thansettakij
thansettakij
“ประยุทธ์” ยึดศาสตร์พระราชานำประเทศเข้าสู่ไทยเเลนด์ 4.0 

“ประยุทธ์” ยึดศาสตร์พระราชานำประเทศเข้าสู่ไทยเเลนด์ 4.0 

15 ก.ค. 60 | 04:37 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ก.ค. 60 | 11:37 น.
วันที่ 14ก.ค.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ว่า " การประยุกต์ใช้ “ศาสตร์พระราชา” นั้น เป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง ในระยะที่ประเทศไทยกำลังพยายามจะเปลี่ยนผ่าน ไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ประชาชนมีความสุข เราต้องสร้างความสมดุลในการใช้พื้นที่ ใช้ทรัพยากร ให้สมดุลกับการพัฒนาด้านอื่นๆ ทั้งเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม ทั้งการพัฒนาด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม

รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุกอย่างจะต้องเกื้อกูลต่อกัน ไม่กระทบซึ่งกันและกัน เราต้องเริ่มจากการพัฒนาจากภายในนะครับ จากภายในของเรากันเอง สร้างความเข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถ เติมเต็มไปด้วยการพัฒนาที่มาจากภายนอก เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่ให้เกิดขึ้น โดยหลักการที่ว่า มีเหตุมีผล พอประมาณ มีภูมิคุ้มกันที่ดี ทุกอย่างจึงจะยั่งยืน

20170711094236 สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญ ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา ได้แก่

(1) ความมั่นคง ความมีเสถียรภาพของประเทศนะครับ อย่างเช่นในปัจจุบัน

(2) ความสงบสุขของสังคม และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

(3) ความเชื่อมโยงกันเป็น “ห่วงโซ่มูลค่า” ทางเศรษฐกิจทั้งในระดับฐานราก  ปานกลาง และสูง จะต้องเกื้อกูลต่อกันนะครับ อย่าบอกว่าเอื้อประโยชน์ หรือผูกขาดอะไรทำนองนี้นะครับ เพราะเป็นกลไกของการค้าเสรีนะครับ เพราะฉะนั้น เราทำอย่างไรให้เชื่อมโยงกันให้ได้ กระจายรายได้กันให้ได้สัดส่วนที่เป็นธรรมนะครับ ในเรื่องของรายได้ก็ขอร้องภาคธุรกิจเอกชนด้วยนะครับ

(4) การพัฒนาทางกายภาพ ด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ด้านสาธารณูปโภคต่างๆ นะครับ ซึ่งสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม และดึงดูดการลงทุน ในอนาคต และ

(5) การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ด้วยการศึกษา ได้แก่ การสร้าง “คนรุ่นใหม่” ในทุกกิจกรรม ทุกกลุ่ม ทั้งที่จะต้องทำงาน ทั้งใน 1.0, 2.0, 3.0 และ 4.0 เราจะต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน เกื้อกูลกัน อยู่ร่วมกันให้ได้ เราต้องคำนึงถึง ทั้งหลักวิชาการ และหลักในการปฏิบัติงานให้ได้จริงนะครับ เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน “ในอนาคต” ตามยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ

20170711094239 ดังนั้น การขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ด้วย “ศาสตร์พระราชา” นั้น เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องเข้าใจถึงแก่นแท้ของ “ยุทธศาสตร์การพัฒนา” ก่อนนะครับ คือคำว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”ว่าเราต้อง “เข้าใจ” ถึงอะไร เข้าใจทั้งคน เข้าใจทั้งพื้นที่ เข้าใจถึงปัญหา ความเป็นอยู่  ความคิด อัตตาลักษณ์เข้าใจทั้ง ต้องเข้าใจซึ่งกันและกันด้วย

“การเข้าถึง” ก็คือการรู้ในรายละเอียดของและต้นตอของปัญหาอย่างถ่องแท้ ทั้งปัจจัยภายใน ภายนอก ต้องสามารถแสวงหาวิธีการแก้ไข และนำไปสู่การขับเคลื่อนได้อย่างไร เราก็จะแปลงไปสู่การ “พัฒนา” ที่มีแบบแผน ที่ปฏิบัติได้จริงและประชาชนสมัครใจเข้าร่วมด้วยนะครับ โดยสามารถกำหนดได้ว่า เราจะแก้ไขและพัฒนาได้มาก น้อยเพียงไร ตามกิจกรรมที่เรากำหนดไว้ ซึ่งต้องไม่ลืมหลักการสำคัญอีก 2  ประการก็คือ

