
ราชบุรีดิ้นต่ออายุโรงไฟฟ้าเสนอทางเลือกให้เปิดประมูลใหม่พร้อมแข่งขัน
ราชบุรีโฮลดิ้ง เตรียมยื่นกระทรวงพลังงานต่ออายุโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้และโรงไฟฟ้าราชบุรี พร้อมเสนอออพชันลงทุนใหม่ในพื้นที่เดิม มั่นใจประมูลแข่งขันต้นทุนราคาตํ่า คาดใช้เงินลงทุน 3 แสนล้านบาท ขณะที่เป้ากำลังการผลิตปีนี้ 7.5 พันเมกะวัตต์ และเป็น 1 หมื่นเมกะวัตต์ภายในปี 2566
นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บริษัทเตรียมเสนอแผนต่ออายุโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ กำลังการผลิต 720 เมกะวัตต์ ซึ่งจะหมดอายุในปี 2563 และโรงไฟฟ้าราชบุรี กำลังการผลิต 3.6 พันเมกะวัตต์ ที่จะหมดอายุในปี 2570 ไปยังกระทรวงพลังงานใหม่ หลังจากที่ผ่านมาถูกตีกลับให้มาทบทวนใหม่ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ (พีดีพี 2015)
[caption id="attachment_143314" align="aligncenter" width="503"]
กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)[/caption]
ทั้งนี้ ข้อเสนอใหม่ของบริษัทจะมีทั้งการขอต่ออายุสัญญา โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงไฟฟ้าประเทศ เนื่องจากภาคกลางและกรุงเทพฯ ใช้ไฟฟ้าถึง 70% ของทั้งประเทศ อาศัยไฟฟ้าจากภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก หากโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ และโรงไฟฟ้าราชบุรี ที่อยู่ภาคตะวันตกหมดอายุสัญญา ก็อาจมีผลกระทบต่อปริมาณไฟฟ้าได้
ขณะเดียวกันบริษัทก็เสนอแนวทางเปิดประมูลโรงไฟฟ้าใหม่ขึ้นมาแทน เพื่อความเป็นธรรม โดยในระยะสั้นจะเน้นไปที่โรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ก่อน เพราะจะหมดอายุในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งบริษัทพร้อมเข้าร่วมประมูล เนื่องจากมีศักยภาพทั้งพื้นที่ตั้งเดิม และสาธารณูปโภครองรับแล้ว ดังนั้นบริษัทมั่นใจว่าจะสามารถประมูลแข่งขันราคาต้นทุนค่าไฟในราคาตํ่าได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทจะหารือร่วมกับทางกระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมทั้งจะต้องรอความชัดเจนการปรับแผนพีดีพี 2015 ด้วย
อย่างไรก็ตามหากภาครัฐเปิดให้ลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ 700 เมกะวัตต์ ซึ่งพื้นที่เดิมสามารถขยายเฟส 2 ได้อีกเท่าตัว ขณะที่โรงไฟฟ้าราชบุรี 3.6 พันเมกะวัตต์ คำนวณเงินลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 3 แสนล้านบาท แต่หากสุดท้ายแล้วบริษัทไม่สามารถต่ออายุ หรือสร้างโรงไฟฟ้าทดแทนได้ บริษัทจะกลับมาดูเรื่องการผลิตนํ้าประปา เนื่องจากโรงไฟฟ้าราชบุรีมีหน่วยผลิตนํ้าประปาขนาดใหญ่ สามารถป้อนไปยังอุตสาหกรรมได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะต้องหารือกับทางการประปาส่วนภูมิภาคต่อไป
นายกิจจา กล่าวอีกว่า สำหรับแผนดำเนินงานในปี 2560 บริษัทตั้งเป้ากำลังการผลิต 7.5 พันเมกะวัตต์ ปัจจุบันมีกำลังการผลิตที่เดินเครื่องแล้วและอยู่ระหว่างการก่อสร้าง รวม 7.37 พันเมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างเจรจาลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าอีก 1 พันเมกะวัตต์ที่คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้ แบ่งเป็น 4 โครงการ ได้แก่ โครงการในต่างประเทศ จำนวน 3 โครงการเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลและพลังงานทดแทน และในประเทศอีก 1 โครงการเป็นพลังงานทดแทน
นอกจากนี้เป้าหมายปี 2566 กำลังการผลิตของบริษัทจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นเมกะวัตต์ คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.75 แสนล้านบาทในการลงทุนเพิ่มกำลังผลิตให้ได้ตามเป้า โดยเงินลงทุนส่วนนี้จะมาจากกำไรสะสมและเงินสด 5 หมื่นล้านบาท และที่เหลือ 1.2 แสนล้านบาทจะเป็นเงินกู้ ซึ่งจะไม่มีผล กระทบต่อสถานะการเงินของบริษัท เพราะเป็นการทยอยใช้เงินลงทุนประมาณปีละ 1 หมื่นล้านบาท โดยในปี 2566 สัดส่วนการลงทุนของบริษัทจะมีกำลังการผลิตในประเทศลดลงเหลือ 60% จากปัจจุบัน 70.36% และกำลังการผลิตในต่างประเทศจะเพิ่มเป็น 40% จากปัจจุบันอยู่ที่ 29.64%
