
พาณิชย์เตรียมเข้าร่วมประชุม AEM 6-11 ก.ย.นี้
รมว.พาณิชย์เตรียมร่วมประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEM 6-11 ก.ย.นี้ ย้ำเป้าหมายต้องการให้มีการลดภาษีสินค้า อย่างมีความหมายแท้จริง และมาตรการด้านการค้าต่างๆต้องมีมาตรฐานไม่ต่ำเกินไป
[caption id="attachment_203895" align="aligncenter" width="503"]
นางอภิรดี ตันตราภรณ์[/caption]
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยจะเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEM (เอ อี เอ็ม) ในระหว่างวันที่ 6-11 กันยายนนี้ ที่กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งในการประชุมจะมีการพบหารือระหว่างรัฐมนตรีเศรษฐกิจ อาเซียน กับคู่เจรจา 6 ประเทศ ประกอบด้วย จีน ออสเตรเลีย อินเดีย เกาหลี นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เพื่อเร่งรัดผลักดันให้การเจรจา RCEP ให้มีข้อสรุป ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งออกมา เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว และขณะนี้ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP ยังไม่สามารถตกลงกันได้ โดยในการประชุมจะหารือกันในเรื่อง การเปิดเสรีทางการค้า ที่จะต้องลดภาษีนำเข้าสินค้าเหลือ 0 % โดยจะหยิบยกประเด็นที่ยังติดขัด ที่จะต้องมีการแลกเปลี่ยนรายการสินค้าที่จะต้องดลภาษี โดยทางที่ประชุมอาเซียนก่อนหน้านี้มีเป้าหมายที่จะให้ลดภาษีลง 92 % ของรายการสินค้าทั้งหมด ภายใน 15 ปี แต่การประชุมระดับเจ้าหน้าที่ ที่ผ่านมา ยังมีปัญหา หลายประเทศ ที่ยังตกลงกันไม่ได้ ดังนั้นจึงได้มีการกำหนดเป้าหมาย ใหม่ว่า กำหนดให้แต่ละประเทศ เสนอลดภาษีลงมาเหลือ 0% ไม่ต่ำกว่า 90% ของรายการสินค้าทั้งหมด แต่ปัญหาขณะนี้มีหลายประเทศ เสนอรายการสินค้าที่จะลดภาษีลงมา ไม่ถึง 80% เนื่องจากบางประเทศยังไม่มีข้อตกลงเปิดเสรีทางการหรือ FTA ระหว่างกัน เช่น ระหว่างจีน กับ อินเดีย และญี่ปุ่น กับ จีนกับญี่ปุ่น ไม่พร้อมที่จะเปิดเสรีทีเดียวทั้งหมด
นอกจากนี้อินเดีย ยังให้ความสำคัญเรื่องการเปิดเสรีภาคบริการ และต้องการให้อาเซียน เปิดเสรีภาคบริการให้มากขึ้น ซึ่งจะมีการหารือเรื่องนี้ในที่ประชุม AEM ด้วย ทั้งนี้การเร่งรัดการเจรจา จะมีการประชุม ในเดือนตค. ด้วย เพื่อให้สามารถสรุปผลให้ทันการเสนอในที่ประชุมในระดับผู้นำในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้
“เป้าหมาย คือ เราต้องการให้มีการลดภาษีสินค้า อย่างมีความหมายแท้จริง และมาตรการด้านการค้าต่างๆต้องมีมาตรฐานไม่ต่ำเกินไป เนื่องจากข้อตกลงอาร์เซปจะมีความสำคัญมาก หากตกลงกันได้จะเป็นข้อตกลงเปิดเสรีทางการค้าขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมจำนวนประชากรทั้งหมด 3,500 ล้านคนหรือเกือบครึ่งหนึ่งของโลก” นางอภิรดีกล่าว
สำหรับมูลค่าการค้ารวมของอาร์เซป มีจำนวน 9.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 29 % ของมูลค่าการค้าโลก หรือ 1 ใน 3 ของโลก ส่วนการส่งออกมีมูลค่า5.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น31% ของมูลค่าส่งออกโลก
อย่างไรก็ตามที่ประชุม เออีเอ็ม จะติดตาม เร่งรัดแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ภายในปี 2568 หรือ AEC Blueprint 2025 ในประเด็นสำคัญที่จะช่วยลดอุปสรรคทางการค้า และส่งผลต่อการขยายตัวของการค้าการลงทุน โดยจะร่วมรับรองเอกสารสำคัญ เช่น แผนงานด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน , แผนงานและตัวชี้วัดการอำนวยความสะดวกทางการค้าของอาเซียน, กรอบการคุ้มครองผู้บริโภคระดับสูง,แนวทางการจดทะเบียนธุรกิจที่ดีรวมถึงกรอบการดำเนินธุรกิจแบบมีส่วนร่วมของอาเซียน เพื่อผลักดันให้ธุรกิจขนาดเล็กและรายย่อย สามารถร่วมอยู่ในมูลค่าโลก
นอกจากนี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน และฮ่องกง จะร่วมกันประกาศความสำเร็จ และจะได้ลงนามในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง และความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง ที่ได้เริ่มการเจรจามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557
