
ธนจิราฯทุ่ม 300 ล.ซื้อ “แคท คิดสตัน” ประเทศไทย เสริมทัพดันรายได้1,800 ล้านบาทในปี 63
นายอภิชัย ผลโกศล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์แฟชั่นจากต่างประเทศ เปิดเผยว่า บริษัทได้ใช้งบประมาณกว่า 300 ล้านบาทในการเข้าซื้อกิจการ แคท คิดสตัน ในประเทศไทย ซึ่งเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์แฟชั่น โดยเป็นการซื้อหุ้น 100% และได้เริ่มดำเนินการเข้าบริหารตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมาเพื่อดันยอดขายรวมให้เป็นตามเป้าหมายปี 63 ที่ตั้งไว้ 1,800 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทฯ คาดว่ากลุ่มบริษัทจะมีอัตราการเติบโตสูงถึง 107% เมื่อเทียบกับปี 2559 และจะมียอดขาย1,100 ล้านบาทในปี 60 ซึ่งนับได้ว่าเป็นรายได้ที่สูงสุดในประวัติการณ์หลังจากก่อตั้งบริษัทฯ เมื่อปี 2553
“นับจากปี 59 ที่ผ่านมาบริษัทได้เพิ่มกลยุทธ์การเติบโตนอกจากการสร้างและขยายแบรนด์ที่บริหารอยู่เป็นการเข้าควบรวมกิจการของผู้เล่นเดิมในตลาด โดยมีนโยบายพิจารณาบริษัทที่มียอดขายต่อปีมากกว่า 300 ล้านบาท มีแนวโน้มการเจริญเติบโตรวมทั้งมีโอกาสในการขยายสาขาที่ดี และมีสัดส่วนของกำไรขั้นต้นที่ใกล้เคียงกับแบรนด์อื่นๆในพอร์ตที่บริษัทบริหารอยู่”
ทั้งนี้ ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น มุ่งเน้นการทำการตลาดแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่และคนที่ใช้ชีวิตในเมือง โดยในปี 60 ได้ตั้งงบประมาณในการทำตลาดมากกว่า 30 ล้านบาทสำหรับแบรนด์แพนดอร่าเพื่อรักษาความเป็นผู้นำกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์จิวเวลรี่ และอีกกว่า 15 ล้านบาทสำหรับแบรนด์ที่เหลือเพื่อสร้างความเข้มแข็งและการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายต่อไป
ด้านนายธนพงษ์ จิราพาณิชกุล กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ธนจิรา ได้กล่าวเสริมว่าการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญและผลักดันให้มีการเจริญเติบโตก้าวกระโดด โดยทำให้มีสาขาเพิ่มขึ้น2 เท่าตัว จากจำนวน 35 สาขาในปัจจุบันเป็น 70 สาขา และบริษัทยังมีแผนเพิ่มจำนวนสาขารวมของแบรนด์ที่บริหารอยู่ทั้งหมด 5 แบรนด์ เป็น 100 สาขาภายในปี 63
“บริษัทมีกลยุทธ์มุ่งเน้นการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพิงรายได้หลักจากแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง และบริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการขยายกลุ่มลูกค้าให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยการซื้อกิจการ แคท คิดสตันครั้งนี้ถือเป็นการขยายฐานลูกค้าเข้าสู่ผู้บริโภคกลุ่มพรีเมี่ยมแมส (Premium Mass) ที่ใหญ่กว่าจากฐานลูกค้าเดิมบริษัทจะอยู่ในกลุ่ม มิดลักซูรี่ (Mid Luxury) และพรีเมี่ยม (Premium) เท่านั้น”
