thansettakij
thansettakij
สสว.ชงขอเพิ่มวงเงินช่วยเอสเอ็มอี

สสว.ชงขอเพิ่มวงเงินช่วยเอสเอ็มอี

20 ก.ค. 60 | 11:06 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ก.ค. 60 | 18:06 น.
 

สสว.ทำเรื่องเสนอกระทรวงอุตสาหกรรมขอเพิ่มวงเงินสนับสนุนช่วยเหลือเอสเอมอี  หลังมีเรื่องคำขอทะลักเกินวงเงินเข้ามากว่า 5 พันล้านบาทที่ผ่านเกณฑ์  จากเดิมมีงบอยู่ 3 พันล้านบาท  พร้อมแนะปรับกลไกล บสย. เพื่อเอสเอ็มอีเข้าถึงสถาบันการเงิน

[caption id="attachment_182803" align="aligncenter" width="302"] นางสาลินี  วังตาล  นางสาลินี วังตาล[/caption]

นางสาลินี  วังตาล  ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า  ขณะนี้ได้มีการนำเสนอเรื่องไปยังนายอุตตม สาวนายน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  เพื่อของบเพิ่มเติมในการสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  หลังจากมียอดในการยื่นคำร้องของผู้ประกอบการเพื่อขอรับความช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก  โดยล่าสุดมีผู้ประกอบการยื่นคำขอมาแล้ว 9,692 ราย  ซึ่งส่วนใหญ่ได้พิจารณาในเบื้องต้นแล้วว่ามีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่จะได้รับคามช่วยเหลือ  โดยรวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 5 พันล้านบาท  ซึ่งมากกว่ากว่างบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรมาให้ผ่านทางกองทุน สสว. ที่มีอยู่ 3 พันล้านบาท

“ได้มีการนำเรียน รมต.อุตตม ไปแล้วว่ามีคำขอยื่นเข้ามาจำนวนมาก  ซึ่งตามความจริงเราก็รู้อยู่แล้ว่าคงไม่สามารถช่วยเหลือได้ทั้งหมด  แต่ก็ได้เรียนไปว่ากลุ่มที่ยื่นเข้ามาเหล่านี้เท่าที่ดูเบื้องต้นน่าจะผ่านหลักเกณฑ์ที่จะได้รับความช่วยเหลือทั้งหมดตามคุณสมบัติ  ซึ่งทางฝั่งของนโยบายก็คงจะรับไปพิจารณาต่อไป”

ทั้งนี้  ในกลุ่ม 9,692 รายดังกล่าวจะแบ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อยประมาณ 5,600 ราย  อีก 1,586 รายเป็นกลุ่มเทรินอะราวด์  และ 2,472 รายเป็นกลุ่มฟื้นฟู  ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะผ่านตามหลักเกณฑ์  เนื่องจากคุณสมบัติไม่ได้ซับซ้อนมาก  โดยมียอดคำขออยู่ที่ประมาณ 2 แสนบาทถึง 1 ล้านบาทต่อราย  แต่ในเชิงโยบายก็คงต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาว่าจะเห็นสมควรอย่างไร

สสว

นางสาลินี ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ในส่วนของกระบวนการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่สำคัญคือการทำให้กลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้สามารถเข้าสู่ระบบของสถาบันการเงินได้  โดยจะต้องมีการอาศัยกลไกลการเข้ามาช่วยค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)  ซึ่งจะต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้ำประกัน  โดยจะต้องทำให้สถาบันการเงินรู้สึกสบายใจในการเข้าไปใช้บริการ  ซึ่งจะประกอบด้วย 2 จุดหลัก ได้แก่  1.อัตราความเสียหายของการค้ำประกัน  ซึ่งล่าสุดก็เห็นว่าจะมีการปรับเพิ่มเป็น 30% จากเดิมที่ 23%  และ 2.เรื่องการเคลมที่ไม่ควรจะต้องมีวิธีการที่ยุ่งยาก  รวมถึงใช้เวลานาน  และจะต้องไม่เสียค่าใช้จ่ายมากจนเกินไป  นอกจากนี้จะต้องไม่ปิดกั้นลูกหนี้เสียในการปรับโครงสร้างหนี้

“กลไกล บสย.จะใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อวิธีการค้ำประกันของ บสย. ลดความเสี่ยงทางด้านเครดิตของธนาคาร  จนธนาคารรู้สึกว่าสบายใจที่จะเข้ามาใช้บริการ  นอกจากนี้ยังมีเรื่องของวิธีปฏิบัติในกรณีที่มีลูกหนี้เสีย  การเบิกต่างๆต้องเป็นไปได้อย่างไม่ยากจนเกินไป  และควรจะมีช่องทาง  รวมถึงเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ฟื้นได้ด้วย  หรือควรให้ปรับโครงสร้างหนี้ได้  ซึ่ง ณ ปัจจุบันของ บสย. ประเด็นดังกล่าวนี้ยังไม่สามารถทำได้  เนื่องจากกระบวนการเคลมจะต้องมีการฟ้องร้อง   ซึ่งเมื่อฟ้องร้องแล้วโอกาสที่จะไปปรับโครงสร้างหนี้จะมีน้อยมาก”