(1) การให้ความรู้ โดยเพิ่มกระบวนการเรียนรู้ สร้างความเข้าใจ เกิดหลักคิด หลักการทำงานร่วมกัน–บูรณาการกัน ระหว่างผู้มีส่วนได้ – ส่วนเสีย “ทั้งหมด”  นะครับ ทุกภาคส่วน

และ (2) การจัดสรรงบประมาณ ลงพื้นที่ ตามแผนงาน โครงการที่ครอบคลุม ทั้งในระดับฐานราก ชุมชน จังหวัด กลุ่มจังหวัด และภาคนะครับ ที่จะต้องดำเนินการให้สอดคล้อง –เชื่อมโยง– เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ขัดแย้งกัน ก็จะทำให้เกิด “ห่วงโซ่มูลค่า” แก่ทุกกลุ่มเป้าหมาย ทุกสาขาอาชีพ และทุกภาคการผลิต

ทั้งนี้สิ่งแรกๆ ที่จะต้องทำ คือ การจัดกลุ่มงานให้เป็นหมวดหมู่ เป็นคลัสเตอร์นะครับ เช่น กลุ่มเกษตร กลุ่มอุตสาหกรรม ค้าขาย อิสระ และอื่นๆ นั้น จะทำอย่างไรนะครับ เราต้องพิจารณาให้เหมาะสมในแต่ละกลุ่ม เพื่อจะให้ได้รับประโยชน์จากแผนงาน โครงการนั้นๆ ที่มีการใช้จ่ายงบประมาณลงไป เพราะว่าหากไม่เข้าใจหลักการทั้ง 2 ข้อกล่าวมาแล้ว การทำงานก็ไม่เกิดประสิทธิผล รายได้ก็ไม่กระจายไปสู่ทุกภาคส่วนนะครับ ไม่ทั่วถึง ไม่เท่าเทียม เช่นเดิม

20170711094300 การพัฒนาใดๆ ก็ตาม จำต้องคำนึงถึงศักยภาพของประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญด้วย  โดยมีข้อพิจารณาสำคัญ ตามศักยภาพของพื้นที่เป้าหมาย ทั้งกลุ่มจังหวัด – จังหวัด – ท้องถิ่น – ชุมชน ดังนี้…

(1) พื้นที่ของเรานั้นทั้งประเทศมีความเหลื่อมล้ำมาก บางส่วนนะครับประเภทที่ 1 มีความเร่งด่วนอันดับแรก ในการเสริมสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ ทั้งถนนหนทาง – น้ำ – ไฟฟ้า – โทรศัพท์พื้นฐาน – อินเทอร์เน็ต เป็นต้น

ให้อยู่ในระดับที่ "เพียงพอ"ต่อการดำรงชีพ และการประกอบอาชีพก่อน เพื่อสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ให้เกิดการติดต่อค้าขาย, สัญจรไปมา, ตลาดชุมชน และ กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ ตามมาจนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ในที่สุด

(2) พื้นที่ที่พอมีศักยภาพอยู่แล้ว เราก็เพียงเข้าไปต่อยอด ส่งเสริมขีดความสามารถด้วยความรู้ ด้วยนวัตกรรม ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน – ชุมชน เช่น OTOP ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือปราชญ์ชาวบ้าน โดยหน่วยงานราชการ – รัฐบาล ต้องแสวงหาความร่วมมือ และอำนวยความสะดวก ในการสร้างกลไก “ประชารัฐ” ในแต่ละท้องถิ่น   เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนา ตั้งแต่ “ต้นทาง – กลางทาง – ปลายทาง”ตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อเป็นการกระจายรายได้ นะครับ

และ (3) เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพเพียงพอ มีความสมบูรณ์ทางกายภาพอยู่แล้ว เราก็จะ พิจารณาจากที่มีรายได้สูง พร้อมรองรับการขยายตัว อย่างเช่นพื้นที่อินทรีย์เหล่านี้เป็นต้น การพัฒนาในทุกกิจกรรม ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีแผนงาน – โครงการลงไป ทั้งนี้เพื่อจะผลักดันการพัฒนาไปสู่ระดับสูงสุด และ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงที่เกื้อกูลการพัฒนาในพื้นที่โดยรอบ – ใกล้เคียง ไปพร้อมๆ กันด้วย

อาทิ การขยายข่ายถนน – รถไฟฟ้า – รถราง – อุโมงค์ – สะพาน – ท่าเรือ – ท่าอากาศยาน ทั้งนี้ หากเราสามารถแยกกลุ่มเป้าหมายที่เป็นพื้นที่จัดทำกิจกรรมให้เป็นหมวดหมู่ เป็นคลัสเตอร์ได้อย่างชัดเจน  เราก็จะสามารถที่จะเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย ที่เกื้อหนุนกันได้ ไม่ว่าจะเป็นต้นทาง กลางทาง ปลายทาง

