
ส่งออกไตรมาส 2 ขยายตัว 10.9% สูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส
ส่งออกไตรมาส 2 ขยายตัว10.9% สูงสุดในรอบ17ไตรมาส ขณะที่ 6 เดือนแรกของปีนี้ส่งออกมีมูลค่า 113,547 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เดือนมิ.ย.ส่งออกขยายตัว 13.7% มั่นใจเป้า 5% ได้แน่นอน
[caption id="attachment_182676" align="aligncenter" width="503"]
นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร[/caption]
นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยการส่งออกเดือน มิถุนายน ว่า มีมูลค่า 20,282 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไตรมาส 2 ส่งออกขยายตัว 10.9% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ที่ขยายตัว 4.9% ซึ่งขยายตัวสูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส ขณะที่ 6 เดือนแรก ส่งออกมีมูลค่า 113,547 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 7.8% ขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี ทั้งนี้มั่นใจส่งออกทั้งปีจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 5% ส่วนในช่วงที่เหลือของปีนี้จะต้องส่งออกแต่ละเดือนมีมูลค่า 18,768 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหากจะให้การส่งออกขยายตัวได้ 6% แต่ละเดือนจะต้องส่งออกให้มีมูลค่า 19,127 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่การนำเข้าในเดือนมิถุนายนมีมูลค่า 18,365 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 13.7% 6 เดือน มีมูลค่า 106,576 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 15% ส่งผลให้ดุลการค้าในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเกินดุล 1,917 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 6 เดือนเกินดุล 6,971 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในช่วงที่เหลือของปีนี้กระทรวงพาณิชย์มองว่า ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องติดตาม คือ ความเสี่ยงนโยบายการค้าของสหรัฐ อัตราดอกเบี้ย และมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ หรือ QE ของประเทศใหญ่และความเปราะบางในภูมิภาคต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและความไม่มีเสถียรภาพต่างๆ ด้านค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น มองว่าจะเป็นปัจจัยระยะสั้นเท่านั้น แต่ทั้งนี้ผู้ส่งออกควรเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกับความผันผวน ส่วนมาตรการที่สหรัฐระบุว่าจะกีดกันกลุ่มประเทศที่เกินดุลการค้าเยอะ ซึ่งรวมถึงไทยด้วยนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสหรัฐ โดยไทยเตรียมส่งข้อมูลส่งข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาของไทยไปเพิ่มเติม
“เรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น เป็นปัจจัยที่เราต้องเฝ้าติดตาม แต่อย่างไรก็ตามมองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง จะเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งยอมรับว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น อาจส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรบ้าง เนื่องจากมีการนำเข้าวัตถุดิบอยู่ในระดับสูง”นางสาวพิมพ์ชนก กล่าว
[caption id="attachment_182676" align="aligncenter" width="503"]
นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยการส่งออกเดือน มิถุนายน ว่า มีมูลค่า 20,282 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไตรมาส 2 ส่งออกขยายตัว 10.9% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ที่ขยายตัว 4.9% ซึ่งขยายตัวสูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส ขณะที่ 6 เดือนแรก ส่งออกมีมูลค่า 113,547 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 7.8% ขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี ทั้งนี้มั่นใจส่งออกทั้งปีจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 5% ส่วนในช่วงที่เหลือของปีนี้จะต้องส่งออกแต่ละเดือนมีมูลค่า 18,768 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหากจะให้การส่งออกขยายตัวได้ 6% แต่ละเดือนจะต้องส่งออกให้มีมูลค่า 19,127 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่การนำเข้าในเดือนมิถุนายนมีมูลค่า 18,365 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 13.7% 6 เดือน มีมูลค่า 106,576 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 15% ส่งผลให้ดุลการค้าในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเกินดุล 1,917 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 6 เดือนเกินดุล 6,971 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในช่วงที่เหลือของปีนี้กระทรวงพาณิชย์มองว่า ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องติดตาม คือ ความเสี่ยงนโยบายการค้าของสหรัฐ อัตราดอกเบี้ย และมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ หรือ QE ของประเทศใหญ่และความเปราะบางในภูมิภาคต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและความไม่มีเสถียรภาพต่างๆ ด้านค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น มองว่าจะเป็นปัจจัยระยะสั้นเท่านั้น แต่ทั้งนี้ผู้ส่งออกควรเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกับความผันผวน ส่วนมาตรการที่สหรัฐระบุว่าจะกีดกันกลุ่มประเทศที่เกินดุลการค้าเยอะ ซึ่งรวมถึงไทยด้วยนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสหรัฐ โดยไทยเตรียมส่งข้อมูลส่งข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาของไทยไปเพิ่มเติม
“เรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น เป็นปัจจัยที่เราต้องเฝ้าติดตาม แต่อย่างไรก็ตามมองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง จะเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งยอมรับว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น อาจส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรบ้าง เนื่องจากมีการนำเข้าวัตถุดิบอยู่ในระดับสูง”นางสาวพิมพ์ชนก กล่าว






