
อนาคตพลังงานไทยรุ่ง
“อนาคตธุรกิจพลังงานไทย” โชติช่วงชัชวาล นโยบายภาครัฐให้ความสำคัญและสนับสนุนพลังงานทดแทนจากโรงไฟฟ้าพลังงาน แดด ลม ชีวมวล กระตุ้นภาคเอกชนวิ่งเข้าหาตลาดหุ้นแห่ระดมทุน รองรับโอกาสการเติบโตอีก 1.2 หมื่นเมกะวัตต์
การสัมมนา “อนาคตธุรกิจพลังงานไทย” ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 24 สิงหาคม 2560 โดยมีพล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษ “นโยบายชาติกับยุทธศาสตร์พลังงานทางเลือก”, นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน บรรยายพิเศษ “Energy 4.0” และ นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย กับการบรรยาย “แหล่งระดมทุนของพลังงานทางเลือก”
++ไฟฟ้ารอเกิด 1.2 หมื่นเมก
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก ประมาณ 12,144 เมกะวัตต์ โดยประเมินจากนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของภาครัฐ ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกปี 2558-2579 ได้วางเป้าหมายสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนไว้สูงถึง 30.10% ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของประเทศภายในปี 2579
“โรงไฟฟ้าที่จะใช้พลังาน ทางเลือก ที่มีโอกาสเพิ่มขึ้น 3 อันดับแรกคือ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล และพลังงานลม จำนวน 4,701 เมกะวัตต์ 3,028 เมกะวัตต์ และ 2,777 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง และยังเป็นธุรกิจที่น่าสนใจลงทุนในระยะยาว” นางเกศรากล่าว
นางเกศรากล่าวว่า ตลาด หลักทรัพย์ฯกำลังทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทพลังงานต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยได้สะดวกมากขึ้น
สำหรับปี 2560 มีหลักทรัพย์ด้านพลังงานเข้าจดทะเบียน 3 หลักทรัพย์ คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ณ ราคาไอพีโอ รวม 135,454 ล้าน บาท ได้แก่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ฯ (TPIPP) มูลค่า 58,800 ล้านบาท บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) 40,669 ล้านบาท และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มนํ้าตาลบุรีรัมย์ (BRRGIF) จำนวน 3,605 ล้านบาท
++3 บจ.ชั้นนำเร่งลงทุน
นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ฯ (BGRIM) กล่าวว่า บริษัทเป็นเบอร์ 1 การเป็นผู้ให้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ใน 5 นิคมอุตสาหกรรมชั้นนำ มีกำลังการผลิตที่รับรู้รายได้เชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว 1,646 เมกกะวัตต์ และสัญญาขายไฟฟ้า (PPA) 2,500 เมกะวัตต์ หลากหลายชนิดในหลายประเทศ ที่จะทำให้บริษัทเติบโตต่อเนื่อง มองการขยายการลงทุนไปยังกลุ่ม CLMV, ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงาน Conventional เพิ่มขึ้นเป็น 70% ขณะที่พลังงานทดแทนจะอยู่ที่ 30% จากปัจจุบันอยู่ที่ 50:50 ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ปี 2561 จะเป็นบิ๊กเยียร์สำหรับ BGRIM เนื่องจากมีโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 3 โรง COD ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์, กรกฎาคม และตุลาคม รวม 399 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานนํ้าที่ลาว 15 เมกะวัตต์ และโซลาร์ ฟาร์ม 36 เมกะวัตต์ ทั้งปีมี COD เพิ่มขึ้นมา 450 เมกกะวัตต์ หรือ COD ทั้งหมด 2,060 เมกกะวัตต์
นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บีซีพีจี (BCPG) กล่าวว่า บริษัทวางเป้าหมายการเป็นผู้ผลิตพลังงานสะอาดเขียว โดยไม่มุ่งแค่การทำธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างมูลค่าให้บริษัทเติบโตต่อเนื่องให้สมดุลระหว่างคุณค่าและมูลค่า ปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนที่หลากหลายทั้งโซลาร์ฟาร์มในประเทศขนาด 170 เมกะวัตต์, ญี่ปุ่น 200 เมกะวัตต์, พลังงานลมที่ประเทศฟิลิปปินส์ 50 เมกะวัตต์ และพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) ที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งบริษัทมีการศึกษาการลงทุนต่อเนื่องทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเป็นพลังงานสะอาดทั้งพลังงานลม, ไบโอแมส แสงอาทิตย์
สำหรับการลงทุนในประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปินส์ รับรู้รายได้ทันทีตั้งแต่ไตรมาส 3 นี้เป็นต้นไป
นายวิเศษ จูงวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ฯ (WHAUP) กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจหลัก 2 ประเภทคือ โรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรมของบริษัท ดับบลิว เอช เอฯ (WHA) ซึ่งบริษัทวางกลยุทธ์ไปที่นิคมอุตสาหกรรม 8 แห่งและนิคมใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ในภาคตะวันออก โดยมองโอกาสธุรกิจการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ติดตั้งบนหลังคาโรงงานลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมในกลุ่ม WAH ซึ่งมีพื้นที่จำนวนมาก 2 ล้านตารางเมตร กำลังการผลิตติดตั้ง 150 เมกะวัตต์ ตามการส่งเสริมการทำโซลาร์รูฟท็อป ปลายปีนี้
++ยังส่งเสริมพลังงานทดแทน100%
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่า การกระทรวงพลังงาน เปิด เผยว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างทบทวนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ(พีดีพี 2015) โดยมีการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งการสนับสนุนด้านพลัง งานจะต้องพิจารณา 3 ปัจจัยหลัก คือ ความมั่นคง ราคาที่เหมาะสม และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยแผนพีดีพี 2015 ได้ใช้มาแล้ว 2 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างทบ ทวนให้เกิดความเหมาะสม ซึ่งจะเน้นพลังงานทดแทน ทั้งพลังลม พลังนํ้า ขยะ ก๊าซชีวมวล และก๊าซชีวภาพ ปัจจุบันกระทรวงพลังงานมีนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทน 100% แต่คงต้องดูจังหวะแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะต้องดูด้านความมั่นคงและราคาด้วย ซึ่งปัจจุบันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเริ่มถูกลง จากค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายกว่า 3 บาทต่อหน่วย ในส่วนนี้เป็นต้นทุนค่าไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 21 สตางค์ต่อหน่วย
[caption id="attachment_200219" align="aligncenter" width="503"]
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่า การกระทรวงพลังงาน[/caption]
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานจะส่งเสริมพลังงานทดแทนแบบ SPP Hybrid Firm ซึ่งเป็นการผสมผสานเชื้อเพลิงของพลังงานทดแทน ซึ่งจะช่วยให้สามารถจ่ายไฟเข้าระบบอย่างมีเสถียรภาพ ดังนั้นในอนาคตการเปิดรับซื้อไฟฟ้าแบบ Non Firm จะน้อยลง โดยเริ่มกระบวนการเปิดรับซื้อในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบไฮบริดจะเข้ามาทดแทนพลังงานหลักได้ดีเพียงใด และจะทำให้ราคาต้นทุนค่าไฟฟ้าลดลงได้หรือไม่
สำหรับการปรับแผนพีดีพี 2015 คาดว่าจะชัดเจนภายในสิ้นปี 2560 นี้ โดยเบื้องต้นกำลังศึกษาความเหมาะสมว่า จะขยายสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งหมด (พลังงานไฟฟ้ารวมกับความร้อน) จาก 30% เป็น 40% ของปริมาณพลังงานทดแทนทั้งหมด
อีกทั้ง จะปรับเปลี่ยนการพิจารณาปริมาณสำรองไฟฟ้าประเทศใหม่ จากปัจจุบันเน้นดูปริมาณสำรองไฟฟ้าโดยรวมทั้งประเทศ ซึ่งขณะนี้มีสูงถึง 30% ของปริมาณไฟฟ้าทั้งหมด แต่การปรับแผนพีดีพี 2015 จะพิจารณาปริมาณสำรองเป็นรายภูมิภาคแทน รวมถึงศึกษาการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าตามภูมิภาคด้วย เพื่อทำให้สำรองไฟฟ้าเกิดความเหมาะสม
++ดันไทยเป็นฮับซื้อขายไฟฟ้า
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เผยถึงการขับเคลื่อนพลังงานไทย 4.0 (Energy 4.0) ว่า ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าพลังงาน 60% คิดเป็นมูลค่า 2 ล้านล้านบาท โดยเป็นการนำเข้านํ้ามันดิบมากถึง 85% ดังนั้น จะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกระทรวงพลังงานมีโครงการส่งเสริม การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงานให้กับหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน ส่งผลให้ประหยัดค่าไฟลงได้ อาทิ โรงแรมที่เคยเสียค่าไฟ 4 ล้านบาทต่อเดือน เมื่อเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์ประหยัดพลังงานจะเสียค่าไฟฟ้า 2 ล้านบาทต่อเดือน