ก็เหมือนกับการ “ปลูกป่า” ที่ย่อมประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้ต่างๆ นานาทั้งไม้ยืนต้น ไม้เถา ไม้เลื้อย ไปจนถึงพืชคลุมดิน ซึ่งต่างมีความสัมพันธ์ ซึ่งกันและกัน ตามธรรมชาติ  อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาแนวความคิดในการบริหารงบประมาณยังคงไม่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างเต็มที่ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ยั่งยืน

เพราะเราจะหวังพึ่งเพียง “งบฟังก์ชั่น” ของแต่ละหน่วยงาน ที่ลงไปในพื้นที่ เพียงเท่านั้น ก็จะไม่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ อย่างที่ผมกล่าวไปแล้ว และก็ไม่สามารถสร้างความเชื่อมโยงกัน ในต่างพื้นที่ได้  อย่างที่มี 3 ประเภทนั่นน่ะนะครับ  เราจำเป็นต้องเชื่อมโยงเหล่านั้นเข้าด้วยกัน

20170711094302 รัฐบาลนี้จึงจัดให้มี “งบในการบูรณาการ”  ทั้งใน “มิติกิจกรรม” เพื่อสร้างความเชื่อมโยง – เพิ่มมูลค่า – ส่งเสริมนวัตกรรม และใน “มิติพื้นที่” ด้วย  ตั้งแต่ระดับภาค – กลุ่มจังหวัด – จังหวัด – ชุมชน – จนถึงฐานราก ด้วยนะครับ

ตัวอย่าง การขับเคลื่อนของกระทรวงพาณิชย์  ที่ต้องทำ “งานฟังก์ชั่น” ของกระทรวง และ “งานบูรณาการ” กับกระทรวงอื่นๆ  ในการดูแลเศรษฐกิจฐานราก ได้แก่  การช่วยเหลือเกษตรกร, ด้านการตลาด , ธุรกิจ SMEs, สหกรณ์, วิสาหกิจชุมชน และสถาบันเกษตรกร ร่วมกับกระทรวงเกษตรไปด้วย เพราะเกษตรคือต้นทาง พาณิชย์คือกลางทาง และจัดหาตลาดคือปลายทาง

เราก็จะมีกลไก “ประชารัฐ” ในการช่วยขับเคลื่อน “เศรษฐกิจชุมชน” ตามนโยบายรัฐบาลไปด้วย เพื่อให้เกิดการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็ง “อย่างยั่งยืน” ของประชาชน  มากกว่าที่จะเรียกร้องแต่เพียงอย่างเดียว    เราจะต้องให้การสนับสนุนโครงสร้างทางการค้าให้เอื้อต่อความเจริญเติบโตของท้องถิ่นแก่ผู้ประกอบการ, ให้มีความรู้ในการบริหารจัดการ และมีการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เป็นของตนเอง

ซึ่งก็จะเป็นการส่งเสริมกลไกพาณิชย์จังหวัด เชื่อมโยงการพัฒนาต่างๆ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจกลุ่มจังหวัด และอยู่ในกรอบของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ อีกด้วย   ถ้าแต่ละกระทรวงทำแต่ของตัวเอง มันก็ไม่สามารถจะไปบูรณาการกันได้ แล้วมันก็จะเกิดผลผลิตออกมาหรือผลงานออกมาที่ไม่เป็นรูปธรรมนัก  ไม่มีประสิทธิผล  ในหลายๆ ด้านวันนี้ที่กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการอยู่ อาทิ

20170711094313 การจัดตั้งพาณิชย์ภูมิภาค ทั้ง 6 ภูมิภาคให้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ซึ่งจะช่วยยกระดับผู้ประกอบการฐานรากและกลุ่มธุรกิจ SMEs, Start-up ทุกระดับให้สามารถเพิ่มโอกาสช่องทางทางการตลาดและการขยายธุรกิจ  การส่งเสริมและพัฒนาตลาดกลาง-ตลาดประชารัฐเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคเอง และรองรับการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน

รวมถึง ประเทศอื่นๆ ผ่าน “การจับคู่ทางธุรกิจ” และ มีการเชื่อมโยง และขยายช่องทางการตลาด  ให้กับเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ในการจำหน่ายผลผลิต และผลิตภัณฑ์แปรรูป ผ่านช่องทางตลาดต้องชม, ศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน (Farm Outlet) และ ตลาดเฉพาะสินค้า (Magnet Market) เป็นต้น นะครับ