thansettakij
thansettakij
ธปท.เจาะลึกเศรษฐกิจ ฐานรากยังลำบาก โลกเสี่ยงลดลง

ธปท.เจาะลึกเศรษฐกิจ ฐานรากยังลำบาก โลกเสี่ยงลดลง

15 ก.ค. 60 | 05:20 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ก.ค. 60 | 10:32 น.
นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงภาวะเศรษฐกิจไทย ปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายในปีนี้ โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในวัฏจักรของการฟื้นตัว แต่กลุ่มธุรกิจฐานรากยังมีปัญหา

เศรษฐกิจไทยในระยะสั้นยังขยายตัวดีขึ้นจะเห็นว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศปรับตัวเลขใหม่ แต่การเติบโตยังไม่กระจายตัวมาก ภาคฐานรากยังไม่มีกำลังซื้อรายได้นอกภาคเกษตรไม่ดีมากทำให้กำลังซื้อภาพรวมไม่ดี แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ไปได้ดี ทำให้ต้องใช้เวลากว่าจะลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากได้ จึงเห็นกำลังการผลิตยังไม่เพิ่มมากในบางสินค้า และหนี้ภาคครัวเรือนยังเป็นตัวถ่วง ซึ่งมีผลต่อการบริโภคและกำลังซื้อ

“การดูแลเศรษฐกิจฐานราก นโยบายคลังจะเป็นตัวช่วย เพราะนโยบายการเงินมีเครื่องมือไม่กี่ตัว เช่น ดอกเบี้ย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อ”

ส่วนความท้าทายในระยะต่อไป แม้ว่าช่วงสั้นจะดีขึ้น แต่ในระยะยาว จะต้องเพิ่ม 1.Prudential Growthโดยการทำให้เศรษฐกิจกระจายลงฐานราก ซึ่งจะมาจากปัจจัยการลงทุนภาคเอกชนที่ตํ่ามานาน และผู้บริโภคปรับเปลี่ยนการบริโภคใหม่ เช่น หันมาซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ หรืออี-คอมเมิร์ซมีผลให้ธุรกิจใดไม่นำเทคโนโลยีมาใช้จะแข่งขันไม่ได้

2.สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เป็นความท้าทายในระยะปานกลางเพราะจะมีผลต่อภาระการทำงาน เพราะมีคนสูงอายุมากขึ้น และจะเป็นภาระของรัฐบาลที่จะสูงขึ้นตามผู้สูงอายุที่มีเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องแบกรับงบประมาณในการดูแลค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพโรงพยาบาล

ด้านเศรษฐกิจโลกช่วงนี้ฟื้นตัวชัดเจน สหรัฐฯกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อัตราการว่างงานจะเห็นว่าปรับเข้าสู่ระดับปกติ ส่วนยุโรปสถานการณ์เริ่มดีขึ้นจากมาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ญี่ปุ่นฟื้นตัวเช่นเดียวกัน

ภูมิภาคเอเชียที่ฟื้นตัว แต่มาจากภาคการส่งออกที่ช่วยผลักดันการเติบโต ส่วนหนึ่งมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สมาร์ทโฟน มีอัตราการเติบโตดีขึ้น ทำให้การส่งออกในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาดีขึ้นผิดหูผิดตา การท่องเที่ยวก็ดีขึ้น แม้จะมีเรื่องมาตรการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย หรือทัวร์ศูนย์เหรียญก็ตาม

