ก็จะมารวมกัน การจัดคนก็จะมาตามความเชี่ยวชาญแต่ละด้านไป
เธอกล่าวต่อว่า นับเป็นความโชคดีด้วย ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับบีโอไอมาอย่างต่อเนื่อง และช่วงที่มีการลงทุนค่อนข้างมากจะเกิดขึ้นในยุคที่มีนโยบาย “เขตส่งเสริมการลงทุน” ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลต้องการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค มีเขต 1 เขต 2 เขต 3 มีการพัฒนามาเรื่อยๆ และใช้ต่อเนื่องมานานพอสมควร จนนักลงทุนเข้าใจดี มีการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การกำหนดเขตส่งเสริมการลงทุนจะประสบความสำเร็จ 100% เนื่องจากเขต 3 ยังมีการลงทุนกระจุกตัวอยู่ตามเมืองใหญ่ แต่อย่างน้อยก็ทำให้ภาพการลงทุนชัดเจน และเกิดการกระจายออกไปจากส่วนกลางเยอะมาก
**ปรับมาสู่คลัสเตอร์
ล่าสุดนโยบายมาถูกปรับเป็น นโยบายคลัสเตอร์ เราเห็นภาพจากที่ส่งเสริมไปตามเขตลงทุนก็พบว่าทำไมอุตสาหกรรมยานยนต์กระจุกตัวอยู่ เราก็มาต่อยอดเป็นคลัสเตอร์ หลังจากเห็นภาพชัดเจนว่าอุตสาหกรรมมีการเกาะกลุ่มกันอยู่โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน บีโอไอจึงมาใช้นโยบายคลัสเตอร์ต่อยอด อุตสาหกรรมเกษตร ที่กระจัดกระจาย หรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก็เป็นที่มา ที่ว่าทำไมเราต้องมาบูมนโยบายอีอีซี เพราะรัฐบาลเริ่มต้นต่อยอดจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด เกิดปิโตรเคมีระยะที่ 1 ระยะที่ 2 ซึ่งเรามีฐานที่สำคัญอยู่แล้ว มีต้นนํ้าซึ่งปิโตรเคมีที่มีฐานอยู่แล้ว เช่น เม็ดพลาสติก ก็จะไปต่อยอดในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่วางไว้ เช่นไบโอพลาสติก เครื่อง มือแพทย์ หรือชิ้นส่วนอากาศยาน และมีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว เพียงแต่เข้าไปต่อ ยอด ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ 2 ท่า การขยายสนามบิน เป็นต้น
**ทุนแห่สนใจปักฐานอีอีซี
สำหรับความคืบหน้าการลงทุนในพื้นที่อีอีซีนั้น ประสบผลสำเร็จไประดับหนึ่งแล้ว รอเพียงพ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่อยู่ในขั้นตอนคณะกรรมการกฤษฎีกา ยังไม่เข้าสนช. ถ้าผ่านสนช.ก็จะยิ่งทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เมื่อรัฐบาลจะพัฒนาพื้นที่อีอีซีอย่างจริงจัง และตัวพ.ร.บ.นี้จะมีเรื่องวันสต็อปเซอร์วิส มารองรับ ถ้าเข้าไปอยู่แล้วจะทำให้กฎระเบียบสะดวกรวดแร็วยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ผังเมือง และระบบโครง สร้างพื้นฐาน ซึ่งขณะนี้การลงทุนโดยรวมในพื้นที่อีอีซีนั้นถือว่า มีความพร้อมของพื้นที่ที่มีการพัฒนามาแล้วระดับหนึ่ง สิ่งที่รัฐบาลเพิ่มเติมลงไปในการปรับปรุงในนโยบายอีอีซี ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น และการลงทุนจะเห็นผลในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
