
เงินร้อนไหลเก็งกําไรแสนล้าน
เงินทุนต่างชาติไหลเข้าครึ่งปีแรก 1.03 แสนล้านบาท เข้าเก็งกำไร 2 เด้ง ค่าเงิน-ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย คาดครึ่งปีหลังชะลอตัว แบงก์ชาติพอใจมาตรการคุมเงินร้อน ยังไม่เพิ่มดีกรี
“ฐานเศรษฐกิจ”สำรวจเงินทุนเคลื่อนย้ายต่างชาติในครึ่งปีแรก 2560 ไหลเข้าไทยจำนวน 1.03 แสนล้านบาท หรือเกือบ 50% ของตัวเลขทั้งปี 2559 ที่ไหลเข้าจำนวน 2.37 แสนล้านบาท โดยไหลเข้าลงทุนในพันธบัตรมากที่สุด จำนวน 8.7 หมื่นล้านบาท ที่เหลืออีก 1.6 หมื่นล้านบาท ไหลเข้าตลาดหุ้น
นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เงินทุนที่ไหลเข้ามาหวังเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และส่วนต่างดอกเบี้ยที่ยังมีความเหลื่อมลํ้ากันอยู่
แต่ปัจจัยที่สนับสนุนเงินทุนไหลเข้าเป็นตลาดพันธบัตรมากกว่าตลาดหุ้น เนื่องจากดอกเบี้ยไทยยังสูงกว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯ ผลตอบแทนพันธบัตร10 ปีของไทยอยู่ที่ 2.6% ขณะที่พันธบัตร 10 ปีของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 2.3% เท่านั้น
[caption id="attachment_180049" align="aligncenter" width="335"]
ปิยศักดิ์ มานะสันต์[/caption]
นอกจากนี้ราคาหุ้นไทยแพง เมื่อเทียบกับตลาดโลก ค่าพี/อี สูงเกือบ 20 เท่า สูงกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยุโรป และ ญี่ปุ่น ที่มีค่าพี/อี เพียง 14-16 เท่า
ส่วนอัตราผลตอบแทน(Yield)พันธบัตรรัฐบาลไทยระยะกลางและยาวปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดย ณ วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 จากสิ้นปี 2559 พันธบัตรระยะสั้นอายุ 1 ปี ปรับตัวลดลง 1.53% มาที่ 1.48% อายุ 2 ปี ลดลงมา 1.53% จาก 1.7% อายุ 5 ปี ปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.93% จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 2.2%และพันธ บัตรอายุ 10 ปีปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.56%จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 2.7%
นายปิยศักดิ์ กล่าวว่า สถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายครึ่งปีหลังอาจไหลเข้าลดลง เพราะว่าธนาคารกลางชั้นนำทั้งสหรัฐฯยุโรป ญี่ปุ่น พร้อมลดการอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยธนาคารกลางสหรัฐพร้อมลดขนาดงบดุลและขึ้นดอกเบี้ยตามกำหนดเดิม ส่วนยุโรป เตรียมที่จะหยุดคิวอี
ส่วนธนาคารแห่งประเทศ ไทยกังวลเงินไหลเข้าระยะสั้นมาพักไว้ที่ตลาดพันธบัตร เพื่อเก็งกำไรค่าเงินบาทจนต้องออกมาตร การมาสกัด โดยลดวงเงินออกพันธบัตรระยะสั้นงวดละ 1 หมื่นล้านบาท ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นลดลง
นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สายเสถียรภาพเศรษฐกิจ กล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยยังจับตาใกล้ชิดเงินทุนเคลื่อนย้าย แต่ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการ เงินโยกจากลงทุนระยะสั้นไปลงทุนพันธบัตรระยะยาวมากขึ้น ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับต่างประเทศที่ปรับตัวรองรับการเตรียมปรับลดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเร็วๆนี้
“ยังไม่น่ากังวล ไม่จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการ เงินไหลเข้าไทยบ้างในครึ่งหลังปีนี้ แต่จะเข้าในพันธบัตรระยะยาว บางส่วนก็จะไปประเทศอื่น มีผลต่อค่าเงินระยะสั้น ส่วนระยะยาวก็ขึ้นกับปัจจัยพื้นฐานของประเทศ”
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาส่วนใหญ่มุ่งเก็บกำไรในตลาดพันธบัตร ซึ่งนักลงทุนเห็นโอกาสทำกำไรจาก 3 แนวทางคือ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย แม้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ
ส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนโดยที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้วกว่า 5% และราคาพันธบัตรที่ปรับเพิ่ม โดยมีปัจจัยบวกจากการที่ไทยยังมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล
นายอมรเทพ กล่าวว่า ครึ่งปีหลังเฟดส่งสัญญาณจะปรับลดงบดุลและปลายปีนี้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเฟดจะปรับลดลงสู่ระดับเดียวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ยังคงอยู่ในระดับ 1.5% ต่อปี จึงมีความเป็นไปได้ที่จะลดความน่าสนใจของนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะเดือนกันยายน 2560 ที่เฟดจะปรับลดงบดุลลงมีโอกาสเห็นเงินทุนไหลออกในเดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,279 วันที่ 16 - 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
“ฐานเศรษฐกิจ”สำรวจเงินทุนเคลื่อนย้ายต่างชาติในครึ่งปีแรก 2560 ไหลเข้าไทยจำนวน 1.03 แสนล้านบาท หรือเกือบ 50% ของตัวเลขทั้งปี 2559 ที่ไหลเข้าจำนวน 2.37 แสนล้านบาท โดยไหลเข้าลงทุนในพันธบัตรมากที่สุด จำนวน 8.7 หมื่นล้านบาท ที่เหลืออีก 1.6 หมื่นล้านบาท ไหลเข้าตลาดหุ้น
นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เงินทุนที่ไหลเข้ามาหวังเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และส่วนต่างดอกเบี้ยที่ยังมีความเหลื่อมลํ้ากันอยู่
แต่ปัจจัยที่สนับสนุนเงินทุนไหลเข้าเป็นตลาดพันธบัตรมากกว่าตลาดหุ้น เนื่องจากดอกเบี้ยไทยยังสูงกว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯ ผลตอบแทนพันธบัตร10 ปีของไทยอยู่ที่ 2.6% ขณะที่พันธบัตร 10 ปีของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 2.3% เท่านั้น
[caption id="attachment_180049" align="aligncenter" width="335"]
นอกจากนี้ราคาหุ้นไทยแพง เมื่อเทียบกับตลาดโลก ค่าพี/อี สูงเกือบ 20 เท่า สูงกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยุโรป และ ญี่ปุ่น ที่มีค่าพี/อี เพียง 14-16 เท่า
ส่วนอัตราผลตอบแทน(Yield)พันธบัตรรัฐบาลไทยระยะกลางและยาวปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดย ณ วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 จากสิ้นปี 2559 พันธบัตรระยะสั้นอายุ 1 ปี ปรับตัวลดลง 1.53% มาที่ 1.48% อายุ 2 ปี ลดลงมา 1.53% จาก 1.7% อายุ 5 ปี ปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.93% จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 2.2%และพันธ บัตรอายุ 10 ปีปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.56%จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 2.7%
นายปิยศักดิ์ กล่าวว่า สถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายครึ่งปีหลังอาจไหลเข้าลดลง เพราะว่าธนาคารกลางชั้นนำทั้งสหรัฐฯยุโรป ญี่ปุ่น พร้อมลดการอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยธนาคารกลางสหรัฐพร้อมลดขนาดงบดุลและขึ้นดอกเบี้ยตามกำหนดเดิม ส่วนยุโรป เตรียมที่จะหยุดคิวอี
ส่วนธนาคารแห่งประเทศ ไทยกังวลเงินไหลเข้าระยะสั้นมาพักไว้ที่ตลาดพันธบัตร เพื่อเก็งกำไรค่าเงินบาทจนต้องออกมาตร การมาสกัด โดยลดวงเงินออกพันธบัตรระยะสั้นงวดละ 1 หมื่นล้านบาท ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นลดลง
“ยังไม่น่ากังวล ไม่จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการ เงินไหลเข้าไทยบ้างในครึ่งหลังปีนี้ แต่จะเข้าในพันธบัตรระยะยาว บางส่วนก็จะไปประเทศอื่น มีผลต่อค่าเงินระยะสั้น ส่วนระยะยาวก็ขึ้นกับปัจจัยพื้นฐานของประเทศ”
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาส่วนใหญ่มุ่งเก็บกำไรในตลาดพันธบัตร ซึ่งนักลงทุนเห็นโอกาสทำกำไรจาก 3 แนวทางคือ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย แม้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ
ส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนโดยที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้วกว่า 5% และราคาพันธบัตรที่ปรับเพิ่ม โดยมีปัจจัยบวกจากการที่ไทยยังมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล
นายอมรเทพ กล่าวว่า ครึ่งปีหลังเฟดส่งสัญญาณจะปรับลดงบดุลและปลายปีนี้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเฟดจะปรับลดลงสู่ระดับเดียวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ยังคงอยู่ในระดับ 1.5% ต่อปี จึงมีความเป็นไปได้ที่จะลดความน่าสนใจของนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะเดือนกันยายน 2560 ที่เฟดจะปรับลดงบดุลลงมีโอกาสเห็นเงินทุนไหลออกในเดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,279 วันที่ 16 - 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