อย่างไรก็ตามความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่ยังคงต้องติดตามจะมีอยู่ 2-3 เรื่อง คือ 1.สหรัฐฯยังมีปัจจัยความเสี่ยงทางด้านนโยบายการคลัง เรื่องการปฏิรูปภาษี จากเดิมที่พยายามผลักดันเรื่อง Health Care อย่างเต็มที่ แต่ก็ต้องดีเลย์ออกไป
รวมถึงปัญหาการเมืองของสหรัฐฯ ที่จะมีผลต่อนโยบายการค้าระหว่างประเทศ เพราะสหรัฐฯ เองจะเริ่มเข้ามาดูแลจริงจังมากขึ้นว่ามีการเอารัดเอาเปรียบเขาหรือเปล่าทั้งด้านการค้าและอัตราแลกเปลี่ยน และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยต่อและการลดงบดุล ที่ต้องจับตา เพราะจะมีผลกระทบต่อตลาดเงินและเศรษฐกิจ

[caption id="attachment_180028" align="aligncenter" width="357"] ธปท.เจาะลึกเศรษฐกิจ ฐานรากยังลำบาก โลกเสี่ยงลดลง ธปท.เจาะลึกเศรษฐกิจ ฐานรากยังลำบาก โลกเสี่ยงลดลง[/caption]

2. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการเงินของประเทศจีนที่ทำมาต่อเนื่องหลายปี และมีความผันผวนอยู่บ้าง แต่การปรับตัวยังไปได้ตามแนวนโยบาย แต่ก็ต้องดูความราบรื่น เพราะจีนมีความสำคัญต่อภูมิภาคเอเชีย และ 3.ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics) อย่างเช่น Brexit ที่เกิดขึ้นในปลายปีก่อน ซึ่งจะมีขั้นตอนกว่าจะออกจากการเป็นสมาชิกภาพยูโรโซน และการเมืองในยูโรโซนรวมถึงปัญหาในคาบ สมุทรเกาหลี

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น จะมีผลต่อการลงทุนภาคเอกชนให้ชะลอตัว และจะเห็นอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน อยู่ในระดับสูงจากนักลงทุนมีความต้องการสูง และหลายประเทศกำลังมีปัญหา Fiscal Spaceที่มีให้เหลือใช้จ่ายไม่มาก และ Productivity ผลิตภาพการผลิต

การเข้าสู่สังคมสูงอายุ (Aging Society) ทำให้ดึงตัว Productivity ตํ่าลง และจะเห็นแนวโน้มการใช้เครื่องจักรมาใช้เร็วขึ้น และเกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ ทำให้เกิดปัญหาการว่างงานในบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ และกลุ่มที่จะต้องมาเรียนรู้ใหม่

ในด้านเสถียรภาพการเงินในประเทศการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และคณะกรรม การนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ที่ออกมาสะท้อนว่ามีความมั่นคง แต่ก็มีบางจุดที่ต้องติดตาม เช่น พันธบัตรไม่มีการจัดอันดับ (Un-Rated Bond) ที่มีปัญหาก่อนหน้านี้ แต่ก็สามารถแก้ไขไปได้ ไม่มีปัญหาหรือปัญหาสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่พยายามผลักดันให้เป็นสมาชิกบริษัทเครดิตข้อมูลแห่งชาติ (NCB) โดยเฉพาะที่มีขนาดสินทรัพย์มากกว่า 5,000 ล้านบาท จะต้องเข้าเป็นสมาชิกของเครดิตบูโร

ส่วนปัญหาตั๋วแลกเงิน (B/E) หรือตราสารหนี้ที่มีปัญหาผิดนัดชำระหนี้ ธปท.ประสานงานไปยังสำนัก งานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ในการดูแลหรือแชร์ข้อมูลระหว่างกัน เพื่อดูแลควบคุมไม่ให้เกิดปัญหา
ปัญหาหนี้ครัวเรือน มี 3 ด้านที่กำลังแก้ไข คือ 1.คลินิกแก้หนี้ เริ่มทำไปแล้ว 2.กำลังออกเกณฑ์บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล 3.การให้ความรู้ทางการเงิน เป็น 3 ขั้นตอนที่จะนำมาใช้ช่วยดูแลปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จะดำเนินการหากไม่ทำจะทำให้การบริโภคระยะยาวมีอุปสรรคได้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,279 วันที่ 16 - 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560