
3 สารอันตรายป่วนเคมีเกษตร 3 หมื่นร้านค้าเบรกออร์เดอร์-ลุ้นผลสรุปเวที 4 ภาค
3 หมื่นร้านเคมีเกษตรทั่วประเทศตื่น หลังกรมวิชาการเกษตร ร่อนจดหมาย ให้รอผลรับฟังผลสรุปเวที 4 ภาคจะยกเลิก 3 สารเคมีอันตรายหรือไม่ ส่งผลร้านค้าชะลอออร์เดอร์ เหตุหากขายไม่หมดสินค้าที่ครอบครองจะผิดกฎหมายทันที เผยไทยติดอันดับ 6 ใช้สารเคมีโลก
นายปราโมทย์ ติรไพรวงศ์ นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากที่กระทรวงสาธารณสุขได้มีความคิดเห็นให้ยกเลิกการใช้สารเคมีอันตราย 3 ตัว ได้แก่ สารเคมีกำจัดวัชพืช “พาราควอตไดคลอไรด์” สารเคมีกำจัดแมลง “คลอร์ไพริฟอส” และไกลโฟเสต-ไอโซโพรพิลแอมโมเนียม ยาฆ่าหญ้า เนื่องจากเกรงสารเหล่านี้นี้จะตกค้าง และจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค จึงเป็นที่มาของกรมวิชาการเกษตรได้จัดเวที 4 ภาค เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียในการพิจารณา ลด ละ เลิกใช้วัตถุอันตราย โดยจัดครั้งแรกไปแล้ว เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2560 ณ โรงแรมเชียงใหม่ออร์คิด จังหวัดเชียงใหม่
ส่วนครั้งที่ 2 จัดในวันที่ 11 สิงหาคม 2560 ณ โรงแรมเคพาร์ค จังหวัดสุราษฎร์ธานี และครั้งที่ 3 ในวันที่ 18 สิงหาคม 2560 ณ โรงแรมวีวิช ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และครั้งที่ 4 วันที่ 25 สิงหาคม 2560 ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพฯ
ทั้งนี้ในระหว่างการรับฟังความคิดเห็นทางกรมวิชาการเกษตร ได้ส่งหนังสือถึงร้านค้าเคมีเกษตรกว่า 3 หมื่นรายทั่วประเทศ เพื่อให้รอฟังผลและผลสรุปจากการประชุมว่าสารเคมีทั้ง 3 ตัวนี้จะต่อทะเบียนให้กับผู้ผลิตหรือไม่ ผลที่เกิดขึ้นตามมาในขณะนี้คือ ทำให้ร้านค้าไม่กล้าสั่งของ เพราะกลัวว่าถ้ากรมสั่งยกเลิกทะเบียนหรือไม่ต่ออายุทะเบียนให้ จะส่งผลทำให้สินค้าที่ครอบครองอยู่กลายเป็นของผิดกฎหมายทันที ดังนั้นตลาดค้าสารเคมีเวลานี้จึงชะงักไปหมด อย่างไรก็ดีทางสมาคมไม่ได้นิ่งนอนใจจะเร่งทำหนังสือถึงกรมวิชาการเกษตร เพราะผลกระทบ ที่บริษัทต่างๆ ได้รับท้ายที่สุดจะตกถึงเกษตรกร
ขณะที่นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงาน เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน เปิดเผยว่าทางไทยแพนสนับสนุนข้อเสนอกระทรวงสาธารณสุขให้เพิกถอนทะเบียนสาร 2 ตัว ได้แก่ พาราควอตฯ ซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชที่ไทยมีการใช้มาก โดยจากข้อมูลในปี 2558 มีการใช้มากถึง 29.8 ล้านกิโลกรัม เป็นสารเคมีที่มีพิษเฉียบพลันสูง และยังไม่มียาถอนพิษซึ่ง 47 ประเทศทั่วโลกได้ยกเลิกการใช้แล้ว ส่วนคลอร์ไพริฟอส เป็นสารกำจัดแมลงศัตรูพืช แต่นิยมใช้ในบ้านเรือนเพื่อกำจัดมด ปลวก เห็บ และแมลงสาบ สารตัวนี้พบการตกค้างสูงสุดในกลุ่มสารกำจัดแมลง ทำให้เกิดความผิดปกติด้านพัฒนาสมอง ไอคิวเด็กลดลง สมาธิสั้น หลายประเทศห้ามใช้ในบ้านเรือน และผักผลไม้แล้ว
“จากการศึกษา พาราควอตฯ พบว่าเกษตรกรนิยมใช้สารนี้ในพืชเกษตร เช่น ปาล์ม และอ้อย เป็นต้น ส่วนคลอร์ไพริฟอสพบ 10% ของผักและผลไม้ในประทศไทย มีสารตกค้างชนิดนี้เกินมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสมองทารกและเด็ก จึงเห็นควรจะยกเลิก 2 ตัวนี้ กล่าวคือไม่อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนเพิ่ม ไม่ต่ออายุทะเบียน และต้องยุติการนำเข้าภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2560 และยุติการใช้สารเคมีทั้ง 2 ตัว ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562
ส่วนสารไกลโฟเสต ให้จำกัดพื้นที่และควบคุมการใช้ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภค
นางสาวปรกชล กล่าวอีกว่า ไทยเป็นประเทศใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากเป็นลำดับ 6 ของโลก (ดูกราฟิกประกอบ) โดยจากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตรในปี 2556 ไทยมีการใช้รวม 77.1 ล้านกิโลกรัม ในจำนวนนี้สัดส่วน 20% เป็นสารพาราควอตฯ ซึ่งเป็นสารพิษอันตรายร้ายแรงที่ 47 ประเทศได้มีการยกเลิกการใช้แล้ว ส่วนประเทศที่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา บราซิล อาร์เจนตินา และเวียดนาม ตามลำดับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,286 วันที่ 10 -12 สิงหาคม พ.ศ. 2560
นายปราโมทย์ ติรไพรวงศ์ นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากที่กระทรวงสาธารณสุขได้มีความคิดเห็นให้ยกเลิกการใช้สารเคมีอันตราย 3 ตัว ได้แก่ สารเคมีกำจัดวัชพืช “พาราควอตไดคลอไรด์” สารเคมีกำจัดแมลง “คลอร์ไพริฟอส” และไกลโฟเสต-ไอโซโพรพิลแอมโมเนียม ยาฆ่าหญ้า เนื่องจากเกรงสารเหล่านี้นี้จะตกค้าง และจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค จึงเป็นที่มาของกรมวิชาการเกษตรได้จัดเวที 4 ภาค เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียในการพิจารณา ลด ละ เลิกใช้วัตถุอันตราย โดยจัดครั้งแรกไปแล้ว เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2560 ณ โรงแรมเชียงใหม่ออร์คิด จังหวัดเชียงใหม่
ส่วนครั้งที่ 2 จัดในวันที่ 11 สิงหาคม 2560 ณ โรงแรมเคพาร์ค จังหวัดสุราษฎร์ธานี และครั้งที่ 3 ในวันที่ 18 สิงหาคม 2560 ณ โรงแรมวีวิช ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และครั้งที่ 4 วันที่ 25 สิงหาคม 2560 ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพฯ
ขณะที่นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงาน เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน เปิดเผยว่าทางไทยแพนสนับสนุนข้อเสนอกระทรวงสาธารณสุขให้เพิกถอนทะเบียนสาร 2 ตัว ได้แก่ พาราควอตฯ ซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชที่ไทยมีการใช้มาก โดยจากข้อมูลในปี 2558 มีการใช้มากถึง 29.8 ล้านกิโลกรัม เป็นสารเคมีที่มีพิษเฉียบพลันสูง และยังไม่มียาถอนพิษซึ่ง 47 ประเทศทั่วโลกได้ยกเลิกการใช้แล้ว ส่วนคลอร์ไพริฟอส เป็นสารกำจัดแมลงศัตรูพืช แต่นิยมใช้ในบ้านเรือนเพื่อกำจัดมด ปลวก เห็บ และแมลงสาบ สารตัวนี้พบการตกค้างสูงสุดในกลุ่มสารกำจัดแมลง ทำให้เกิดความผิดปกติด้านพัฒนาสมอง ไอคิวเด็กลดลง สมาธิสั้น หลายประเทศห้ามใช้ในบ้านเรือน และผักผลไม้แล้ว
“จากการศึกษา พาราควอตฯ พบว่าเกษตรกรนิยมใช้สารนี้ในพืชเกษตร เช่น ปาล์ม และอ้อย เป็นต้น ส่วนคลอร์ไพริฟอสพบ 10% ของผักและผลไม้ในประทศไทย มีสารตกค้างชนิดนี้เกินมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสมองทารกและเด็ก จึงเห็นควรจะยกเลิก 2 ตัวนี้ กล่าวคือไม่อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนเพิ่ม ไม่ต่ออายุทะเบียน และต้องยุติการนำเข้าภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2560 และยุติการใช้สารเคมีทั้ง 2 ตัว ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562
ส่วนสารไกลโฟเสต ให้จำกัดพื้นที่และควบคุมการใช้ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภค
นางสาวปรกชล กล่าวอีกว่า ไทยเป็นประเทศใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากเป็นลำดับ 6 ของโลก (ดูกราฟิกประกอบ) โดยจากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตรในปี 2556 ไทยมีการใช้รวม 77.1 ล้านกิโลกรัม ในจำนวนนี้สัดส่วน 20% เป็นสารพาราควอตฯ ซึ่งเป็นสารพิษอันตรายร้ายแรงที่ 47 ประเทศได้มีการยกเลิกการใช้แล้ว ส่วนประเทศที่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา บราซิล อาร์เจนตินา และเวียดนาม ตามลำดับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,286 วันที่ 10 -12 สิงหาคม พ.ศ. 2560