ธนพงษ์ กล่าวอีกว่า“หลังจากการเข้าซื้อกิจการ บริษัทจะเร่งทำการตลาดที่เพิ่มคุณค่าที่ชัดเจนให้กับแบรนด์ แคท คิดสตัน และเพิ่มงบประมาณพัฒนาและฝึกอบรมพนักงานขาย โดยคาดว่ายอดขายร้านเดิม (Same Store Sales) จะมีอัตราเพิ่มขึ้น15% จากที่เคยติดลบในปีที่ผ่านมาทั้งนี้บริษัทฯ คาดว่าจะมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และตั้งเป้าหมายปิดดีลซื้อกิจการให้ได้อีกอย่างน้อยอีก 1ดีล โดยรายได้รวมคาดว่าจะแตะ 1,800 ล้านบาทในปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่บริษัทวางแผนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไป”
“นับจากปี 59 ที่ผ่านมาบริษัทได้เพิ่มกลยุทธ์การเติบโตนอกจากการสร้างและขยายแบรนด์ที่บริหารอยู่เป็นการเข้าควบรวมกิจการของผู้เล่นเดิมในตลาด โดยมีนโยบายพิจารณาบริษัทที่มียอดขายต่อปีมากกว่า 300 ล้านบาท มีแนวโน้มการเจริญเติบโตรวมทั้งมีโอกาสในการขยายสาขาที่ดี และมีสัดส่วนของกำไรขั้นต้นที่ใกล้เคียงกับแบรนด์อื่นๆในพอร์ตที่บริษัทบริหารอยู่”
ทั้งนี้ ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น มุ่งเน้นการทำการตลาดแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่และคนที่ใช้ชีวิตในเมือง โดยในปี 60 ได้ตั้งงบประมาณในการทำตลาดมากกว่า 30 ล้านบาทสำหรับแบรนด์แพนดอร่าเพื่อรักษาความเป็นผู้นำกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์จิวเวลรี่ และอีกกว่า 15 ล้านบาทสำหรับแบรนด์ที่เหลือเพื่อสร้างความเข้มแข็งและการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายต่อไป
ด้านนายธนพงษ์ จิราพาณิชกุล กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ธนจิรา ได้กล่าวเสริมว่าการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญและผลักดันให้มีการเจริญเติบโตก้าวกระโดด โดยทำให้มีสาขาเพิ่มขึ้น2 เท่าตัว จากจำนวน 35 สาขาในปัจจุบันเป็น 70 สาขา และบริษัทยังมีแผนเพิ่มจำนวนสาขารวมของแบรนด์ที่บริหารอยู่ทั้งหมด 5 แบรนด์ เป็น 100 สาขาภายในปี 63
“บริษัทมีกลยุทธ์มุ่งเน้นการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพิงรายได้หลักจากแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง และบริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการขยายกลุ่มลูกค้าให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยการซื้อกิจการ แคท คิดสตันครั้งนี้ถือเป็นการขยายฐานลูกค้าเข้าสู่ผู้บริโภคกลุ่มพรีเมี่ยมแมส (Premium Mass) ที่ใหญ่กว่าจากฐานลูกค้าเดิมบริษัทจะอยู่ในกลุ่ม มิดลักซูรี่ (Mid Luxury) และพรีเมี่ยม (Premium) เท่านั้น”
ธนพงษ์ กล่าวอีกว่า“หลังจากการเข้าซื้อกิจการ บริษัทจะเร่งทำการตลาดที่เพิ่มคุณค่าที่ชัดเจนให้กับแบรนด์ แคท คิดสตัน และเพิ่มงบประมาณพัฒนาและฝึกอบรมพนักงานขาย โดยคาดว่ายอดขายร้านเดิม (Same Store Sales) จะมีอัตราเพิ่มขึ้น15% จากที่เคยติดลบในปีที่ผ่านมาทั้งนี้บริษัทฯ คาดว่าจะมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และตั้งเป้าหมายปิดดีลซื้อกิจการให้ได้อีกอย่างน้อยอีก 1ดีล โดยรายได้รวมคาดว่าจะแตะ 1,800 ล้านบาทในปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่บริษัทวางแผนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไป”






