
สสว.ชงขอเพิ่มวงเงินช่วยเอสเอ็มอี
สสว.ทำเรื่องเสนอกระทรวงอุตสาหกรรมขอเพิ่มวงเงินสนับสนุนช่วยเหลือเอสเอมอี หลังมีเรื่องคำขอทะลักเกินวงเงินเข้ามากว่า 5 พันล้านบาทที่ผ่านเกณฑ์ จากเดิมมีงบอยู่ 3 พันล้านบาท พร้อมแนะปรับกลไกล บสย. เพื่อเอสเอ็มอีเข้าถึงสถาบันการเงิน
[caption id="attachment_182803" align="aligncenter" width="302"]
นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการนำเสนอเรื่องไปยังนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อของบเพิ่มเติมในการสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หลังจากมียอดในการยื่นคำร้องของผู้ประกอบการเพื่อขอรับความช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก โดยล่าสุดมีผู้ประกอบการยื่นคำขอมาแล้ว 9,692 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ได้พิจารณาในเบื้องต้นแล้วว่ามีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่จะได้รับคามช่วยเหลือ โดยรวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 5 พันล้านบาท ซึ่งมากกว่ากว่างบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรมาให้ผ่านทางกองทุน สสว. ที่มีอยู่ 3 พันล้านบาท
“ได้มีการนำเรียน รมต.อุตตม ไปแล้วว่ามีคำขอยื่นเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งตามความจริงเราก็รู้อยู่แล้ว่าคงไม่สามารถช่วยเหลือได้ทั้งหมด แต่ก็ได้เรียนไปว่ากลุ่มที่ยื่นเข้ามาเหล่านี้เท่าที่ดูเบื้องต้นน่าจะผ่านหลักเกณฑ์ที่จะได้รับความช่วยเหลือทั้งหมดตามคุณสมบัติ ซึ่งทางฝั่งของนโยบายก็คงจะรับไปพิจารณาต่อไป”
ทั้งนี้ ในกลุ่ม 9,692 รายดังกล่าวจะแบ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อยประมาณ 5,600 ราย อีก 1,586 รายเป็นกลุ่มเทรินอะราวด์ และ 2,472 รายเป็นกลุ่มฟื้นฟู ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะผ่านตามหลักเกณฑ์ เนื่องจากคุณสมบัติไม่ได้ซับซ้อนมาก โดยมียอดคำขออยู่ที่ประมาณ 2 แสนบาทถึง 1 ล้านบาทต่อราย แต่ในเชิงโยบายก็คงต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาว่าจะเห็นสมควรอย่างไร
นางสาลินี ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ในส่วนของกระบวนการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่สำคัญคือการทำให้กลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้สามารถเข้าสู่ระบบของสถาบันการเงินได้ โดยจะต้องมีการอาศัยกลไกลการเข้ามาช่วยค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งจะต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้ำประกัน โดยจะต้องทำให้สถาบันการเงินรู้สึกสบายใจในการเข้าไปใช้บริการ ซึ่งจะประกอบด้วย 2 จุดหลัก ได้แก่ 1.อัตราความเสียหายของการค้ำประกัน ซึ่งล่าสุดก็เห็นว่าจะมีการปรับเพิ่มเป็น 30% จากเดิมที่ 23% และ 2.เรื่องการเคลมที่ไม่ควรจะต้องมีวิธีการที่ยุ่งยาก รวมถึงใช้เวลานาน และจะต้องไม่เสียค่าใช้จ่ายมากจนเกินไป นอกจากนี้จะต้องไม่ปิดกั้นลูกหนี้เสียในการปรับโครงสร้างหนี้
“กลไกล บสย.จะใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อวิธีการค้ำประกันของ บสย. ลดความเสี่ยงทางด้านเครดิตของธนาคาร จนธนาคารรู้สึกว่าสบายใจที่จะเข้ามาใช้บริการ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของวิธีปฏิบัติในกรณีที่มีลูกหนี้เสีย การเบิกต่างๆต้องเป็นไปได้อย่างไม่ยากจนเกินไป และควรจะมีช่องทาง รวมถึงเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ฟื้นได้ด้วย หรือควรให้ปรับโครงสร้างหนี้ได้ ซึ่ง ณ ปัจจุบันของ บสย. ประเด็นดังกล่าวนี้ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากกระบวนการเคลมจะต้องมีการฟ้องร้อง ซึ่งเมื่อฟ้องร้องแล้วโอกาสที่จะไปปรับโครงสร้างหนี้จะมีน้อยมาก”