[caption id="attachment_200220" align="aligncenter" width="503"]
อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน[/caption]
ขณะที่การขนส่งนํ้ามัน จากเดิมที่ต้องใช้รถบรรทุกขนส่งก็เปลี่ยนเป็นการขนส่งทางท่อนํ้ามันแทน ล่าสุดโครงการท่อขนส่งนํ้ามันภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง ขณะเดียวกันรถยนต์ที่มีความต้องการใช้นํ้ามันมากที่สุด พบว่ารถยนต์ขนาดเล็กจะเสียภาษีถูกกว่า ทำให้การใช้นํ้ามันมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น นอกจากนี้จะส่งเสริมจากเดิมใช้นํ้ามันก็จะเป็น สำหรับการส่งเสริมด้านไฟฟ้า กระทรวงพลังงานมองว่า การสร้างโรงไฟฟ้าของประเทศจะเปลี่ยนไป ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีพลังงานทดแทนมากขึ้น ขณะเดียวกันจะมีการบริหารจัดการระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้า เพราะยังถูกใช้ไม่เต็มศักยภาพ ดังนั้นจะทำตลาดกลางรับซื้อไฟฟ้า เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านไฟฟ้าในอาเซียน (ASEAN Hub) และต้นทุนค่าไฟฟ้าแข่งขันได้เมื่อเทียบกับอาเซียน
ส่วนภาคอุตสาหกรรมที่ยังใช้พลังงานความร้อนไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ กระทรวงพลังงานจะสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และอนุรักษ์พลังงานเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าประหยัดพลังงานในภาคอุตสาห- กรรมลง 22% ในปี 2579 นอกจากนี้ในส่วนของการส่งเสริม Energy 4.0 ยังมีการสนับสนุนการออก แบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities-Clean Energy) มีผู้ผ่านการคัดเลือกขั้นตอนที่ 2 จำนวน 7 โครงการ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานส่งเสริมพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น โดยเป้าหมายปี 2579 อยู่ที่ 1.9 หมื่นเมกะวัตต์ ปัจจุบันเข้าระบบแล้ว 9.8 พันเมกะวัตต์
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,291 วันที่ 27 - 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560
การสัมมนา “อนาคตธุรกิจพลังงานไทย” ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 24 สิงหาคม 2560 โดยมีพล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษ “นโยบายชาติกับยุทธศาสตร์พลังงานทางเลือก”, นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน บรรยายพิเศษ “Energy 4.0” และ นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย กับการบรรยาย “แหล่งระดมทุนของพลังงานทางเลือก”
++ไฟฟ้ารอเกิด 1.2 หมื่นเมก
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก ประมาณ 12,144 เมกะวัตต์ โดยประเมินจากนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของภาครัฐ ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกปี 2558-2579 ได้วางเป้าหมายสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนไว้สูงถึง 30.10% ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของประเทศภายในปี 2579
“โรงไฟฟ้าที่จะใช้พลังาน ทางเลือก ที่มีโอกาสเพิ่มขึ้น 3 อันดับแรกคือ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล และพลังงานลม จำนวน 4,701 เมกะวัตต์ 3,028 เมกะวัตต์ และ 2,777 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง และยังเป็นธุรกิจที่น่าสนใจลงทุนในระยะยาว” นางเกศรากล่าว
นางเกศรากล่าวว่า ตลาด หลักทรัพย์ฯกำลังทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทพลังงานต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยได้สะดวกมากขึ้น
สำหรับปี 2560 มีหลักทรัพย์ด้านพลังงานเข้าจดทะเบียน 3 หลักทรัพย์ คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ณ ราคาไอพีโอ รวม 135,454 ล้าน บาท ได้แก่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ฯ (TPIPP) มูลค่า 58,800 ล้านบาท บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) 40,669 ล้านบาท และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มนํ้าตาลบุรีรัมย์ (BRRGIF) จำนวน 3,605 ล้านบาท