[caption id="attachment_203895" align="aligncenter" width="503"]
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยจะเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEM (เอ อี เอ็ม) ในระหว่างวันที่ 6-11 กันยายนนี้ ที่กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งในการประชุมจะมีการพบหารือระหว่างรัฐมนตรีเศรษฐกิจ อาเซียน กับคู่เจรจา 6 ประเทศ ประกอบด้วย จีน ออสเตรเลีย อินเดีย เกาหลี นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เพื่อเร่งรัดผลักดันให้การเจรจา RCEP ให้มีข้อสรุป ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งออกมา เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว และขณะนี้ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP ยังไม่สามารถตกลงกันได้ โดยในการประชุมจะหารือกันในเรื่อง การเปิดเสรีทางการค้า ที่จะต้องลดภาษีนำเข้าสินค้าเหลือ 0 % โดยจะหยิบยกประเด็นที่ยังติดขัด ที่จะต้องมีการแลกเปลี่ยนรายการสินค้าที่จะต้องดลภาษี โดยทางที่ประชุมอาเซียนก่อนหน้านี้มีเป้าหมายที่จะให้ลดภาษีลง 92 % ของรายการสินค้าทั้งหมด ภายใน 15 ปี แต่การประชุมระดับเจ้าหน้าที่ ที่ผ่านมา ยังมีปัญหา หลายประเทศ ที่ยังตกลงกันไม่ได้ ดังนั้นจึงได้มีการกำหนดเป้าหมาย ใหม่ว่า กำหนดให้แต่ละประเทศ เสนอลดภาษีลงมาเหลือ 0% ไม่ต่ำกว่า 90% ของรายการสินค้าทั้งหมด แต่ปัญหาขณะนี้มีหลายประเทศ เสนอรายการสินค้าที่จะลดภาษีลงมา ไม่ถึง 80% เนื่องจากบางประเทศยังไม่มีข้อตกลงเปิดเสรีทางการหรือ FTA ระหว่างกัน เช่น ระหว่างจีน กับ อินเดีย และญี่ปุ่น กับ จีนกับญี่ปุ่น ไม่พร้อมที่จะเปิดเสรีทีเดียวทั้งหมด
นอกจากนี้อินเดีย ยังให้ความสำคัญเรื่องการเปิดเสรีภาคบริการ และต้องการให้อาเซียน เปิดเสรีภาคบริการให้มากขึ้น ซึ่งจะมีการหารือเรื่องนี้ในที่ประชุม AEM ด้วย ทั้งนี้การเร่งรัดการเจรจา จะมีการประชุม ในเดือนตค. ด้วย เพื่อให้สามารถสรุปผลให้ทันการเสนอในที่ประชุมในระดับผู้นำในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้
“เป้าหมาย คือ เราต้องการให้มีการลดภาษีสินค้า อย่างมีความหมายแท้จริง และมาตรการด้านการค้าต่างๆต้องมีมาตรฐานไม่ต่ำเกินไป เนื่องจากข้อตกลงอาร์เซปจะมีความสำคัญมาก หากตกลงกันได้จะเป็นข้อตกลงเปิดเสรีทางการค้าขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมจำนวนประชากรทั้งหมด 3,500 ล้านคนหรือเกือบครึ่งหนึ่งของโลก” นางอภิรดีกล่าว
สำหรับมูลค่าการค้ารวมของอาร์เซป มีจำนวน 9.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 29 % ของมูลค่าการค้าโลก หรือ 1 ใน 3 ของโลก ส่วนการส่งออกมีมูลค่า5.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น31% ของมูลค่าส่งออกโลก
อย่างไรก็ตามที่ประชุม เออีเอ็ม จะติดตาม เร่งรัดแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ภายในปี 2568 หรือ AEC Blueprint 2025 ในประเด็นสำคัญที่จะช่วยลดอุปสรรคทางการค้า และส่งผลต่อการขยายตัวของการค้าการลงทุน โดยจะร่วมรับรองเอกสารสำคัญ เช่น แผนงานด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน , แผนงานและตัวชี้วัดการอำนวยความสะดวกทางการค้าของอาเซียน, กรอบการคุ้มครองผู้บริโภคระดับสูง,แนวทางการจดทะเบียนธุรกิจที่ดีรวมถึงกรอบการดำเนินธุรกิจแบบมีส่วนร่วมของอาเซียน เพื่อผลักดันให้ธุรกิจขนาดเล็กและรายย่อย สามารถร่วมอยู่ในมูลค่าโลก
นอกจากนี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน และฮ่องกง จะร่วมกันประกาศความสำเร็จ และจะได้ลงนามในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง และความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง ที่ได้เริ่มการเจรจามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557






