
เอทีเอ็มแบงก์ติดชิปการ์ด90%
สมาคมธนาคารไทยลั่น แบงก์สมาชิกติดตาม-แชร์ข้อมูลคัดลอกข้อมูล เผยบัตรเอทีเอ็มเปลี่ยนเป็นชิปการ์ดคืบกว่า 90% กรุงไทยไม่ประมาทตั้งทีม KTB Care เฝ้าระวังตู้เอทีเอ็ม ดูแลปลอดโจรกรรมข้อมูล
นายยศ กิมสวัสดิ์ ประธานสำนักระบบการชำระเงิน สมาคมธนาคารไทย (TBA) กล่าวถึงความคืบหน้าการเปลี่ยนบัตรแถบแม่เหล็ก(บัตรเก่า) เป็นบัตรชิปการ์ด ว่า ธนาคารสมาชิกส่วนใหญ่ทยอยเปลี่ยนบัตรไปมากกว่า 90% แล้ว เช่นเดียวกับการอัพเกรดเครื่องเอทีเอ็ม เพื่อรองรับบัตรชิปการ์ด ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างธนาคารสมาชิกในการพัฒนาระบบการชำระเงินตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด
ส่วนสถานการณ์ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันคัดลอกข้อมูลบัตรจากเครื่องเอทีเอ็ม(Skimming)นั้นได้รับแจ้งเข้ามาแต่ไม่ได้ระบุเป็นจำนวนตัวเลขชัดเจน ซึ่งทุกธนาคารให้ความร่วมมือกับสมาคมในแง่ของความพยายามตรวจสอบพฤติกรรมโจรกรรมข้อมูลการสกิมมิ่งอย่างต่อเนื่อง และแต่ละธนาคารจะช่วยการแชร์เมื่อพบกรณีการสกิมมิ่ง เพื่อให้รวดเร็วและทันเวลาในการแก้ไขเพื่อมิให้เกิดความเสียหายกับลูกค้าผู้ใช้บริการ
“สมาคมเป็นความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลกันแต่เชิงสถิติตัวเลขนั้น ถือเป็นเชิงแข่งขันทางการตลาด แต่ทุกธนาคารต้องรายงานแบงก์ชาติ สำหรับการใช้บัตรชิป ตอนนี้คืบหน้ากว่า 90% ฉะนั้นปัญหาสกิมมิ่งจะเกิดน้อยลงเมื่อเทียบอดีต”
ข้อมูลล่าสุดจำนวนเอทีเอ็มทั้งระบบมีจำนวน 14,645 เครื่อง แบ่งเป็นธนาคารใหญ่จำนวน 10,773 เครื่อง ธนาคารกลางจำนวน 3,732 เครื่อง และธนาคารขนาดเล็ก จำนวน 140 เครื่อง ส่วนบัตรเอทีเอ็ม ณ มีนาคม 2560 มีจำนวน 10.15 ล้านใบ และบัตรเดบิต จำนวน 51 ล้านใบ
[caption id="attachment_138219" align="aligncenter" width="381"]
ลือชัย ชัยปริญญา[/caption]
นายลือชัย ชัยปริญญา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์รายย่อย ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตัวเลขการเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มแถบแม่เหล็กมาเป็นบัตรชิปการ์ดเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก เนื่องจากทุกคนห่วงด้านความปลอดภัยมากขึ้น และจะได้ยินข่าวการโจรกรรมข้อมูลผ่านบัตรออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ จึงต้องยอมรับว่าแม้ว่าระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นใจในระบบความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่มิจฉาชีพก็มีการพัฒนาตัวเองเช่นเดียวกัน
ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้และลูกค้าจึงต้องระมัดระวังตัวเอง และหันมาเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มหรือเดบิตที่เป็นชิปการ์ด ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งเรื่องนี้สมาคมธนาคารไทย และธนาคารทั้งระบบ รวมถึงธนาคารกรุงไทยให้ความสำคัญค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตามแม้ภาพรวมระบบของธนาคารจัดการได้ค่อนข้างดีมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูง แต่เพื่อเป็นความไม่ประมาท ธนาคารจึงตั้งทีมงาน KTB Care เฝ้าระวังและคอยเตือน รวมถึงคอยดูแลให้เอทีเอ็มพร้อมใช้งาน หรือหากเกิดปัญหาหรือประเด็นโจรกรรมข้อมูลสามารถเข้าพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหน่วยงานนี้ตั้งขึ้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
“ตัวเลขการเปลี่ยนบัตรชิปการ์ดถือว่าเพิ่มขึ้นเยอะกว่าช่วงแรก เพราะลูกค้าเริ่มรู้ถึงความปลอดภัย เพราะหากมีประเด็นการโจรกรรมข้อมูลบัตรชิปการ์ดถือว่าช่วยปิดความเสี่ยงได้ ส่วนตู้เอทีเอ็มเองก็รองรับบัตรชิปการ์ดเกือบ 100%”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,278 วันที่ 13 - 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