“การดำเนินงานปีนี้ มุ่งหมายเพิ่มกำลังผลิตให้เติบโตถึง 7.5 พันเมกะวัตต์ ในครึ่งปีแรกบริษัทสามารถดำเนินงานก้าวหน้า 98% เมื่อเทียบกับเป้าหมายของปีนี้ สำหรับกำไรที่เติบโตขึ้นสะท้อนถึงประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าที่สามารถสร้างผลตอบแทนดีขึ้น คาดว่าเป้าหมายปีนี้จะสามารถดำเนินการได้สำเร็จ เพราะยังมีโครงการทั้งในและต่างประเทศ ประมาณ 1 พันเมกะวัตต์ที่อยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งบางโครงการมีความเป็นไปได้ที่จะมีข้อสรุปได้ภายในปีนี้”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,288 วันที่ 17 -19 สิงหาคม พ.ศ. 2560
นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บริษัทเตรียมเสนอแผนต่ออายุโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ กำลังการผลิต 720 เมกะวัตต์ ซึ่งจะหมดอายุในปี 2563 และโรงไฟฟ้าราชบุรี กำลังการผลิต 3.6 พันเมกะวัตต์ ที่จะหมดอายุในปี 2570 ไปยังกระทรวงพลังงานใหม่ หลังจากที่ผ่านมาถูกตีกลับให้มาทบทวนใหม่ เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ (พีดีพี 2015)
[caption id="attachment_143314" align="aligncenter" width="503"]
ทั้งนี้ ข้อเสนอใหม่ของบริษัทจะมีทั้งการขอต่ออายุสัญญา โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงไฟฟ้าประเทศ เนื่องจากภาคกลางและกรุงเทพฯ ใช้ไฟฟ้าถึง 70% ของทั้งประเทศ อาศัยไฟฟ้าจากภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก หากโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ และโรงไฟฟ้าราชบุรี ที่อยู่ภาคตะวันตกหมดอายุสัญญา ก็อาจมีผลกระทบต่อปริมาณไฟฟ้าได้
ขณะเดียวกันบริษัทก็เสนอแนวทางเปิดประมูลโรงไฟฟ้าใหม่ขึ้นมาแทน เพื่อความเป็นธรรม โดยในระยะสั้นจะเน้นไปที่โรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ก่อน เพราะจะหมดอายุในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งบริษัทพร้อมเข้าร่วมประมูล เนื่องจากมีศักยภาพทั้งพื้นที่ตั้งเดิม และสาธารณูปโภครองรับแล้ว ดังนั้นบริษัทมั่นใจว่าจะสามารถประมูลแข่งขันราคาต้นทุนค่าไฟในราคาตํ่าได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทจะหารือร่วมกับทางกระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมทั้งจะต้องรอความชัดเจนการปรับแผนพีดีพี 2015 ด้วย
อย่างไรก็ตามหากภาครัฐเปิดให้ลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ 700 เมกะวัตต์ ซึ่งพื้นที่เดิมสามารถขยายเฟส 2 ได้อีกเท่าตัว ขณะที่โรงไฟฟ้าราชบุรี 3.6 พันเมกะวัตต์ คำนวณเงินลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 3 แสนล้านบาท แต่หากสุดท้ายแล้วบริษัทไม่สามารถต่ออายุ หรือสร้างโรงไฟฟ้าทดแทนได้ บริษัทจะกลับมาดูเรื่องการผลิตนํ้าประปา เนื่องจากโรงไฟฟ้าราชบุรีมีหน่วยผลิตนํ้าประปาขนาดใหญ่ สามารถป้อนไปยังอุตสาหกรรมได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะต้องหารือกับทางการประปาส่วนภูมิภาคต่อไป
นอกจากนี้เป้าหมายปี 2566 กำลังการผลิตของบริษัทจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นเมกะวัตต์ คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.75 แสนล้านบาทในการลงทุนเพิ่มกำลังผลิตให้ได้ตามเป้า โดยเงินลงทุนส่วนนี้จะมาจากกำไรสะสมและเงินสด 5 หมื่นล้านบาท และที่เหลือ 1.2 แสนล้านบาทจะเป็นเงินกู้ ซึ่งจะไม่มีผล กระทบต่อสถานะการเงินของบริษัท เพราะเป็นการทยอยใช้เงินลงทุนประมาณปีละ 1 หมื่นล้านบาท โดยในปี 2566 สัดส่วนการลงทุนของบริษัทจะมีกำลังการผลิตในประเทศลดลงเหลือ 60% จากปัจจุบัน 70.36% และกำลังการผลิตในต่างประเทศจะเพิ่มเป็น 40% จากปัจจุบันอยู่ที่ 29.64%
“การดำเนินงานปีนี้ มุ่งหมายเพิ่มกำลังผลิตให้เติบโตถึง 7.5 พันเมกะวัตต์ ในครึ่งปีแรกบริษัทสามารถดำเนินงานก้าวหน้า 98% เมื่อเทียบกับเป้าหมายของปีนี้ สำหรับกำไรที่เติบโตขึ้นสะท้อนถึงประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าที่สามารถสร้างผลตอบแทนดีขึ้น คาดว่าเป้าหมายปีนี้จะสามารถดำเนินการได้สำเร็จ เพราะยังมีโครงการทั้งในและต่างประเทศ ประมาณ 1 พันเมกะวัตต์ที่อยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งบางโครงการมีความเป็นไปได้ที่จะมีข้อสรุปได้ภายในปีนี้”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,288 วันที่ 17 -19 สิงหาคม พ.ศ. 2560