“การลงทุนในพื้นที่อีอีซี โดยปกติก็มีการลงทุนมากกว่าพื้นที่อื่นอยู่แล้ว หรือมีสัดส่วนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 30% ของโครงการที่ยื่นคำขอเข้ามาทั้งหมด นับตั้งแต่ที่บีโอไอปรับนโยบายการลงทุนตั้งแต่ปี 2558 ที่มีมูลค่าคำขอส่งเสริมที่ 1.90 แสนล้านบาท ปี 2559 มีมูลค่า 5.40 แสนล้านบาท รวมมูลค่าคำขอ 2 ปี มีมูลค่า 7.30 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้สัดส่วน 30% มาจากการลงทุนในภาคตะวันออก
ล่าสุดมีทั้งทุนไทยและต่างชาติสนใจเข้าไปลงทุนในพื้นที่อีอีซี มีการถามไถ่เข้ามาต่อเนื่อง โดยบีโอไอตั้งเป้ามูลค่าคำขอส่งเสริมเฉพาะที่ลงทุนในอีอีซีมูลค่า 1.50 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้ทำได้แล้วในมูลค่าคำขอที่ 83,000 ล้านบาท ซึ่งเป้าที่จะเกิดการลงทุนในอีอีซีนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของเป้าทั้งปี 2560 ที่จะมีมูลค่าคำขอรวม 6 แสนล้านบาท น่าจะทำได้ตามเป้า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,297 วันที่ 17 - 20 กันยายน พ.ศ. 2560
[caption id="attachment_208468" align="aligncenter" width="335"]
เลขาธิการบีโอไอ รับราชการเมื่อปี 2525 เริ่มต้นที่ซี 3 อยู่กองวิเคราะห์โครงการ จบปริญญาโทเกียรตินิยมบัญชีจุฬาฯ อันดับ 2 วันศุกร์ที่ 29 กันยายนที่จะถึงนี้ จะมาทำงานที่บีโอไอเป็นวันสุดท้าย เธอกล่าวว่า มีความประทับใจกับภารกิจงานที่ได้รับมอบหมาย รวมถึงสิ่งแวดล้อมบรรยากาศในที่ทำงานที่ดีมาก ไม่เหมือนระบบราชการทั่วไป บีโอไอทำงานเร็ว มีขั้นตอน ใช้เวลาไม่นาน และมีระบบที่ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนช่วยกันคิด ช่วยกันพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และผู้บริหารระดับสูงก็มีการเปิดโอกาสให้ระดับชั้นผู้น้อยได้แสดงความสามารถ นั่นคือเหตุผลที่ทำงานในบีโอไอมายาวนานกว่า 30 ปี
“การทำงานในบีโอไอถือเป็นภารกิจที่ช่วยประเทศชาติจริงๆ ทำให้ผู้ประกอบการแข็งแรงทั้งบริษัทคนไทยและต่างชาติ เมื่อเห็นบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนได้รับการส่งเสริม โดยมีบีโอไอให้คำแนะนำ จนธุรกิจเติบใหญ่ มีการขยายตัว เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่บีโอไอวางไว้ก็รู้สึกภาคภูมิใจกับงานที่ทำ เพราะเห็นการเติบโตของบริษัทเอกชนในไทย”
เมื่อถามถึงการบริหารเวลา เธอกล่าวด้วยนํ้าเสียงราบเรียบว่า พี่เป็นคนบริหารเวลาได้ และพี่ก็สอนลูกน้องเสมอว่า ในเวลางานต้องทำงานให้เต็มที่ก่อน ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ดีและรวดเร็ว ไม่ใช่มานั่งทำงานดึกๆดื่นๆ จะต้องมีเวลาสำหรับครอบครัวด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพี่จะไม่นั่งทำงานอยู่ดึก แต่งานพี่เสร็จภายใน 1 วัน ไม่มีงานค้างที่โต๊ะ และจะเห็นว่ากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยลาพักร้อน สาเหตุที่ไม่ลาพักร้อน เพราะมองว่าถ้าหายไป 1-2 วัน งานก็จะค้างอยู่ที่โต๊ะ งานพอกอีกเท่าตัวก็เหมือนไม่ได้หยุด ยิ่งกลับมาทำงานหนักกว่าเดิม เวลานี้ถ้ารวมวันลาพักร้อนสะสมตลอด 10ปีมานี้ น่าจะหยุดได้เลยไม่ตํ่ากว่า 1 ปีหรือกว่า 300 วัน