นายยศ กิมสวัสดิ์ ประธานสำนักระบบการชำระเงิน สมาคมธนาคารไทย (TBA) กล่าวถึงความคืบหน้าการเปลี่ยนบัตรแถบแม่เหล็ก(บัตรเก่า) เป็นบัตรชิปการ์ด ว่า ธนาคารสมาชิกส่วนใหญ่ทยอยเปลี่ยนบัตรไปมากกว่า 90% แล้ว เช่นเดียวกับการอัพเกรดเครื่องเอทีเอ็ม เพื่อรองรับบัตรชิปการ์ด ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างธนาคารสมาชิกในการพัฒนาระบบการชำระเงินตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด
ส่วนสถานการณ์ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันคัดลอกข้อมูลบัตรจากเครื่องเอทีเอ็ม(Skimming)นั้นได้รับแจ้งเข้ามาแต่ไม่ได้ระบุเป็นจำนวนตัวเลขชัดเจน ซึ่งทุกธนาคารให้ความร่วมมือกับสมาคมในแง่ของความพยายามตรวจสอบพฤติกรรมโจรกรรมข้อมูลการสกิมมิ่งอย่างต่อเนื่อง และแต่ละธนาคารจะช่วยการแชร์เมื่อพบกรณีการสกิมมิ่ง เพื่อให้รวดเร็วและทันเวลาในการแก้ไขเพื่อมิให้เกิดความเสียหายกับลูกค้าผู้ใช้บริการ
“สมาคมเป็นความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลกันแต่เชิงสถิติตัวเลขนั้น ถือเป็นเชิงแข่งขันทางการตลาด แต่ทุกธนาคารต้องรายงานแบงก์ชาติ สำหรับการใช้บัตรชิป ตอนนี้คืบหน้ากว่า 90% ฉะนั้นปัญหาสกิมมิ่งจะเกิดน้อยลงเมื่อเทียบอดีต”
ข้อมูลล่าสุดจำนวนเอทีเอ็มทั้งระบบมีจำนวน 14,645 เครื่อง แบ่งเป็นธนาคารใหญ่จำนวน 10,773 เครื่อง ธนาคารกลางจำนวน 3,732 เครื่อง และธนาคารขนาดเล็ก จำนวน 140 เครื่อง ส่วนบัตรเอทีเอ็ม ณ มีนาคม 2560 มีจำนวน 10.15 ล้านใบ และบัตรเดบิต จำนวน 51 ล้านใบ
[caption id="attachment_138219" align="aligncenter" width="381"]
นายลือชัย ชัยปริญญา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์รายย่อย ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตัวเลขการเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มแถบแม่เหล็กมาเป็นบัตรชิปการ์ดเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก เนื่องจากทุกคนห่วงด้านความปลอดภัยมากขึ้น และจะได้ยินข่าวการโจรกรรมข้อมูลผ่านบัตรออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ จึงต้องยอมรับว่าแม้ว่าระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นใจในระบบความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่มิจฉาชีพก็มีการพัฒนาตัวเองเช่นเดียวกัน
ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้และลูกค้าจึงต้องระมัดระวังตัวเอง และหันมาเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มหรือเดบิตที่เป็นชิปการ์ด ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งเรื่องนี้สมาคมธนาคารไทย และธนาคารทั้งระบบ รวมถึงธนาคารกรุงไทยให้ความสำคัญค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตามแม้ภาพรวมระบบของธนาคารจัดการได้ค่อนข้างดีมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูง แต่เพื่อเป็นความไม่ประมาท ธนาคารจึงตั้งทีมงาน KTB Care เฝ้าระวังและคอยเตือน รวมถึงคอยดูแลให้เอทีเอ็มพร้อมใช้งาน หรือหากเกิดปัญหาหรือประเด็นโจรกรรมข้อมูลสามารถเข้าพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหน่วยงานนี้ตั้งขึ้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
“ตัวเลขการเปลี่ยนบัตรชิปการ์ดถือว่าเพิ่มขึ้นเยอะกว่าช่วงแรก เพราะลูกค้าเริ่มรู้ถึงความปลอดภัย เพราะหากมีประเด็นการโจรกรรมข้อมูลบัตรชิปการ์ดถือว่าช่วยปิดความเสี่ยงได้ ส่วนตู้เอทีเอ็มเองก็รองรับบัตรชิปการ์ดเกือบ 100%”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,278 วันที่ 13 - 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