++3 บจ.ชั้นนำเร่งลงทุน
นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ฯ (BGRIM) กล่าวว่า บริษัทเป็นเบอร์ 1 การเป็นผู้ให้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ใน 5 นิคมอุตสาหกรรมชั้นนำ มีกำลังการผลิตที่รับรู้รายได้เชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว 1,646 เมกกะวัตต์ และสัญญาขายไฟฟ้า (PPA) 2,500 เมกะวัตต์ หลากหลายชนิดในหลายประเทศ ที่จะทำให้บริษัทเติบโตต่อเนื่อง มองการขยายการลงทุนไปยังกลุ่ม CLMV, ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงาน Conventional เพิ่มขึ้นเป็น 70% ขณะที่พลังงานทดแทนจะอยู่ที่ 30% จากปัจจุบันอยู่ที่ 50:50 ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ปี 2561 จะเป็นบิ๊กเยียร์สำหรับ BGRIM เนื่องจากมีโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 3 โรง COD ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์, กรกฎาคม และตุลาคม รวม 399 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานนํ้าที่ลาว 15 เมกะวัตต์ และโซลาร์ ฟาร์ม 36 เมกะวัตต์ ทั้งปีมี COD เพิ่มขึ้นมา 450 เมกกะวัตต์ หรือ COD ทั้งหมด 2,060 เมกกะวัตต์
นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บีซีพีจี (BCPG) กล่าวว่า บริษัทวางเป้าหมายการเป็นผู้ผลิตพลังงานสะอาดเขียว โดยไม่มุ่งแค่การทำธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างมูลค่าให้บริษัทเติบโตต่อเนื่องให้สมดุลระหว่างคุณค่าและมูลค่า ปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนที่หลากหลายทั้งโซลาร์ฟาร์มในประเทศขนาด 170 เมกะวัตต์, ญี่ปุ่น 200 เมกะวัตต์, พลังงานลมที่ประเทศฟิลิปปินส์ 50 เมกะวัตต์ และพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) ที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งบริษัทมีการศึกษาการลงทุนต่อเนื่องทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเป็นพลังงานสะอาดทั้งพลังงานลม, ไบโอแมส แสงอาทิตย์
สำหรับการลงทุนในประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปินส์ รับรู้รายได้ทันทีตั้งแต่ไตรมาส 3 นี้เป็นต้นไป
นายวิเศษ จูงวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ฯ (WHAUP) กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจหลัก 2 ประเภทคือ โรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรมของบริษัท ดับบลิว เอช เอฯ (WHA) ซึ่งบริษัทวางกลยุทธ์ไปที่นิคมอุตสาหกรรม 8 แห่งและนิคมใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ในภาคตะวันออก โดยมองโอกาสธุรกิจการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ติดตั้งบนหลังคาโรงงานลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมในกลุ่ม WAH ซึ่งมีพื้นที่จำนวนมาก 2 ล้านตารางเมตร กำลังการผลิตติดตั้ง 150 เมกะวัตต์ ตามการส่งเสริมการทำโซลาร์รูฟท็อป ปลายปีนี้
++ยังส่งเสริมพลังงานทดแทน100%
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่า การกระทรวงพลังงาน เปิด เผยว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างทบทวนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ(พีดีพี 2015) โดยมีการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งการสนับสนุนด้านพลัง งานจะต้องพิจารณา 3 ปัจจัยหลัก คือ ความมั่นคง ราคาที่เหมาะสม และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยแผนพีดีพี 2015 ได้ใช้มาแล้ว 2 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างทบ ทวนให้เกิดความเหมาะสม ซึ่งจะเน้นพลังงานทดแทน ทั้งพลังลม พลังนํ้า ขยะ ก๊าซชีวมวล และก๊าซชีวภาพ ปัจจุบันกระทรวงพลังงานมีนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทน 100% แต่คงต้องดูจังหวะแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะต้องดูด้านความมั่นคงและราคาด้วย ซึ่งปัจจุบันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเริ่มถูกลง จากค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายกว่า 3 บาทต่อหน่วย ในส่วนนี้เป็นต้นทุนค่าไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 21 สตางค์ต่อหน่วย