**ประสบการณ์ที่ต้องจดจำ
เลขาธิการบีโอไอ กล่าวอีกว่า พี่ขึ้นมาเป็นเลขาธิการบีโอไอเมื่อปี 2558-2560 ยอมรับว่าในชีวิตราชการ มีเลขาธิการบีโอไอหลายคนไม่เคยเจอแบบพี่ เนื่องจากในช่วงที่นั่งเป็นเลขาธิการบีโอไออยู่นั้น มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และจะต้องเข้าไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ เข้าไปในสภาฯ ได้พูดในสภาว่า “ท่านประธานสภาฯที่เคารพ.....” ยืนแถลง ชี้แจงกฎหมายถึง 2 ฉบับ (ปรับแก้ไขพ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนปี 2522 และเพิ่มพ.ร.บ.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน) นับเป็นประสบการณ์ในชีวิตที่ไม่มีเลขาฯ ท่านไหนได้ทำมาก่อน เพราะแก้ไขกฎหมายแบบรื้อใหญ่ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์จากการรื้อ ปรับโครงสร้างภายในบีโอไอใหม่ โดยกองสำนักทั้งหลายจะเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้ผ่านขั้นตอนคณะกรรมการกพร.แล้ว ตอนนี้เรื่องอยู่ที่กฤษฎีกา คาดว่าปลายเดือนกันยายนนี้จะประกาศออกมา ปรับโครงสร้างภายในให้รองรับกับตัวยุทธศาสตร์ใหม่ ตอนนี้พอเราเน้นตัวเทคโนโลยี กองที่ดูแลอุตสาหกรรมเราเรียกกอง 1,2, 3 และกอง 4 โดยจัดสรรว่ากอง 1 ดูหมวดเกษตร กอง 2 ดูยานยนต์ ต่อไปจะปรับกองเหล่านี้แล้วเน้นตามตัวเทคโนโลยี ยกตัวอย่างเช่น กอง 1 จะเน้นเรื่องไบโออีโคโนมี ดังนั้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเกษตร สายไบโอ ตัวเทคโนโลยีทั้งหลาย ก็จะมารวมกัน การจัดคนก็จะมาตามความเชี่ยวชาญแต่ละด้านไป
เธอกล่าวต่อว่า นับเป็นความโชคดีด้วย ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับบีโอไอมาอย่างต่อเนื่อง และช่วงที่มีการลงทุนค่อนข้างมากจะเกิดขึ้นในยุคที่มีนโยบาย “เขตส่งเสริมการลงทุน” ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลต้องการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค มีเขต 1 เขต 2 เขต 3 มีการพัฒนามาเรื่อยๆ และใช้ต่อเนื่องมานานพอสมควร จนนักลงทุนเข้าใจดี มีการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การกำหนดเขตส่งเสริมการลงทุนจะประสบความสำเร็จ 100% เนื่องจากเขต 3 ยังมีการลงทุนกระจุกตัวอยู่ตามเมืองใหญ่ แต่อย่างน้อยก็ทำให้ภาพการลงทุนชัดเจน และเกิดการกระจายออกไปจากส่วนกลางเยอะมาก
**ปรับมาสู่คลัสเตอร์
ล่าสุดนโยบายมาถูกปรับเป็น นโยบายคลัสเตอร์ เราเห็นภาพจากที่ส่งเสริมไปตามเขตลงทุนก็พบว่าทำไมอุตสาหกรรมยานยนต์กระจุกตัวอยู่ เราก็มาต่อยอดเป็นคลัสเตอร์ หลังจากเห็นภาพชัดเจนว่าอุตสาหกรรมมีการเกาะกลุ่มกันอยู่โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน บีโอไอจึงมาใช้นโยบายคลัสเตอร์ต่อยอด อุตสาหกรรมเกษตร ที่กระจัดกระจาย หรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก็เป็นที่มา ที่ว่าทำไมเราต้องมาบูมนโยบายอีอีซี เพราะรัฐบาลเริ่มต้นต่อยอดจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด เกิดปิโตรเคมีระยะที่ 1 ระยะที่ 2 ซึ่งเรามีฐานที่สำคัญอยู่แล้ว มีต้นนํ้าซึ่งปิโตรเคมีที่มีฐานอยู่แล้ว เช่น เม็ดพลาสติก ก็จะไปต่อยอดในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่วางไว้ เช่นไบโอพลาสติก เครื่อง มือแพทย์ หรือชิ้นส่วนอากาศยาน และมีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว เพียงแต่เข้าไปต่อ ยอด ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ 2 ท่า การขยายสนามบิน เป็นต้น
**ทุนแห่สนใจปักฐานอีอีซี
สำหรับความคืบหน้าการลงทุนในพื้นที่อีอีซีนั้น ประสบผลสำเร็จไประดับหนึ่งแล้ว รอเพียงพ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่อยู่ในขั้นตอนคณะกรรมการกฤษฎีกา ยังไม่เข้าสนช. ถ้าผ่านสนช.ก็จะยิ่งทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เมื่อรัฐบาลจะพัฒนาพื้นที่อีอีซีอย่างจริงจัง และตัวพ.ร.บ.นี้จะมีเรื่องวันสต็อปเซอร์วิส มารองรับ ถ้าเข้าไปอยู่แล้วจะทำให้กฎระเบียบสะดวกรวดแร็วยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ผังเมือง และระบบโครง สร้างพื้นฐาน ซึ่งขณะนี้การลงทุนโดยรวมในพื้นที่อีอีซีนั้นถือว่า มีความพร้อมของพื้นที่ที่มีการพัฒนามาแล้วระดับหนึ่ง สิ่งที่รัฐบาลเพิ่มเติมลงไปในการปรับปรุงในนโยบายอีอีซี ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น และการลงทุนจะเห็นผลในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
“การลงทุนในพื้นที่อีอีซี โดยปกติก็มีการลงทุนมากกว่าพื้นที่อื่นอยู่แล้ว หรือมีสัดส่วนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 30% ของโครงการที่ยื่นคำขอเข้ามาทั้งหมด นับตั้งแต่ที่บีโอไอปรับนโยบายการลงทุนตั้งแต่ปี 2558 ที่มีมูลค่าคำขอส่งเสริมที่ 1.90 แสนล้านบาท ปี 2559 มีมูลค่า 5.40 แสนล้านบาท รวมมูลค่าคำขอ 2 ปี มีมูลค่า 7.30 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้สัดส่วน 30% มาจากการลงทุนในภาคตะวันออก
ล่าสุดมีทั้งทุนไทยและต่างชาติสนใจเข้าไปลงทุนในพื้นที่อีอีซี มีการถามไถ่เข้ามาต่อเนื่อง โดยบีโอไอตั้งเป้ามูลค่าคำขอส่งเสริมเฉพาะที่ลงทุนในอีอีซีมูลค่า 1.50 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้ทำได้แล้วในมูลค่าคำขอที่ 83,000 ล้านบาท ซึ่งเป้าที่จะเกิดการลงทุนในอีอีซีนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของเป้าทั้งปี 2560 ที่จะมีมูลค่าคำขอรวม 6 แสนล้านบาท น่าจะทำได้ตามเป้า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,297 วันที่ 17 - 20 กันยายน พ.ศ. 2560