[caption id="attachment_200219" align="aligncenter" width="503"]
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานจะส่งเสริมพลังงานทดแทนแบบ SPP Hybrid Firm ซึ่งเป็นการผสมผสานเชื้อเพลิงของพลังงานทดแทน ซึ่งจะช่วยให้สามารถจ่ายไฟเข้าระบบอย่างมีเสถียรภาพ ดังนั้นในอนาคตการเปิดรับซื้อไฟฟ้าแบบ Non Firm จะน้อยลง โดยเริ่มกระบวนการเปิดรับซื้อในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบไฮบริดจะเข้ามาทดแทนพลังงานหลักได้ดีเพียงใด และจะทำให้ราคาต้นทุนค่าไฟฟ้าลดลงได้หรือไม่
สำหรับการปรับแผนพีดีพี 2015 คาดว่าจะชัดเจนภายในสิ้นปี 2560 นี้ โดยเบื้องต้นกำลังศึกษาความเหมาะสมว่า จะขยายสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งหมด (พลังงานไฟฟ้ารวมกับความร้อน) จาก 30% เป็น 40% ของปริมาณพลังงานทดแทนทั้งหมด
อีกทั้ง จะปรับเปลี่ยนการพิจารณาปริมาณสำรองไฟฟ้าประเทศใหม่ จากปัจจุบันเน้นดูปริมาณสำรองไฟฟ้าโดยรวมทั้งประเทศ ซึ่งขณะนี้มีสูงถึง 30% ของปริมาณไฟฟ้าทั้งหมด แต่การปรับแผนพีดีพี 2015 จะพิจารณาปริมาณสำรองเป็นรายภูมิภาคแทน รวมถึงศึกษาการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าตามภูมิภาคด้วย เพื่อทำให้สำรองไฟฟ้าเกิดความเหมาะสม
++ดันไทยเป็นฮับซื้อขายไฟฟ้า
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เผยถึงการขับเคลื่อนพลังงานไทย 4.0 (Energy 4.0) ว่า ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าพลังงาน 60% คิดเป็นมูลค่า 2 ล้านล้านบาท โดยเป็นการนำเข้านํ้ามันดิบมากถึง 85% ดังนั้น จะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกระทรวงพลังงานมีโครงการส่งเสริม การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงานให้กับหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน ส่งผลให้ประหยัดค่าไฟลงได้ อาทิ โรงแรมที่เคยเสียค่าไฟ 4 ล้านบาทต่อเดือน เมื่อเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์ประหยัดพลังงานจะเสียค่าไฟฟ้า 2 ล้านบาทต่อเดือน
[caption id="attachment_200220" align="aligncenter" width="503"]
ขณะที่การขนส่งนํ้ามัน จากเดิมที่ต้องใช้รถบรรทุกขนส่งก็เปลี่ยนเป็นการขนส่งทางท่อนํ้ามันแทน ล่าสุดโครงการท่อขนส่งนํ้ามันภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง ขณะเดียวกันรถยนต์ที่มีความต้องการใช้นํ้ามันมากที่สุด พบว่ารถยนต์ขนาดเล็กจะเสียภาษีถูกกว่า ทำให้การใช้นํ้ามันมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น นอกจากนี้จะส่งเสริมจากเดิมใช้นํ้ามันก็จะเป็น สำหรับการส่งเสริมด้านไฟฟ้า กระทรวงพลังงานมองว่า การสร้างโรงไฟฟ้าของประเทศจะเปลี่ยนไป ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีพลังงานทดแทนมากขึ้น ขณะเดียวกันจะมีการบริหารจัดการระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้า เพราะยังถูกใช้ไม่เต็มศักยภาพ ดังนั้นจะทำตลาดกลางรับซื้อไฟฟ้า เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านไฟฟ้าในอาเซียน (ASEAN Hub) และต้นทุนค่าไฟฟ้าแข่งขันได้เมื่อเทียบกับอาเซียน
ส่วนภาคอุตสาหกรรมที่ยังใช้พลังงานความร้อนไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ กระทรวงพลังงานจะสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และอนุรักษ์พลังงานเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าประหยัดพลังงานในภาคอุตสาห- กรรมลง 22% ในปี 2579 นอกจากนี้ในส่วนของการส่งเสริม Energy 4.0 ยังมีการสนับสนุนการออก แบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities-Clean Energy) มีผู้ผ่านการคัดเลือกขั้นตอนที่ 2 จำนวน 7 โครงการ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานส่งเสริมพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น โดยเป้าหมายปี 2579 อยู่ที่ 1.9 หมื่นเมกะวัตต์ ปัจจุบันเข้าระบบแล้ว 9.8 พันเมกะวัตต์
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,291 วันที่ 27 - 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560






